- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 112 หนี้เลือด
บทที่ 112 หนี้เลือด
บทที่ 112 หนี้เลือด
ชือซินจื่อจ้องมองใบหน้านั้นด้วยความตกตะลึง เขายากที่จะเชื่อมโยงใบหน้านี้กับเฉิงเทียนโย่วในความทรงจำของตนได้ ทว่าอีกฝ่ายถึงขั้นเปิดเผยตัวตนออกมาแล้ว เขาจึงไม่อาจทำใจไม่เชื่อได้
“ทำไม... การที่ข้ายังไม่ตายมันผิดความคาดหมายของเจ้ามากนักหรือ?”
ใบหน้านั้นจ้องมองชือซินจื่อเขม็ง สังเกตเห็นเลือดที่กำลังไหลรินบริเวณเอวด้านหลังของเขา เขาจึงเอ่ยยิ้มๆ “ที่ข้าต้องกลายมาเป็นสภาพนี้ก็เป็นเพราะเจ้าประทานให้ หากมิใช่เพราะโดนเพ่งเล็งทะลวงใจของเจ้าเข้าไป ข้าก็คงไม่ต้องใช้มุกศิลาเพื่อกลายร่างเป็นรังไหมหินชะลออาการบาดเจ็บ... จริงสิ ‘หนามกระดูกมาร’ ของสำนักปราณวิญญาณรสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
ใบหน้าด้านหน้าของสตรีชุดแดงหลับสนิทราวกับไร้ความรู้สึก ทว่าใบหน้าที่อยู่หลังศีรษะกลับมีสีหน้าแววตาพริ้วไหวมีชีวิตชีวา ข้อศอกของนางพับงอกลับหลัง ในมือบีบเค้นหนามกระดูกที่ถูกฝนจนเงาวับเอาไว้
“ที่แท้ตอนนั้นเจ้าก็ใช้กลอุบายหลอกข้า ความจริงคือใช้มุกศิลาเพื่อชะลออาการบาดเจ็บและรักษาชีวิตตนเองสินะ”
ชือซินจื่อปรายตามองหนามกระดูกมารอันนั้น รู้ดีว่าบนนั้นย่อมต้องอาบไว้ด้วยพิษร้ายแรง ดวงตาของเขาหม่นลง ถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า “แล้วเรื่องของยายเฒ่าเหมียวฮวาเล่าเป็นมาอย่างไร? เจ้าไปพัวพันกับนางตั้งแต่เมื่อใด?”
“มิใช่การเข้าไปพัวพัน แต่ข้าสมัครใจฝากตัวเป็นศิษย์ของเหมียวฮวา เข้าร่วมสำนักปราณวิญญาณ เพื่อหวังจะได้เรียนรู้ ‘วิชาสละร่างฝากวิญญาณ’ ของสำนักปราณวิญญาณ ภายหลังข้ายังได้คัดเลือกร่างกายชั้นเลิศร่างหนึ่ง นำเศษเสี้ยวเลือดเนื้อไปฝังฝากเอาไว้ แล้วเร้นกายซ่อนอยู่ภายใน…”
เฉิงเทียนโย่วหัวเราะขึ้นมา น้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยัน “หลังจากข้าบาดเจ็บสาหัส พลังฝีมือก็ด้อยกว่าเจ้า ลูกไม้ก็ยิ่งสู้เจ้าไม่ได้ วิชาสละร่างฝากวิญญาณนี้สามารถใช้ปลอมแปลงเป็นคนธรรมดาได้ สตรีผู้นี้เป็นชาวอาณาจักรนู่ชางแห่งแดนตะวันตกอันรกร้าง นางเป็นเพียงมนุษย์เดินดินธรรมดาแท้ๆ กระทั่งตัวนางเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าถูกใช้เป็นครรภ์ฝังร่างเพื่อแย่งชิงร่าง แล้วคนนอกจะไปรู้ได้อย่างไรว่าข้าซ่อนตัวอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้…”
“ข้าไม่เข้าใจ?”
สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
“ตกลงแล้วเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่ ข้ารู้จักวิชาสละร่างฝากวิญญาณของสำนักปราณวิญญาณ แต่มันแตกต่างจากรูปลักษณ์ของเจ้าในตอนนี้โดยสิ้นเชิง? ไม่สิ เจ้า แล้วก็บรรพชนตระกูลเฉิงที่อยู่ที่นี่ พวกเจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่…”
“หึหึ”
เสียงหัวเราะเยียบเย็นดังขึ้น ใบหน้านั้นแสยะยิ้มกว้างราวกับมีไพ่ตายอยู่ในมือ เขาจงใจกดเสียงต่ำลงแล้วกล่าวว่า “ข้าบอกว่าพวกเราเป็นอะไร มันก็เป็นอย่างนั้น หรือหากเจ้ามีข้อสันนิษฐานใดก็ลองพูดออกมาดูสิ หากทายถูก ข้าก็จะสังหารเจ้าให้พ้นทรมานในดาบเดียว เจ้าจะได้ไม่ต้องมีจุดจบแบบพิษกำเริบจนเรี่ยวแรงเหือดแห้ง เลือดไหลจนตาย”
‘...ตาเฒ่าผู้นี้ ไม่รู้จริงๆ ด้วยว่าข้ามีไพ่ตายอะไร นี่กำลังถ่วงเวลาเพื่อให้พิษกำเริบสินะ’
ชือซินจื่อรู้ทันจุดประสงค์ของอีกฝ่าย ในหัวพลันเกิดประกายความคิด มั่นใจในตนเองว่าหนามกระดูกมารนั้นอาบไปด้วยพิษปราณของสำนักปราณวิญญาณ ผู้ที่ถูกพิษจะรู้สึกปวดร้าวไปทั่วทั้งร่างเป็นระยะ ซ้ำยังมีความรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนแทบจะรีดเร้นพลังปราณไม่ได้แม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณและแก่นโลหิตก็ยังไม่คงที่ ปั่นป่วนพลุ่งพล่านอยู่ตลอดเวลา...
‘เฉิงเทียนโย่วผู้นี้ในอดีตก็มีฝีมือไม่เบา อย่างน้อยก็อยู่ในระดับเดียวกับยายเฒ่าเหมียวฮวา ตอนนี้กลายสภาพเป็นภูตผีเช่นนี้ พลังตบะน่าจะถดถอยลงไปมาก มิเช่นนั้นเขาคงไม่ต้องใช้แผนถ่วงเวลาแบบนี้แน่ สู้บุกเข้ามาห้ำหั่นกับข้าตรงๆ โอกาสชนะยังจะมีมากกว่าเสียอีก’
ชือซินจื่อวิเคราะห์ในใจอย่างเยือกเย็น เขาฟันธงว่าที่เฒ่าผีผู้นี้มัวแต่ชวนคุยไร้สาระก็เพื่อถ่วงเวลา ไม่เช่นนั้นในสถานการณ์ความเป็นความตายเช่นนี้ ใครจะมัวมาพ่นน้ำลายกับศัตรูคู่อาฆาตอยู่นานสองนาน เพียงแต่ว่าตัวเขาเองก็ต้องการถ่วงเวลาต่อไปเช่นกัน
‘ตอนที่ข้าขึ้นมาเมื่อครู่ก็ได้กลืน ‘โอสถชิงชีวิต’ ซึ่งเป็นยาต้านพิษวิเศษของเมืองไป๋อวิ๋นลงไปแล้ว ยาวิเศษนี้ขึ้นชื่อว่าสามารถแย่งชิงชีวิตกลับมาจากเงื้อมมือพญามัจจุราชได้ ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถถอนพิษในร่างข้าได้ทันก่อนที่เลือดจะไหลหมดตัวหรือไม่!’
ชือซินจื่อขมวดคิ้วแน่น หอบหายใจพลางกล่าวว่า “สหายเก่า ก่อนตายก็ช่วยสงเคราะห์ให้ข้าเป็นผีที่ตายตาหลับทีเถอะ ข้าขอถามเจ้า คนที่อยู่ในร่างสัตว์ประหลาดปลาที่คอยปกป้องถ้ำเซียนวารีแห่งนี้? ไม่ใช่เจ้าจริงๆ หรือ?”
“...เจ้าหมายถึงเขารึ?”
ใบหน้าของเฉิงเทียนโย่วเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง เขาแค่นเสียงเย็นชาออกมา
“เจ้าสวะนั่นก็เป็นแค่สุนัขตัวหนึ่งเท่านั้น มันมีชีวิตอยู่มาเนิ่นนาน เดิมทีมีโอกาสที่จะแย่งชิงครรภ์เซียนเก้าทวารนั่น เพื่อให้มีโอกาสได้บรรลุเป็นเซียนเป็นพุทธะ หรือไม่ก็สร้างรากฐานอันยิ่งใหญ่ จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้... ใครจะคิดว่าเจ้าสวะนั่นกลับไม่อยากทำอะไรเลย ขอเพียงขังตัวเองไว้ที่นี่ เป็นแค่สุนัขเฝ้าประตู…”
ชือซินจื่อสามารถสัมผัสได้ถึงความโกรธเกรี้ยวในใจของเฉิงเทียนโย่ว
“ทำไมเจ้าถึงรู้ลึกตื้นนัก? เจ้า แล้วก็ผู้คนในหมู่บ้านหมื่นสุขข้างนอกนั่น พวกเจ้าเป็นอะไรกันแน่…”
“พวกเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเขา”
เฉิงเทียนโย่วเอ่ยความจริงออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ทุกคนในหมู่บ้านหมื่นสุข ล้วนเป็นสิ่งที่กำเนิดมาจากเลือดเนื้อของเขา หมู่บ้านแห่งนั้นคือค่ายกลพิธีกรรมหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือเด็กคนแก่ในหมู่บ้าน แท้จริงแล้วล้วนเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในพิธีกรรม เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนค่ายกลใหญ่นั้น”
“อดีตข้าก็เคยเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านนั้น ด้วยความบังเอิญจึงได้ก้าวออกจากหมู่บ้านแห่งนั้นมา เรื่องนั้นผ่านมาสองร้อยกว่าปีแล้ว ใต้หล้าในยามนั้นยังคงเป็นของราชวงศ์ต้าเซี่ย ทว่ากลับเกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ขึ้น จึงได้ล่มสลายลงในชั่วข้ามคืน”
“ไม่รู้ว่าภัยพิบัติในตอนนั้นส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านหมื่นสุขหรือไม่ ข้าหลุดพ้นจากวัฏจักรเจ็ดวันที่วนเวียนเริ่มต้นใหม่ของหมู่บ้านมาได้อย่างบังเอิญ และจะว่าบังเอิญก็ช่างบังเอิญนัก ในระหว่างที่ข้าออกจากหมู่บ้านหมื่นสุข ข้าหมดสติไปหลายวันอย่างไม่คาดฝัน หลังจากตื่นขึ้นมา ข้าก็สูญเสียความทรงจำไปบางส่วน ข้าจึงรีบร้อนกลับไปที่หมู่บ้าน แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าในหมู่บ้านหมื่นสุขมีตัวข้าเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง”
เฉิงเทียนโย่วบอกเล่าความทรงจำที่ยากจะจินตนาการถึงช่วงหนึ่ง นั่นคือประสบการณ์ของเขาในหมู่บ้านหมื่นสุข หลังจากที่เขาพยายามออกจากหมู่บ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็เริ่มตระหนักถึงสาเหตุที่ความทรงจำของตนมีปัญหา และยังได้รู้ซึ้งว่าหมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่นั้นเป็นขุมนรกที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
“หลังจากนั้น ข้าก็ใช้เวลาอีกเนิ่นนาน จนหาโอกาสลงไปในบ่อน้ำหินได้สำเร็จ และได้พบกับเบาะแสบางอย่างที่ถูกทิ้งไว้ภายในนั้น... แน่นอนว่าหลังจากนั้นข้าได้ทำลายพวกมันทิ้งไปหมดแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณภาพจิตรกรรมฝาผนังและตัวอักษรในถ้ำเหล่านั้น ที่ทำให้ข้ากระจ่างแจ้งเสียทีว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นตัวอะไรกันแน่?”
เขาเอ่ยปากเล่าข้อมูลที่ได้จากภาพจิตรกรรมฝาผนังในถ้ำ ซึ่งเชื่อมต่อมาจากบ่อน้ำหินแห่งนั้นพลางย้อนรำลึกความหลัง…
“ต้นกำเนิดของข้าและหมู่บ้านหมื่นสุข ล้วนมาจากชาวประมงแซ่เฉิงผู้หนึ่ง วันหนึ่งขณะที่ชาวประมงผู้นี้กลับจากการจับปลา เขาได้พบกับชายชราขอทานคนหนึ่ง ชายชราผู้นั้นขอร้องให้เขามอบปลาให้หนึ่งตัว”
ชาวประมงมีจิตใจเมตตา เขาจึงมอบปลาให้ชายชราไป ชายชราผู้นั้นอ้าปาก กัดปลาเป็นๆ จนแหลกคาที่ เคี้ยวจนเละทีละคำ แล้วกลืนลงท้องไป
“ท่านผู้เฒ่า ข้าให้ปลาท่าน มิใช่ให้ท่านนำมาทิ้งขว้างเช่นนี้ ปลานี้จะกินดิบๆ ได้อย่างไร?”
“กินดิบ? ใครว่ากินดิบกัน?”
ชายชราขอทานหัวเราะหึหึ
“ท่านผู้เฒ่า หรือท่านยังจะไม่ยอมรับอีก”
เมื่อเห็นชายชราที่มีเลือดปลาเปรอะเต็มปาก ชาวประมงย่อมต้องรู้สึกมีน้ำโหอยู่บ้าง รู้สึกว่าความหวังดีของตนถูกเหยียบย่ำ
“ช่างเถอะๆ ก็แค่ปลาตัวเดียว ข้าคืนให้เจ้าก็สิ้นเรื่องไม่ใช่รึ?”
ชายชราขอทานถอนหายใจ อ้าปากคายปลาสดๆ ที่ยังดิ้นพราดๆ ออกมาจากปาก แล้วยื่นส่งให้เขา
ชาวประมงมองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือปลาที่ตนเพิ่งจับมาได้ เขาจึงรู้ทันทีว่าตนเองได้พบพานกับยอดคนเหนือโลกเข้าให้แล้ว เขาจึงรีบก้มหัวโขกศีรษะคำนับ หวังจะขอฝากตัวเรียนรู้วิชาเซียนกับชายชราผู้นี้ เพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ
“ข้าไม่รับศิษย์!”
ชายชราขอทานโบกมือขัดขวางไม่ให้เขาโขกศีรษะ
“ทว่า ข้าได้กินปลาของเจ้าไปหนึ่งตัวจริงๆ ข้าก็จะคืนโอกาสให้เจ้าสักครั้ง หากเจ้าปรารถนาจะเป็นอมตะไม่แก่ไม่เฒ่านั้นเป็นเรื่องยาก แต่หากหวังเพียงแค่อายุยืนยาว มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากเจ้ากินปลาดิบตัวนี้ลงไป เจ้าก็จะได้รับความสามารถในการมีอายุยืนยาว!”
ชายชราตอบเขากลับไปด้วยรอยยิ้ม
ชาวประมงไม่คิดอะไรให้มากความ เขารีบกินปลาตัวนั้นลงไปทันที นับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ได้รับชีวิตที่ยืนยาวไร้ความแก่เฒ่า นับตั้งแต่วันที่เขากินปลาตัวนั้นลงไป เขาก็มีร่างกายที่ไม่รู้จักแก่ รูปลักษณ์ภายนอกยังคงความหนุ่มแน่นอยู่เสมอ หรือจะกล่าวให้ถูกคือ เขาแก่ช้ากว่าคนปกติทั่วไปมากนัก
เพียงแต่ว่า หลังจากที่ชาวประมงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไร้กังวลมาได้หลายสิบปี เขาก็เริ่มตระหนักถึงจุดนี้ หลายสิบปีผ่านไป เขาเพิ่งจะแก่ลงไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ภรรยาของเขาก็จากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนลูกๆ ก็เติบโตจนดูแก่กว่าตัวเขาเสียอีก
ดังนั้นชาวประมงจึงออกตามหาชายชราผู้นั้น เขาต้องการเรียนรู้วิชาอมตะที่แท้จริง และหาวิธีที่หลังจากฝึกสำเร็จแล้ว เขาจะสามารถทำให้ครอบครัวของตนเป็นอมตะไม่แก่ไม่ตายไปด้วยกัน
ผลปรากฏว่าชาวประมงได้พบกับชายชราขอทานผู้นั้นเข้าจริงๆ ชายชราจึงบอกเขาว่า หากต้องการจะเรียนรู้วิชาอมตะที่แท้จริงก็ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ต้องช่วยเฝ้าถ้ำแห่งหนึ่งให้เขา ถ้ำแห่งนี้คือสถานที่ที่ชายชราจะใช้เก็บตัวฝึกวิชาแบบปิดตาย
ชายชรากล่าวว่าหลังจากที่เขาตาย เขาจะฝังศพลงในน้ำ ใช้วิชาสลายร่างในวารีเพื่อกลับเข้าสู่วัฏสงสาร ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานถึงหนึ่งพันปี หากเขาสามารถเฝ้าถ้ำแห่งนี้ได้นานถึงพันปี ในวันที่ชายชราฝึกวิชาสำเร็จและหวนคืนมา เขาก็จะถ่ายทอดวิชาอมตะที่แท้จริงให้
“เฉิงเทียนโย่วตัวจริงย่อมต้องหลงเชื่อคำลวงหลอกนั้น ชายชราผู้นั้นน่าจะเป็นยอดฝีมือสายถ้ำหยินที่จำต้องใช้วิชาสลายร่างในน้ำเพื่อกลับชาติมาเกิดด้วยเหตุผลบางประการ เขาไม่ได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาที่แท้จริงให้แก่เฉิงเทียนโย่วผู้เป็นชาวประมง แต่กลับใช้วิชามารนอกรีตของสายถ้ำหยิน เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นรูปลักษณ์อันแสนพิลึกพิลั่นเช่นนั้น…”
เฉิงเทียนโย่วกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ชายชราผู้นั้นก็ยังคงมีความหวาดระแวงในตัวเฉิงเทียนโย่ว กลัวว่าเขาจะไปขโมยครรภ์เซียนเก้าทวาร หลังจากเฉิงเทียนโย่วกลายสภาพเป็นเช่นนั้น สติสัมปชัญญะก็เริ่มเลอะเลือน แม้จะมีพลังเทียบเท่าขอบเขตบรรลุมรรคา แต่กลับไร้ซึ่งพลังตบะ ประกอบกับสมองที่ฟั่นเฟือน ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการฝึกวิชาสำเร็จและหวนกลับมาช่วงชิงครรภ์เซียนเก้าทวารของเขาอย่างแน่นอน”
“ก็นับว่าสมเหตุสมผลอยู่”
ชือซินจื่อพยักหน้าพลางถอนหายใจ
“ผู้ใดก็ตามที่ได้ครอบครองครรภ์เซียนเก้าทวาร ย่อมมีโอกาสฝึกฝนจนบรรลุเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตเซียนปฐพี ข้าคิดว่าสำหรับผู้คนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้ว คงไม่มีใครยอมยกโอกาสเช่นนี้ให้ผู้อื่นเป็นแน่!”
“เพราะชายชราผู้นั้น ร่างกายที่กลายสภาพเป็นปลาของเฉิงเทียนโย่วจึงได้มาจากหยดเลือดบริสุทธิ์ที่หลงเหลืออยู่ก่อนตายของมังกรน้ำตัวนี้ โดยใช้เลือดบริสุทธิ์นั้นเป็นตัวหล่อเลี้ยงจนก่อกำเนิดขึ้นมา จากตรงนี้ย่อมรู้ได้ว่าครรภ์เซียนเก้าทวารนี้มีความเชื่อมโยงบางอย่างกับเลือดเนื้อของเฉิงเทียนโย่ว ในใต้หล้านี้คงไม่มีผู้ใดที่เหมาะสมจะแย่งชิงครรภ์เซียนเก้าทวารนี้ไปได้ดีกว่าเขาอีกแล้ว!”
เฉิงเทียนโย่วยังได้เปิดเผยความลับที่แท้จริงในสายเลือดของตระกูลเฉิงออกมาด้วย
“ชือซินจื่อ เจ้าทำได้ดีมาก ที่ข้าเลี้ยงดูสายเลือดตระกูลเฉิงมา ก็เพียงเพื่อจะขโมยอายุขัยของพวกมัน เพื่อนำมาต่ออายุให้ตนเอง ข้าไม่มีร่างกายอมตะอันแสนพิลึกพิลั่นเหมือนเฉิงเทียนโย่วตัวจริง ข้าจึงทำได้เพียงใช้วิธีนี้ต่อชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้... ตอนนั้นที่ข้าปล่อยข่าวเรื่องที่ซ่อนของชามกระดูกขโมยอายุขัยออกไป เดิมทีก็ตั้งใจจะกวาดล้างสายเลือดที่ตัวเองทิ้งไว้ให้สิ้นซาก ใครจะไปคิดว่าเจ้าจะมาชิงตัดหน้า นำตัวสองพี่น้องคนสุดท้ายของตระกูลเฉิงไปเสียก่อน”
เขาแสยะยิ้ม ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าอยากรู้จริงๆ เจ้าคำนวณได้อย่างไรว่าสายเลือดของพวกมันจะสามารถหลอมรวมเข้ากับครรภ์เซียนเก้าทวารนี้ได้อย่างสมบูรณ์!”
“ฮ่าฮ่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าสักหน่อย!”
ชือซินจื่อลอบนำโอสถชิงชีวิตยัดเข้าไปในบาดแผลอีกครั้ง ยานี้สามารถใช้ได้ทั้งกินและทา เมื่อผสานกันทั้งสองทาง พิษในร่างก็ถูกถอนออกไปกว่าครึ่ง เขาผ่อนลมหายใจออกมา สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาก
เฉิงเทียนโย่วระแวดระวังตัวแจ ขมวดคิ้วแน่น อดไม่ได้ที่จะประเมินชือซินจื่อใหม่อีกครั้ง
“ชือซินจื่อ เจ้าโดนหนามกระดูกมารของข้าเข้าไปเต็มๆ แต่ยังพูดจาฉะฉานได้ถึงเพียงนี้ ลมหายใจก็ไม่หอบติดขัดแล้ว ฮ่า! ดูท่าเจ้าคงตั้งใจจะถ่วงเวลาเพื่อถอนพิษสินะ หึหึ... ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องรีบส่งเจ้าลงนรกไปเสียก่อนแล้ว”
ชือซินจื่อหัวใจเต้นระทึกตึงเครียด มือขวากุมบางสิ่งบางอย่างในแขนเสื้อเอาไว้ เขายังซ่อนไพ่ตายสังหารไว้อีกกระบวนท่าหนึ่งซึ่งยังไม่ได้นำออกมาใช้ เดิมทีเขายังไม่อยากใช้ท่านี้ในตอนนี้ ทว่าสถานการณ์ตรงหน้าก็ไม่เปิดทางเลือกให้เขาเลย…
เฉิงเทียนโย่วกำหนามกระดูกมารไว้ในมือ ประกายตาคมกริบวาบผ่าน เขารู้ดีว่าชือซินจื่อน่ายังมีไพ่ตายที่ยังไม่ได้ใช้ออกมา หากตนไม่ลงมือก็แล้วไป แต่ถ้าจะลงมือ เขาก็ต้องโจมตีให้รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ปล่อยหนามกระดูกมารนี้ออกไปเพื่อปลิดชีพในคราเดียว
ในชั่วขณะนั้นเอง จู่ๆ เฉิงเทียนโย่วก็เบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายโอนเอนเล็กน้อย วินาทีต่อมา ร่างกายของสตรีชุดแดงที่เขาฝากร่างอยู่ก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง เลือด เนื้อแหลกเหลว เครื่องใน และเศษกระดูก แตกกระจายเป็นหมอกเลือดสีแดงอมขาวร่วงหล่นลงมาเป็นสาย
เสียงดังฉัวะทะลวงเนื้อเจาะทะลุเลือด เพียงการโจมตีเดียวก็ฉีกทึ้งเนื้อหนังคนเป็นจนแหลกละเอียด ผีดิบอสูรขนแดงแสยะยิ้มกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมในปาก จุดสีดำในดวงตาขยายใหญ่ขึ้นฉับพลัน ส่องประกายแสงสีเลือดวาววับ
“เฉิงอวี้เจียว?”
ชือซินจื่อยิ้มเจื่อน
“เจ้ามาเพื่อแก้แค้นงั้นหรือ?”
แม้แต่คนที่ไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับอย่างเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ ว่าบนโลกนี้มีลิขิตสวรรค์ที่มองไม่เห็นอยู่จริงๆ หรือไม่ ที่กำหนดมาแล้วว่าต้องมีคนในตระกูลเฉิงมาทวงหนี้เลือดก้อนนี้คืนจนได้!