- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 111 ซ่อนเร้น
บทที่ 111 ซ่อนเร้น
บทที่ 111 ซ่อนเร้น
เหอผิงนั่งตัวตรงอยู่ภายในเกี้ยว เขาดูราวกับจ้าวแห่งภูตผีปีศาจจากปรโลกที่นำพากองทัพผีใต้บัญชาปรากฏกายขึ้นอย่างน่าเกรงขาม!
“ชือซินจื่อ เจ้าคิดว่าแผนการตื้นๆ ของเจ้า ผู้อื่นจะมองไม่ออกหรืออย่างไร วันนี้ข้าจะต้องทำลายจิตวิญญาณของเจ้า ให้วิญญาณของเจ้าแตกซ่านกระจัดกระจายไปซะ!!”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและดุดัน พริบตาที่เอื้อนเอ่ยก็แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นสั่นสะเทือนไร้รูปลักษณ์ซัดสาดออกไป
นี่คือวิชาโจมตีด้วยเสียงทะลวงสมองที่ปะทุผ่านเคล็ดจิตค้างคาวเขียว ชือซินจื่อรู้สึกเพียงว่าศีรษะสั่นสะท้าน แก้วหูแทบจะฉีกขาด เสียงหึ่งๆ ทุ้มต่ำยังคงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ราวกับมีปลายเข็มนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าไปในกะโหลก เจ็บปวดเจียนตาย
“หยุดกำเริบเสิบสานได้แล้ว!”
ชายชราที่อยู่กลางลิ้นของปลาขนาดยักษ์พลันมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว เบิกตาถลึงตวาดเสียงดัง “สลายไปซะ!”
ครืนน!
เสียงฟ้าร้องขุ่นมัวดังขึ้นในความว่างเปล่า คลื่นเสียงที่ควบแน่นเป็นเส้นตรงของเคล็ดจิตค้างคาวเขียวแตกสลายลงอย่างกะทันหัน
‘บัดซบ... หากไม่ใช่เพราะหลังจากการยึดร่างพลังตบะของข้ายังไม่ฟื้นฟู มีหรือจะถูกลูกไม้ตื้นๆ เช่นนี้หยามเกียรติเอาได้!’
ชือซินจื่อเพิ่งจะตั้งสติได้ ในใจเดือดดาลยิ่งนัก ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ เขามองไปยังเกี้ยวกระดาษอีกด้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ ทว่ากลับมีสายตาเย็นยะเยือกทะลวงผ่านม่านเกี้ยวมาตกลงบนร่างของเขา ทำให้เขาถึงกับสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ
“รีบไปเถิด!”
ชายชราในลิ้นปลาถอนหายใจลึก กล่าวว่า “ข้าจะหาวิธีขวางคนผู้นี้ไว้เอง”
“ไม่ เจ้าทำไม่ได้หรอก”
เหอผิงเลิกม่านเกี้ยวขึ้นและก้าวเดินออกมายาวๆ บนชุดคลุมสีดำที่เขาสวมใส่มีแสงไฟเปล่งประกายวูบวาบ แขนเสื้อกว้างโบกสะบัด ประกายไฟสาดกระจายร้อนแรง พริบตาเดียว อากาศรอบด้านก็ร้อนระอุขึ้นมาทันทีจนแทบเดือดพล่าน
จากจุดนี้ เห็นได้ชัดว่าการควบคุมพลังมหาภัยสามตะวันของเขาเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้นแล้ว ในตอนนี้เป็นเพียงการทดลองใช้ออกเบาๆ ก็ใช้รังสีความร้อนแผดเผาอากาศ กระแสลมกลายเป็นลมเพลิงอันร้อนแรง ลมเพลิงพัดพาเอาพายุหมุนแห่งกระแสความร้อนกวาดล้างไปทั่วสารทิศ
“แตกสลายไปซะ!”
เขาตวัดสับสันมือออกไป ฟาดลงบนหนวดเส้นนั้น หนวดที่พันธนาการผีดิบอสูรขนแดงเอาไว้ก็ขาดสะบั้นดังกึกและร่วงหล่นลงสู่พื้น
ปัง!
วินาทีต่อมา เขาออกแรงกระทืบเท้าลงบนพื้นดิน พลังอันหนักหน่วงที่แฝงอยู่ที่เท้ากระแทกพื้น เกิดเสียงดังก้องกังวานราวกับลั่นกลองรบ คลื่นเสียงทะลวงลงสู่พื้นดิน ท่ามกลางเสียงปริแตกดังกึกกัก ผิวดินก็แตกออกเป็นรอยร้าว คลื่นขุ่นมัวอันร้อนระอุปะทุขึ้นมาจากรอยแตกนั้น
‘มหาภัยสามตะวัน’ สำแดงอานุภาพอีกครั้ง เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ กระแสความร้อนที่ปะทุออกมาหลอมละลายทุกสรรพสิ่งราวกับน้ำแข็งหิมะ เมื่อรอยแตกบนพื้นดินขยายตัวออกไป เปลวเพลิงก็ปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นตาข่ายเพลิงที่ตัดกันไปมา ครอบคลุมพื้นที่ราวกับลาวาภูเขาไฟระเบิด
เมื่อเผชิญกับคลื่นเพลิงที่หลอมละลายได้กระทั่งโลหะและหิน สีหน้าของชายชราในปากปลาขนาดยักษ์ก็เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อยและเริ่มวิตกกังวล
“ที่แท้ก็ ‘มหาภัยสามตะวัน’ น่าเสียดายที่ที่นี่คือถ้ำเซียนวารี เปลวเพลิงไร้ปรานี ดุดันเกรี้ยวกราด เผาผลาญสรรพสิ่งในฟ้าดินได้สิ้น ทว่าความดีงามที่สุดในใต้หล้าล้วนไม่อ่อนโยนเท่าสายน้ำ น้ำย่อมพิชิตไฟ นี่คือสัจธรรมแห่งสวรรค์!”
สิ้นคำว่า ‘สัจธรรมแห่งสวรรค์’ ประโยคเดียว คลื่นน้ำก็เริ่มก่อตัวขึ้นเอง…
ตูม!
บนร่างของปลาประหลาดมีไอน้ำตลบอบอวล ไม่รู้ว่าพ่นน้ำออกมาจากที่แห่งใด เกลียวคลื่นเชี่ยวกราก ราวกับก่อให้เกิดสึนามิขนาดย่อม คลื่นยักษ์ถาโถมออกมาประดุจมังกรวารี คลื่นลูกแล้วลูกเล่าถาโถมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะไม่อาจต้านทานได้
“นี่มัน…”
เหอผิงเลิกคิ้วขึ้น
“พลังฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา”
…ไม่ ไม่ถูกต้อง ยังห่างไกลนัก... นี่คล้ายคลึงกับตัวเขา เพียงแค่ควบคุมพลังฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาได้ แต่ไม่ได้มีขอบเขตบรรลุมรรคาจริงๆ กระทั่งพลังฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่ควบคุมอยู่ก็ยังขาดความเชี่ยวชาญ และยังห่างไกลจากความแข็งแกร่งของพลังมหาภัยสามตะวันที่ตัวเขาสามารถเรียกใช้ได้ลิบลับ!
“ข้าบอกว่าเจ้าต้านไม่อยู่ เจ้าย่อมต้านไม่อยู่เป็นแน่”
สิ้นคำพูดของชายชรา เกล็ดทั่วร่างของปลายักษ์ก็สั่นเทิ้ม ก้อนเนื้อรูปปลาจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงหล่นจากร่างของปลายักษ์ราวกับตัวเห็บ เมื่อร่วงลงสู่พื้นก็กลายสภาพเป็นมนุษย์ปลาที่มีเกล็ดปลาขึ้นเต็มตัว
มนุษย์ปลาเหล่านี้มีเพียงท่อนล่างที่เป็นปลา ท่อนบนเป็นร่างกายมนุษย์ สองมือถือหอกยาว ง้าวใหญ่ และสามง่ามที่ทำจากก้างปลา แตกต่างจากพวกสัตว์ประหลาดครึ่งคนครึ่งปลาที่มีหัวเป็นปลาแต่ร่างเป็นคนเหล่านั้น
‘แปลกนัก... ใบหน้าของมนุษย์ปลาเหล่านี้ เหตุใดจึงมีหน้าตาเหมือนกันหมด?’
เหอผิงเองก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขายังสังเกตเห็นว่าใบหน้าของมนุษย์ปลาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นการผสมผสานระหว่างรูปลักษณ์ของชายชราเอง และมีความคล้ายคลึงกับรูปลักษณ์ของเฉิงจื้อ ราวกับว่าเป็นชายชราในวัยหนุ่ม หรือไม่ก็เป็นเฉิงจื้อในวัยกลางคน
‘ของพวกนี้เท่ากับเป็นร่างจำลองของตัวเขาเองหรือ? นี่มันวิชาอะไรกันอีก?’
ระหว่างที่ครุ่นคิด มนุษย์ปลาและเกลียวคลื่นยักษ์ก็ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ก่อร่างเป็นกองทัพทั้งบนผิวน้ำและใต้น้ำ พัดพากวาดล้างเข้ามาประดุจพายุ
“จะต้านทานอยู่หรือไม่ ต้องลงมือสู้กันก่อนถึงจะรู้!”
เหอผิงพ่นลมหายใจเปล่งเสียง เสียงในลำคอที่ดังกังวานราวกับคลื่นแม่เหล็กสั่นสะเทือนหึ่งๆ เขาเดินลมปราณกายอมตะตะวันเขียวอีกครั้ง ร่างกายถูกเปลวเพลิงพันธนาการ นำพาร่างทั้งร่างกลายเป็นเงาแสงอันร้อนแรง ปลายเท้าขวาแตะลงบนพื้น พลันพุ่งทะยานแหวกอากาศออกไปราวกับเปลวเพลิงสีเขียว ทุกหนแห่งที่พาดผ่านล้วนลุกโชนด้วยเปลวเพลิงที่พุ่งทะยานเสียดฟ้า
เปลวเพลิงยักษ์โหมกระหน่ำ เหอผิงเร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน ราวกับมังกรเพลิงที่กำลังสะบัดร่าง ทิ่มแทงเข้าไปในกำแพงน้ำดั่งคลื่นสึนามิในรวดเดียว เกลียวคลื่นระเบิดออกเป็นชั้นๆ สึนามิก็พังทลายลงในทันที คลื่นน้ำลูกใหญ่ถูกแสงไฟม้วนตัวขึ้นจนระเหยเหือดแห้ง กลายเป็นไอน้ำพวยพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
เหล่ามนุษย์ปลาในน้ำต่างแกว่งหอก ง้าว และสามง่าม เหอผิงไม่แม้แต่จะปัดป้อง เพียงแค่ขยับตัว ประกายไฟนับหมื่นพันก็สั่นสะเทือน ราวกับอสรพิษเพลิงนับไม่ถ้วนที่พุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง เผาผลาญศัตรูทั้งหมดจนกลายเป็นเถ้าธุลี เผยให้เห็นถึงอำนาจบารมีอันไม่อาจต้านทาน บดขยี้ได้ทุกสรรพสิ่ง
“ขวางข้าไม่อยู่ เจ้าก็ต้องตาย!!!”
“ช่างน่าขัน เรื่องความเป็นความตายในโลกหล้า มิใช่สิ่งที่กำลังคนจะผันแปรได้”
ชายชราบนลิ้นปลาประหลาดหัวเราะลั่น กล่าวเสียงดังว่า “เปรียบดั่งสายน้ำหมื่นสายที่ไหลยาวเหยียดมีเศษไม้ใบหญ้าลอยล่อง ข้างหน้าไม่สนข้างหลัง ข้างหลังไม่ห่วงข้างหน้า ล้วนไหลรวมสู่มหาสมุทร โลกหล้าก็เป็นเช่นนี้ แม้จะมั่งมีศรีสุข ร่ำรวยและเป็นอิสระ ล้วนไม่อาจหลุดพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย… การเกิด เจ้าไม่อาจกำหนดได้ การตาย เจ้าจะทำเช่นไรได้เล่า?!”
พลันเห็นคลื่นขุ่นมัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายสภาพเป็นแม่น้ำสายยาวกวาดล้างราวกับมังกรพิโรธ นำพาพลังที่สามารถถล่มภูเขาผ่าหินซัดสาดเข้ามา เข้าปะทะกับเหอผิงที่ทุ่มเทพลังภัยตะวันเขียวอย่างเต็มกำลัง ทั้งสองฝ่ายปะทะฝีมือกันอีกครา ก่อให้เกิดคลื่นลมที่คลุ้มคลั่งและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
…
สนามรบที่สัตว์ประหลาดสองตนซึ่งมีพลังฝีมือเทียบเท่าขอบเขตบรรลุมรรคาแต่ไร้ซึ่งขอบเขตบรรลุมรรคาปะทะกันนั้น สำหรับผู้ใดก็ตามที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบรรลุมรรคาล้วนเป็นพื้นที่อันตราย หากไม่ระวังแม้เพียงนิดแล้วถูกม้วนเข้าไป ย่อมมีจุดจบคือร่างกายแหลกเหลวเป็นผุยผง
ชือซินจื่อหลบหนีออกมาในโอกาสแรก เขามาถึงบนแท่นหยกเก้าชั้น ใช้มือเกาะกุมเกล็ดของมังกรน้ำที่ตายแล้วเพื่อปีนป่ายขึ้นไปด้านบน
‘บรรพชนตระกูลเฉิงเคยเตือนไว้ แท่นหยกเก้าชั้นไม่อาจใช้วิธีอื่นขึ้นไปได้ แต่ละชั้นของแท่นหยกล้วนเต็มไปด้วยค่ายกลต้องห้าม ไม่ว่าจะพยายามขึ้นสู่ชั้นยอดสุดของแท่นหยกจากตำแหน่งใดก็ล้วนไม่เป็นผล ต่อให้ใช้มังกรตะขาบเกราะปฐพีเกล็ดแดงบินขึ้นมา มันก็จะเป็นการล่วงเกินค่ายกลต้องห้ามอยู่ดี!’
สิ่งที่ขดตัวพันรอบแท่นหยกเก้าชั้นคือมังกรน้ำตนหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่สายพันธุ์มังกรที่แท้จริง สิ่งที่เรียกว่ามังกรน้ำคือสายเลือดที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเผ่าพันธุ์สัตว์เกล็ด ที่ผ่านการลอกคราบวิวัฒนาการนานัปการ มันจึงจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดที่จะสำเร็จเป็นร่างมังกรน้ำได้
ส่วนมังกรที่แท้จริงนั้น โดยมากมักเป็นเพียงตำนาน เล่าขานกันว่ามังกรที่แท้จริงมีที่มาพิเศษ มังกรแท้จริงทุกตัวล้วนมีต้นกำเนิดมาจากมังกรบรรพกาล โลกใบนี้เคยมีมังกรที่แท้จริงอยู่สามสิบหกตัว แต่ละตัวล้วนถือกำเนิดจากเลือดมังกรที่มังกรบรรพกาลแบ่งแยกออกมา หากรวมมังกรบรรพกาลเข้าไปด้วย จำนวนของมังกรที่แท้จริงก็มีเพียงสามสิบหกตัว ด้วยเหตุนี้ สายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เผ่าพันธุ์สัตว์เกล็ดจึงถือกำเนิดได้เพียงมังกรน้ำเท่านั้น
ถึงกระนั้น มังกรน้ำก็ยังเป็นสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดที่เผ่าพันธุ์สัตว์เกล็ดสามารถวิวัฒนาการและลอกคราบได้ ไม่จำเป็นต้องบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากเหมือนเผ่าพันธุ์มนุษย์ พวกมันก็สามารถครอบครองพลังที่ไร้ผู้ต่อต้านได้ ยอดคนรุ่นก่อนที่จัดเตรียมถ้ำเซียนวารีแห่งนี้ ไม่รู้ว่าใช้วิธีการใด จึงสามารถสังหารมังกรน้ำตัวหนึ่ง แล้วนำมันมาจัดวางไว้ริมแท่นหยกเก้าชั้นนี้
ซากศพของมังกรน้ำเย็นเฉียบหาใดเปรียบ เกล็ดราวกับแผ่นเหล็กแข็งแกร่งผิดธรรมชาติ ขอบเกล็ดคมกริบดุจใบมีดโกน ชือซินจื่อปีนป่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว บนฝ่ามือเต็มไปด้วยรอยเลือด แต่เขากลับราวกับไม่รู้สึกตัว สองตาจ้องมองไปยังจุดสูงสุดของแท่นหยก ใบหน้าขาวผ่องเผยให้เห็นสีแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น การเคลื่อนไหวก็ยิ่งมายิ่งรวดเร็ว
เมื่อปีนมาถึงแท่นหยกชั้นสูงสุด เขาก็สามารถมองเห็นหยกโปร่งใสที่คล้ายกับไข่ปลาแซลมอนซึ่งอมอยู่ในปากขนาดใหญ่ของมังกรน้ำ และยังเห็นครรภ์เซียนเก้าทวารที่เลือนลางอยู่ภายในหยกโปร่งใสนั้น แม้จะอยู่ห่างออกมาในระยะนี้ เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังอันพลุ่งพล่านที่แผ่ซ่านออกมาจากหยกก้อนนั้น
ตึกตัก ตึกตัก…
ข้างหูพลันแว่วเสียงหัวใจเต้นราวกับกลองใบเล็ก ชือซินจื่อสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก เขารู้ว่าเสียงหัวใจเต้นนี้ส่งผ่านมาจากครรภ์เซียนเก้าทวารที่ถูกผนึกไว้ในหยกก้อนนั้น พลังปราณและแก่นโลหิตของกายเนื้อนี้แข็งแกร่งจนสามารถเทียบเคียงได้กับมังกรน้ำแห่งเผ่าพันธุ์สัตว์เกล็ด หากเขาหลอมรวมมันได้สำเร็จ ด้วยศักยภาพแต่กำเนิดของครรภ์เซียนเก้าทวารนี้ มันก็เพียงพอที่จะกวาดล้างใต้หล้าได้แล้ว
“แล้วก็ ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์ น่าจะอยู่ที่ตำแหน่งใดกัน?”
เขากดข่มความตื่นเต้นนี้ไว้ สายตาเลื่อนไปยังเบื้องล่างของหัวมังกร ที่นั่นมีม้วนคัมภีร์ทองคำเล่มหนึ่งถูกประดิษฐานไว้บนโต๊ะหยก
บนม้วนคัมภีร์ทองคำ มีอักขระที่ลึกล้ำยากจะเข้าใจบิดเบี้ยวไปมา ดูราวกับฝูงลูกอ๊อดสีทองที่กำลังแหวกว่าย
เมื่อเห็นฉากนี้ ต่อให้เขาจะข่มอารมณ์เพียงใด หัวใจก็ยังคงโลดเต้นด้วยความยินดีอย่างหาที่สุดไม่ได้... ครรภ์เซียนเก้าทวาร ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ฉบับสมบูรณ์ สมบัติล้ำค่าทั้งสองชิ้นของตำหนักมารสามกำเนิดอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แทบจะเอื้อมมือคว้ามาได้อยู่รอมร่อ
“...หึหึ เจ้าเลิกหวังไปได้เลย ชือซินจื่อ”
ในตอนนั้นเอง เสียงอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากด้านหลังของเขา
“ของพวกนี้ล้วนเป็นของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแตะต้องมัน”
ด้านหลังของชือซินจื่อสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบอย่างบอกไม่ถูก ข้างเอวถูกบางสิ่งแทงทะลุ เขากัดฟันแน่น พลิกมือฟาดฝ่ามือไปด้านหลัง ยันต์วิเศษหลายแผ่นในแขนเสื้อพุ่งทะยานออกไปราวกับใบมีด ทว่ากลับฟาดฟันได้เพียงความว่างเปล่า เพราะด้านหลังของเขาว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย...
“ข้าอยู่นี่”
เสียงนั้นปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา ชือซินจื่อหันกลับมา มองเห็นคนที่ลอบโจมตีตนเองได้อย่างชัดเจนด้วยความตกตะลึง...
นั่นคือสตรีที่สวมชุดกระโปรงสีแดงนางนั้น นางยิ้มบางๆ ให้กับชือซินจื่อ ใบหน้างดงามเหลียวมองไปมาอย่างเอียงอาย
“ชือซินจื่อ ประหลาดใจมากใช่รึไม่ ที่คิดไม่ถึงว่าข้าจะลงมือ”
“เจ้ายังไม่ตาย... ไม่สิ ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่?”
ชือซินจื่อข่มความเจ็บปวดรวดร้าวถึงกระดูก ถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าคือยายเฒ่าเหมียวฮวาหรือ?”
“เหตุใดจึงคิดว่าข้าคือยายแก่คนนั้นเล่า?”
สตรีชุดแดงอดไม่ได้ที่จะแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบออกมา
“ด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบายของเจ้า เดาฐานะของข้าไม่ออกจริงๆ หรือ?”
“เจ้าเป็นใครกันแน่... เดี๋ยวก่อน หรือว่า?”
ม่านตาของชือซินจื่อหดเกร็งลงอย่างกะทันหัน ในดวงตาเผยให้เห็นร่องรอยของความไม่อยากเชื่อ
“เจ้า... หรือว่าจะเป็นเฉิงเทียนโย่ว…”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
ริมฝีปากของสตรีชุดแดงปิดสนิท เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เปล่งเสียงใดออกมา แต่กลับมีคนส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยออกมาจากในที่ลับ จากนั้นนางก็หมุนคอ กระดูกส่งเสียงดังก๊อบแก๊บเบาๆ จนชวนให้เสียวฟัน ร่างของสตรีชุดแดงผู้นี้หมุนตัวไปหนึ่งรอบ หันหลังให้กับเขา
ลำดับถัดมา ข้อต่อตรงศอกของนางก็บิดเบี้ยวด้วยท่าทางที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง ขาทั้งสองและหัวเข่าล้วนกำลังหมุนวน บริเวณรอยต่อของกระดูกส่งเสียงดังก๊อบแก๊บ
“ข้าคิดว่าสหายเต๋าน่าจะเดาได้เสียอีก น่าเสียดาย... คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วข้าจะต้องเป็นคนเปิดเผยความลับนี้ด้วยตัวเอง!”
มือข้างหนึ่งยื่นออกไป เลิกผมที่หลังศีรษะขึ้น ที่ตรงนั้นมีรอยแยกเรียวยาวปริแตกออก กลิ่นเหม็นเน่าประดุจน้ำหนองคละคลุ้งไปกับกลิ่นคาวเลือดค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา รอยแยกบนหลังศีรษะขยายกว้างขึ้นเอง เผยให้เห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวเหวอะหวะอยู่ภายใน เนื้อสดๆ สองข้างแก้มปลิ้นกลับออกมาด้านนอก เป็นภาพที่น่าสยดสยองจนไม่อาจทนดูได้
“ยินดีที่ได้พบ ศิษย์พี่ชือซินจื่อ”
บนใบหน้าอันแปลกประหลาดนั้น ดวงตาที่ขุ่นมัวสีเหลืองคู่หนึ่งจ้องมองไปยังชือซินจื่อ
ชือซินจื่อตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง เบิกตาโพลงกล่าวว่า “เฉิงเทียนโย่ว... เป็นเจ้า!!”