- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 110 ขวางข้า
บทที่ 110 ขวางข้า
บทที่ 110 ขวางข้า
สายตาของ ‘เฉิงจื้อ’ นั้นดีเยี่ยม แม้จะอยู่ห่างออกไปช่วงระยะหนึ่ง เขาก็ยังจำได้จากเงาร่างที่คุ้นเคยว่าคนผู้นั้นคือเฉิงอวี้เจียว
ใบหน้ารูปไข่ที่เคยงดงาม บัดนี้เหลือเพียงเค้าโครงเดิมให้พอมองออกได้เลือนราง เฉิงอวี้เจียวถูกกัดกร่อนด้วยปราณมารขุ่นมัวในชีพจรปฐพีจนใบหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก บนใบหน้าของนางปรากฏเกล็ดเนื้อสีแดงฉาน เขี้ยวสองซี่แทงทะลุริมฝีปากบนออกมา นัยน์ตาทั้งสองข้างราวกับกลายเป็นจุดสีดำสนิท นิ้วทั้งสิบคมกริบและยาวเฟื้อย แต่ละนิ้วแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
“เป็นนางจริงๆ ด้วย!!”
‘เฉิงจื้อ’ ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นชือซินจื่อที่ยึดร่างของเฉิงจื้อต่างหาก เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเฉิงอวี้เจียวที่ตายไปตั้งนานแล้วจะโผล่มาขัดขวางในเวลานี้
เมื่อหลายปีก่อน เขาได้วางสายลับไว้ในคอกม้าตระกูลเฉิง ปล่อยข่าวเรื่องที่ซ่อนของชามกระดูกขโมยอายุขัยจนนำภัยพิบัติครั้งใหญ่มาสู่ตระกูลเฉิง จุดประสงค์ก็เพื่อสายเลือดที่หลงเหลืออยู่เพียงหยิบมือของตระกูลเฉิงนั่นเอง
ขอเพียงสายเลือดหยดสุดท้ายของตระกูลเฉิงตกอยู่ในมือเขา เขาก็จะมีโอกาสฝืนลิขิตฟ้าเปลี่ยนชะตาและช่วงชิงวาสนามาได้ ถึงอย่างไรฐานะของเฉิงเทียนโย่วก็พิเศษยิ่งนัก มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับยอดฝีมือจากตำหนักมารสามกำเนิดผู้สร้างถ้ำเซียนวารีแห่งนี้ สำหรับเขาย่อมคุ้มค่าที่จะเสียเวลาวางแผน...
สิ่งเดียวที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ ในบรรดาสองพี่น้อง เฉิงอวี้เจียวมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียร อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเป็นอย่างมาก
ในตอนแรก ชือซินจื่อคิดจะชักใยสองพี่น้องคู่นี้อยู่เบื้องหลัง ทว่าเขากลับค่อยๆ พบว่าเฉิงอวี้เจียวอาจจะมองกลอุบายของเขาออก เมื่อหมดหนทาง เขาจึงทำได้เพียงชิงลงมือกำจัดนางทิ้งไปก่อน แล้วเหลือเฉิงจื้อที่หลอกใช้ได้ง่ายกว่าเอาไว้
ด้วยความฉุกละหุก สตรีชุดแดงที่อยู่ข้างกายเขายังมองเห็นไม่ชัดเจนนัก รอจนกระทั่งเพ่งตามองดูให้ดี ถึงได้พบว่าทั่วทั้งร่างของเฉิงอวี้เจียวถูกห้อมล้อมไปด้วยกลิ่นอายซากศพอันขุ่นมัวและชั่วร้าย ที่มุมหน้าผากมีหนามกระดูกงอกออกมาสองซี่ และทั่วทั้งตัวก็เต็มไปด้วยขนสีแดง
“กรี๊ดดด!”
นางแผดเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจกลัวในทันที
“บัดซบ!”
มาถึงขั้นนี้แล้ว ชือซินจื่อมีหรือจะเดาไม่ออกว่าเป็นฝีมือของใคร…
“ศิษย์น้อง เป็นเจ้าอีกแล้ว!”
ตูม!
ราวกับภูเขาไฟระเบิด กลิ่นอายซากศพม้วนตัวพุ่งเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น กลายเป็นกลุ่มหมอกสีดำ ท่ามกลางหมอกดำที่วนเวียนอยู่นั้น กรงเล็บแหลมคมคู่หนึ่งก็ตะปบเข้าหาศีรษะของเขา!
ชือซินจื่อตวาดด้วยความโกรธ เสื้อผ้าและเส้นผมสะบัดพรึ่บพรั่บโดยไร้ลม แรงกดดันในอากาศเพิ่มสูงขึ้น ดาบตาข่ายเร้นลับถูกปลดปล่อยออกมาในชั่วพริบตาที่เขาสะบัดแขนเสื้อ นิ้วมือดีดดิ้นสลับกัน เสียงฉัวะฉัวะดังสนั่นหวั่นไหวกลางอากาศ ปราณดาบนับไม่ถ้วนพุ่งทะลวงเข้ากระแทกร่างของผีดิบอสูรขนแดงจนปรากฏละอองเลือดสาดกระเซ็น
“โฮก!”
ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่ถูกยั่วโทสะ ผีดิบอสูรขนแดงที่ได้รับบาดเจ็บส่งเสียงคำรามก้องออกมาจากลำคอ เสียงนั้นทั้งแหบพร่าและแหลมสูง แตกต่างจากน้ำเสียงเดิมของเฉิงอวี้เจียวอย่างสิ้นเชิง หากเทียบกับคนเป็นแล้ว มันฟังดูคล้ายกับสัตว์ป่าเสียมากกว่า
“ช่างเป็นผีดิบอสูรขนแดงที่ดุร้ายเสียจริง!”
ชือซินจื่อตื่นตะลึงในใจ ผีดิบอสูรที่กระโจนลอยตัวขึ้นมากลางอากาศกางกรงเล็บตะปบลงมา ส่งเสียงดังฟึ่บฟึ่บ กรงเล็บทั้งสองกดทับลงมาอย่างรุนแรง นิ้วมือทั้งสิบแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ปลายนิ้วมีสีม่วงคล้ำ แผ่ซ่านไปด้วยแสงสีเลือดอันโหดเหี้ยม ทะลวงฟาดลงมาด้วยแรงกดทับอันมหาศาล
“นี่มันศพอาถรรพ์ชนิดใดกันแน่? แม้แต่ดาบตาข่ายเร้นลับยังฟันไม่เข้า!”
ชือซินจื่อสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ สะบัดมือคราหนึ่ง ยันต์วิเศษหลายแผ่นก็ลอยขึ้นฟ้า ก่อนจะถูกกรงเล็บอันแหลมคมนั้นฉีกกระชากจนขาดวิ่น เผยให้เห็นเงากรงเล็บสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาหา
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขาก็รีบดึงตัวสตรีชุดแดงไถลลงจากหลังตะขาบยักษ์สู่พื้นดิน ในเวลาเดียวกัน ตะขาบยักษ์เกราะแดงก็เชิดเขี้ยวคู่หน้าขึ้นปล่อยแสงสีทอง แสงวิญญาณคุ้มกายสาดส่องแสงสว่างไสวมากยิ่งขึ้น แล้วพุ่งทะยานเข้าปะทะอย่างรวดเร็ว
ตูม!
ท่ามกลางเสียงปะทะที่รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ตะขาบยักษ์เกราะแดงกับผีดิบอสูรขนแดงก็พุ่งเข้าชนกัน ท่ามกลางกระแสอากาศที่ปั่นป่วน ฝ่ายหลังไม่อาจต้านทานแรงกระแทกของหุ่นเชิดตะขาบได้ ถูกชนกระเด็นปลิวลอยไปพร้อมกับเสียงดังปัง
ตูมตูมตูมตูมตูม! ผีดิบอสูรขนแดงปลิวกระเด็นออกไปไกลหลายจั้ง ท่ามกลางการกระแทกชนอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้เลยว่าชนกำแพงและซากปรักหักพังพังทลายไปมากน้อยเพียงใด
ตามปกติแล้ว หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นโดนชนเข้าแบบนี้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุขอบเขตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ กายเนื้อก็ไม่อาจทนรับแรงกระแทกของตะขาบยักษ์เกราะแดงได้ ทว่าร่างกายของนางกลับสั่นคลอนเพียงเล็กน้อยแล้วยันตัวลุกขึ้นมาได้
ปราณมารขุ่นมัวในชีพจรปฐพีของธรณีแพะแดงฝังลึกซึมซาบเข้าสู่กระดูก หล่อหลอมกายเนื้อและกระดูกของนางจนแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการตีดัดมานับร้อยครั้ง ศพหญิงร่างนี้สั่นตัวเล็กน้อย ฝุ่นผงบนร่างก็ร่วงหล่น นางเงยหน้าขึ้นนิดๆ นัยน์ตาที่ตายซากกลับมีประกายวิญญาณเพิ่มขึ้นมาสายหนึ่ง
ภาพที่สะท้อนอยู่ในรูม่านตาของผีดิบอสูรขนแดงนั้นแตกต่างจากคนทั่วไป ในสายตาของเฉิงอวี้เจียว สรรพสิ่งล้วนเหลือเพียงสีดำและขาว ยกเว้นเพียงมนุษย์ที่มีพลังปราณและแก่นโลหิตพลุ่งพล่านตามธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเงียบสงัดไร้ชีวิตชีวาและไร้ซึ่งสีสัน
จุดสีดำสนิทในดวงตาของนางหดเกร็งลงอย่างฉับพลัน ตะขาบยักษ์ที่ปกคลุมไปด้วยเกราะสีแดงทั้งตัวสามารถอาศัยแรงแม่เหล็กปฐพีในการลอยตัวอยู่กลางอากาศได้ ในยามนี้มันกำลังเลื้อยส่ายตัวไปมาอยู่บนฟ้า แสงวิญญาณคุ้มกายที่เปล่งประกายสีทอง กลับกลายเป็นเพียงเงาสีเทาเลือนรางกลุ่มหนึ่งในสายตานาง
ตะขาบยักษ์เกราะแดงรูปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว ถูกห้อมล้อมด้วยม่านแสงที่พลิ้วไหวแปรเปลี่ยนไปมา กำลังค่อยๆ บินเหินทะยานมุ่งหน้ามาทางนี้
เฉิงอวี้เจียวมองดูตะขาบยักษ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ แล้วตวัดสายตามองคนทั้งสองที่กำลังวิ่งหนี บนร่างของสองคนนั้นมีแก่นโลหิตไหลเวียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิตที่พลุ่งพล่าน ทันใดนั้น ในแววตาอันแห้งผากไร้ชีวิตของผีดิบอสูรขนแดงก็ทอประกายแห่งความคิดขึ้นมาวูบหนึ่ง
วินาทีต่อมา ผีดิบอสูรขนแดงก็ตัดสินใจ นางเมินเฉยต่อตะขาบยักษ์เกราะแดง ร่างกายกลายเป็นดั่งแสงอสนีบาตที่พุ่งทะยานออกไป ควบตะบึงเข้าหาคนทั้งสองที่กำลังหลบหนีอีกครั้ง
ถึงอย่างไร หุ่นเชิดตะขาบที่หุ้มด้วยเกราะเหล็กเป็นชั้นๆ และปลดปล่อยกลิ่นอายตายซากไร้ชีวิตชีวา มันก็ไม่ได้ดึงดูดใจนางมากนัก ในทางกลับกัน กายเนื้อของชือซินจื่อกลับแผ่ซ่านแก่นโลหิตที่ใกล้เคียงกับสายเลือดของตนเอง ทำให้ผีดิบอสูรขนแดงรู้สึกคุ้นเคยอย่างรุนแรง
ความคุ้นเคยนี้ไม่ได้ปลุกความเป็นมนุษย์ของผีดิบอสูรขนแดงให้ตื่นขึ้น แต่มันไปกระตุ้นความบ้าคลั่งของผีดิบอสูรร่างนี้โดยตรง นางละทิ้งตะขาบยักษ์ไปอย่างไม่ลังเล แล้วหันขวับพุ่งเข้าหาชือซินจื่อและสตรีชุดแดงแทน
…แก่นโลหิตของคนเป็น ย่อมดึงดูดผีดิบอสูรได้อย่างรุนแรงอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นสายเลือดเดียวกันเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
ในห้วงเวลานี้ นางที่ไร้ซึ่งเค้าโครงของมนุษย์และกลายเป็นศพอาถรรพ์ไปแล้ว ได้อ้าปากที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะพุ่งไล่ตามไปอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
‘ไม่ได้การ!’
ระหว่างที่วิ่งหนี ชือซินจื่อก็ครุ่นคิดคำนวณอยู่ภายในใจ
‘ข้าเพิ่งจะยึดร่างมาได้ไม่นาน พลังฝีมือยังไม่ฟื้นฟู อีกทั้งหุ่นวิญญาณและหุ่นเชิดที่หลอมสร้างมาหลายปีก็ถูกผนึกไว้ในเงาของร่างเดิมด้วยวิชามนตร์มารย้ายร่างหมดแล้ว ตอนนี้บนตัวข้ามีเพียงยันต์วิเศษไม่กี่แผ่น หากจะต้องรับมือกับผีดิบอสูรขนแดงตนนี้ก็ค่อนข้างตึงมืออยู่!’
การตัดสินใจในตอนแรกนั้นก็ทำไปเพราะสุดวิสัย วิชามนตร์มารย้ายร่างกับวิชาเรียกเงาของสำนักหุ่นเชิดเซียนนั้นเป็นวิชาคู่กัน...
ต้องรู้ไว้ว่า ตบะของเขาเนื่องจากสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิด ทำให้เกิดการแปรปรวนสลับกลางวันกลางคืน เคล็ดวิชาที่เคยบำเพ็ญมาในอดีตล้วนเสื่อมถอยลงเอง นี่ไม่ใช่แค่ทำให้ตบะของเขาถดถอยลงอย่างหนักเพียงอย่างเดียว แต่มันยังคุกคามชีวิตของเขาอย่างร้ายแรงอีกด้วย
ยังไม่ต้องพูดถึงอวัยวะหุ่นเชิดที่ฝังอยู่ในร่างกายซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายเนื่องจากการทำงานที่อ่อนแอลง หากการบำเพ็ญวิชาเรียกเงาอ่อนแอลงเมื่อใด เทพแห่งเงาทั้งเก้าเหล่านั้นก็จะฉวยโอกาสลุกขึ้นมาก่อกบฏ... การละทิ้งร่างเดิม มันก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เทพแห่งเงาทั้งเก้าแกะรอยตามมายังกายเนื้อร่างใหม่นี้ ซึ่งจะนำความยุ่งยากมาให้ตนเองเพิ่มขึ้น
“ดูเหมือนว่าความคิดที่เดิมทีตั้งใจจะตัดรากถอนโคนต้นเหตุแห่งเภทภัย กลับนำพาความยุ่งยากอันใหญ่หลวงมาให้ข้าในยามนี้เสียแล้ว!”
ชือซินจื่อบ่นพึมพำเสียงเบา ทันใดนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง สตรีชุดแดงที่ตามหลังเขามาส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างทั้งร่างถูกพลังไร้ลักษณ์สายหนึ่งปัดกวาดจนปลิวกระเด็นถอยหลังไป
เพียงเห็นเงากระโปรงวูบไหว สตรีชุดแดงก็ร่วงหล่นลงไปตรงหน้าผีดิบอสูรขนแดงที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาดั่งพายุหมุน
เฉิงอวี้เจียวในร่างผีดิบอสูรขนแดง ปรายตามองเล็กน้อย ท่อนแขนตวัดกวาดเบาๆ กระดูกสันหลังของสตรีชุดแดงก็ส่งเสียงดังกรอบแกรบราวกับกิ่งไม้แห้งหัก กลายสภาพเป็นน้ำเต้ากลิ้งกระอักเลือดอยู่บนพื้น
หลังจากนั้น เฉิงอวี้เจียวก็ไม่ได้สนใจสตรีชุดแดงผู้นี้อีก เงาร่างประดุจปีศาจมารร้าย เพียงพริบตาเดียวก็มาโผล่ดักหน้าชือซินจื่อ
“แย่แล้ว!”
ชือซินจื่อตกใจวูบ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทว่าเฉิงอวี้เจียวได้ประชิดตัวเข้ามาจนแทบจะแนบหน้าเขาแล้ว ผีดิบอสูรขนแดงตนนี้อ้าปากกว้าง ดูเหมือนตั้งใจจะสูบกลืนปราณหยางในร่างของเขา
ฟิ้ว!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย หนวดประหลาดเส้นหนึ่งก็ยื่นเหยียดออกมา พันรัดเข้าที่เอวของเฉิงอวี้เจียว ไม่ปล่อยให้นางได้ดิ้นรน เพียงแค่กระตุกเบาๆ ร่างของนางก็ถูกลากลอยขึ้นไปกลางอากาศ
ที่ด้านหลังของผีดิบอสูร ท่ามกลางความมืดมิด ใบหน้าปลาขนาดยักษ์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา ใบหน้านี้สูงใหญ่เท่าตึกหลายชั้น ดวงตาตาเดียวที่ดูเหมือนปลาตายกรอกกลิ้งมา จ้องมองผีดิอสูรที่ถูกหนวดรูปร่างคล้ายสาหร่ายทะเลรัดเอาไว้
“ท่านบรรพชน!”
ชือซินจื่อรีบคุกเข่าลงทันที
“ในที่สุดท่านก็มา...”
“เจ้าเป็นใคร?”
ภายในพระราชวังอันมืดมิดปรากฏปลาประหลาดรูปร่างพิลึกพิลั่นและใหญ่โตมโหฬาร บนตัวปลาประหลาดมีรอยย่นของเนื้อมากมาย คล้ายกับหนอนแมลงวันและปรสิต มีปลาตัวเล็กตัวน้อยเกาะอยู่ยั้วเยี้ยหนาแน่น ซ้ำมันยังมีแขนขาสั้นๆ ที่ประกอบขึ้นจากเศษซากแขนขาที่ขาดวิ่นงอกออกมาด้วย
ปลาประหลาดตัวนี้มุดตัวขึ้นมาจากใต้ดิน ลิ้นยาวๆ ยื่นออกมาจากปากกว้างของปลา บนลิ้นปรากฏใบหน้าของมนุษย์ …นั่นคือใบหน้าของชายชรา บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น แววตาทั้งคู่ดูมึนงงและเลื่อนลอย ดวงตาที่ขุ่นมัวจ้องมองชือซินจื่อที่อยู่ตรงหน้า
“...ข้าไม่รู้จักเจ้า”
‘เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด…’
เมื่อชือซินจื่อได้ยินเช่นนั้น ใจก็กระตุกวูบ พอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุขึ้นมาบ้างแล้ว เจ้าเฉิงเทียนโย่วผู้นั้น ยังเก็บงำความลับเอาไว้ไม่น้อยเลยจริงๆ!
ทันใดนั้น เขาก็ร้องตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“ท่านเป็นบรรพชนของข้าขอรับ” ชือซินจื่อรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี เขาจึงคุกเข่าโขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ท่านบรรพชน ข้าคือทายาทตระกูลเฉิงขอรับ”
“โอ้... เป็นคนตระกูลเฉิงงั้นรึ?”
รูม่านตาของชายชราหดแคบลงเล็กน้อย กวาดตามองชือซินจื่อที่อ้างตัวว่าเป็นทายาทตระกูลเฉิงอยู่สองสามครา เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสายเลือดที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เขาจึงพยักหน้าให้
“ที่นี่คือถ้ำเซียนวารี ในเมื่อเจ้าเป็นทายาทตระกูลเฉิง ก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน เจ้าจงลุกขึ้นเถิด!”
ชือซินจื่อรีบลุกขึ้นยืน ก่อนจะค้อมตัวประสานมือคารวะ
“ท่านบรรพชน ข้ามาตามสัญญา ขอท่านบรรพชนโปรดส่งข้าขึ้นไปยังแท่นพิธีเชื่อมวารี ข้าต้องการครอบครองคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ขอรับ”
“เจ้าไปเองก็แล้วกัน”
ชายชราเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบและเชื่องช้าว่า “ผู้อาวุโสที่สร้างถ้ำเซียนวารีนี้ยังไม่ได้กลับมาจากทะเลเป็นตาย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร่วงหล่นไปแล้วหรือไม่... ที่ข้าอยู่ที่นี่ก็เพื่อปกปักษ์รักษาครรภ์เซียนเก้าทวารที่กำเนิดจากฟ้าดินเท่านั้น ส่วน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ นั้น เดิมทีก็ตั้งใจจะทิ้งไว้ให้ผู้มีวาสนาในรุ่นหลังอยู่แล้ว เจ้าปีนป่ายไปตามลำตัวของมังกรน้ำประจำวังวารีขึ้นไปเถิด แต่อย่าได้แตะต้องค่ายกลต้องห้ามบนแท่นหยกเป็นอันขาด...”
“ขอบพระคุณท่านบรรพชนขอรับ”
ชือซินจื่อปีติยินดีเป็นอย่างยิ่งในใจ เขานึกขึ้นได้ว่าเหอผิงยังคงตามหลังมา จึงรีบกล่าวว่า “ท่านบรรพชน ข้ามีศัตรูตัวฉกาจอยู่ผู้หนึ่ง คนผู้นี้โหดเหี้ยมอำมหิตนัก หากเขายังตามมา ข้าเกรงว่าคงยากที่จะต้านทานไหว–”
“เรื่องนี้พูดง่าย ถึงเวลาข้าจะขวางเจ้านั่นไว้ให้เอง”
ใบหน้ามนุษย์ที่อยู่บนปลาประหลาดพยักหน้ารับ
“ที่นี่คือถ้ำเซียนวารี คนนอกไม่อาจมาทำกำเริบเสิบสานในที่แห่งนี้ได้!”
“เจ้าบอกว่าจะขวางข้าเอาไว้ ช่างคุยโตโอ้อวดเสียจริง ข้าล่ะอยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะเอาอะไรมาขวาง!”
ชือซินจื่อชะงักไปเล็กน้อย หันขวับกลับไปมอง นัยน์ตาสั่นระริกอย่างรุนแรง แสงสว่างในห้วงอากาศเบื้องหน้าบิดเบี้ยวอย่างกะทันหัน ราวกับถูกฉีกออกเป็นรอยแยก สายลมร่มครึ้มพัดโชยออกมาจากภายในนั้น
มองเห็นเพียงท่ามกลางรอยแยก ขบวนเกี้ยวกระดาษสีขาวซีดจนน่าขนลุกหลังหนึ่งลอยออกมา ถูกหามลงมาจากกลางอากาศด้วยหุ่นกระดาษสี่ตัว ประกอบกับหุ่นกระดาษที่มีสีหน้าตลกขบขันปนสยดสยองอีกกลุ่มหนึ่งที่เดินตามหลังเกี้ยวมา ภาพเหตุการณ์ในยามนี้ ช่างดูราวกับจ้าวแห่งภูตผีปีศาจจากปรโลกกำลังออกลาดตระเวนก็มิปาน