- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 109 ครรภ์เซียนเก้าทวาร
บทที่ 109 ครรภ์เซียนเก้าทวาร
บทที่ 109 ครรภ์เซียนเก้าทวาร
ความคิดของเหอผิงแล่นเร็วรี่ เขาคาดเดาว่าก่อนตาย ชือซินจื่อได้สั่งให้เฉิงจื้อไปยังถ้ำเซียนวารีเพื่อช่วงชิง ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ ไม่สิ บางทีอาจมีแผนการร้ายอื่นแอบแฝงอยู่ และการที่ชือซินจื่อรั้งอยู่เพื่อขัดขวางเหอผิง มันก็เพื่อถ่วงเวลาให้เฉิงจื้อนั่นเอง
“ไม่ว่าชือซินจื่อจะเตรียมอุบายอันใดไว้ ขอเพียงหาเฉิงจื้อพบ ข้าก็สามารถทำลายมันได้ในคราเดียว…”
เขาลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้อ โซ่เหล็กบนโลงศพพลันส่งเสียงโลหะแตกหัก เศษโซ่ที่ขาดสะบั้นร่วงหล่นลงบนพื้น
วินาทีต่อมา ฝาโลงศพที่ประทับด้วยยันต์สะกดสิ่งชั่วร้ายอัดแน่นก็แตกกระจายเสียงดังสนั่น ในขณะที่เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วฟ้า กลิ่นอายซากศพอันรุนแรงก็พุ่งปะทะหน้า และสิ่งที่รุนแรงยิ่งกว่ากลิ่นอายซากศพนั้น คือกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น บ้าคลั่งผิดปกติ และชั่วร้ายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ชั่วพริบตา เงาร่างหนึ่งในโลงศพก็พุ่งทะยานเข้าหาตำแหน่งของเหอผิง รวดเร็วดุจลูกศรราวกับภูตผี
“หยุด!”
เหอผิงตวาดเสียงกร้าว เงาร่างอันแปลกประหลาดนั้นก็หยุดชะงักลง ยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่กับที่
นี่คือศพหญิงสาว ศพหญิงสาวที่กลายสภาพเป็นผีดิบอสูร ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยขนปุกปุยสีแดงฉาน ละเอียดถี่ยิบ แต่ละเส้นมองเห็นได้อย่างชัดเจน ให้ความรู้สึกชวนขนลุก ราวกับว่าเพียงแค่สัมผัสก็สามารถทิ่มแทงทะลุผิวหนังได้
ใบหน้าของศพหญิงสาวนั้นดูดุร้ายน่ากลัว ตอนมีชีวิตอยู่นางเคยเป็นโฉมงาม น่าเสียดายที่หลังจากตายไป ท่วงท่าอันงดงามเย้ายวนใจก็สูญสิ้นทั้งชีวิตชีวาและความงาม ใบหน้ารูปไข่กลับเหี่ยวย่น ทั้งยังแผ่ซ่านสีแดงอมดำอันน่าขนลุกออกมา
นี่คือศพของเฉิงอวี้เจียว นางถูกฝังอยู่ในธรณีแพะแดงมานานหลายร้อยวัน จนลอกคราบกลายเป็นผีดิบอสูรขนแดง
เปลือกตาของเฉิงอวี้เจียวตกลงมาปิดสนิท ที่ขมับทั้งสองข้างบนหน้าผากมีเขางอกออกมาคล้ายกระดูกแหลม เขานั้นเปล่งประกายสีดำขลับ เป็นความดำมืดที่ชวนให้จิตใจหวาดผวา
“กลายเป็นผีดิบอสูรขนแดงจริงๆ ด้วย โชคของข้าไม่เลวเลย โดยทั่วไปแล้ว การจะหลอมสร้างวัตถุดิบศพชั้นยอดให้กลายเป็นผีดิบอสูรขนแดงได้ มันก็ต้องใช้เวลาถึงสิบกว่าปี ครั้งนี้เรียกได้ว่าง่ายดายแสนสบาย ข้าได้ของดีมาเปล่าๆ แล้ว!”
แววตาของเหอผิงเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจ
วิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนเน้นหุ่นเชิดเป็นหลัก ซึ่งหุ่นเชิดซากศพจัดอยู่ในประเภทหุ่นเชิดมนุษย์ แต่วิชาหลอมศพจัดอยู่ในวิชาของสายมารนอกรีต แน่นอนว่าเขาไม่เคยเรียนรู้มันมาก่อน เพียงแต่ได้วิชาหลอมศพมาบ้างจาก ‘วิชาช่วงชิงอายุขัย’ อันแปลกประหลาดที่อยู่ในร่มดำคันนั้น
“แค่เก็บศพมาสุ่มๆ หาที่ฝังลงไปก็หลอมออกมาได้ในสภาพนี้ สรุปว่าข้ามีพรสวรรค์มากเกินไป หรือว่าคุณภาพของศพนี้มันดีเกินไปกันแน่?”
เหอผิงเอ่ยเยาะเย้ยตัวเองเล็กน้อย แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหน้า แล้วลองถ่ายทอดคำสั่งง่ายๆ ผ่านตราประทับโลหิตที่ฝังอยู่ในร่างของเฉิงอวี้เจียว
วิชาควบคุมศพที่เขาเรียนรู้มานั้นตื้นเขินมาก อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงถ่ายทอดคำสั่งง่ายๆ ให้แก่ผีดิบอสูรขนแดงร่างนี้
แต่แน่นอน ในฐานะผู้สืบทอดสำนักหุ่นเชิดเซียน เขาไม่ได้มีความสนใจในเส้นทางการหลอมศพเลย เฉิงอวี้เจียวก็เป็นเพียงผีดิบอสูรขนแดงร่างหนึ่งเท่านั้น อาจเทียบไม่ได้กับหุ่นเชิดหลายตัวในมือของเขาเลยด้วยซ้ำ
ทันใดนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของเฉิงอวี้เจียวที่ตายไปแล้วก็เบิกโพลงขึ้นอย่างฉับพลัน
ชั่วพริบตา ดวงตาอันว่างเปล่าคู่นั้นก็ทอประกายแสงสีดำ นัยน์ตากลายเป็นสีดำสนิทจนแทบมองไม่เห็นตาขาว
ผีดิบอสูรขนแดงเฉิงอวี้เจียวหันคออย่างแข็งทื่อ สายตาสบกับเขาเล็กน้อย จากนั้นก็หันหลังกลับ ร่างกายขยับเพียงนิดก็พุ่งทะยานออกไปไกลหลายจั้ง มุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่งในอุโมงค์ใต้ดินที่สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต
“เฉิงอวี้เจียวถูกเฉิงจื้อน้องชายของนางสังหาร ก่อนตายนางเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ความอาฆาตนี้ได้กลายเป็นความยึดติดที่หลงเหลืออยู่ และเมื่อศพของคนธรรมดากลายเป็นผีดิบอสูร หลังจากศพกลายพันธุ์ มันจะตามล่าหาคนใกล้ชิดที่สุดเพื่อสังหารทิ้ง”
เหอผิงมองดูเงาร่างของเฉิงอวี้เจียวที่พุ่งทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่านี่คือสัญชาตญาณของผีดิบอสูรขนแดง หลังจากตายไป วิญญาณทั้งสามก็สูญสลาย ย่อมต้องออกตามหาสิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแห่งชีวิต เพื่อดูดกลืนแก่นโลหิตเป็นอาหาร เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ญาติพี่น้องของผีดิบอสูรที่มีสายเลือดใกล้เคียงกัน ย่อมมีแรงดึงดูดตามธรรมชาติสำหรับพวกมัน
“ข้าใช้วิชาแปดลักษณ์ตรึงซากฝังตราประทับโลหิตลงไป ขอเพียงเฉิงอวี้เจียวสัมผัสถึงเฉิงจื้อได้ ข้าก็สามารถหาตัวคนผู้นี้พบ... ไม่ว่าชือซินจื่อจะมีแผนการอันใด มันก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้า”
เหอผิงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา ก่อนจะก้มลงพิจารณาศพของชือซินจื่ออีกครั้ง
“บนศพของศิษย์พี่ข้าผู้นี้ไม่มีอะไรเลย ทว่าคนของสำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างพวกเรา เมื่อบำเพ็ญเพียรจนบรรลุผล และสำเร็จวิชามนตร์มารย้ายร่างซึ่งเป็นหนึ่งในสามวิชาต้องห้าม พวกเราก็จะสามารถย้ายสิ่งของติดตัวทั้งหมดไปไว้ในเงาได้”
เขาตรวจสอบศพนี้อีกครั้ง พบว่าร่างกายบางส่วนได้รับการดัดแปลง เช่นหัวใจ ปอดทั้งสองข้าง มือและเท้า สิ่งนี้ยิ่งพิสูจน์ได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ศพนี้จะเป็นของชือซินจื่อ
“ทิ้งไว้ที่นี่ก่อน รอจัดการธุระเสร็จค่อยกลับมาเก็บกู้ทีหลังก็แล้วกัน!”
เหอผิงโยนทรงกลมเนตรหุ่นทิ้งไว้ข้างศพ แล้วเรียกหุ่นเชิดวิญญาณกระดาษและเกี้ยวกระดาษออกมาจากเงาของตัวเอง เขาขึ้นนั่งบนเกี้ยว ตั้งสมาธิสัมผัสถึงตำแหน่งของผีดิบอสูรขนแดงเฉิงอวี้เจียว ก่อนจะสั่งการให้หุ่นกระดาษแบกเกี้ยวติดตามไปเบื้องหลัง ไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
…
ตะขาบเกราะแดงภายใต้การควบคุมของเฉิงจื้อ พุ่งทะยานผ่านอุโมงค์ชื้นแฉะที่ซับซ้อนดุจเขาวงกต ไม่รู้ว่าเคลื่อนที่มานานเท่าใด ทางออกเบื้องหน้าก็ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้น เมื่อทะลวงผ่านไป ภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้างอย่างฉับพลัน พวกเขากลับมาถึงโถงถ้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง
โลกทัศน์เบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไป โลกใต้ดินที่เต็มไปด้วยทางแยกนับไม่ถ้วน ได้แปรเปลี่ยนเป็นทัศนียภาพอีกรูปแบบหนึ่ง
“พระราชวัง…?”
สตรีชุดแดงถึงกับพูดไม่ออก นางเบิกตากว้างอ้าปากค้างจ้องมองภาพตรงหน้า โถงถ้ำแห่งนี้ใหญ่โตผิดปกติ เบื้องล่างลึกกลวงราวกับถูกขุดเจาะจนกลายเป็นทะเลสาบขนาดมหึมา
“นี่คือทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำสายใต้ดินงั้นหรือ?”
เฉิงจื้อก็มองลงไปเบื้องล่างเช่นกัน เขาก็ตกใจอยู่เงียบๆ ใจกลางทะเลสาบแห่งนี้มีผืนดินอยู่หย่อมหนึ่ง ดูราวกับเกาะกลางทะเลสาบ บนเกาะมีเสาหินสูงตระหง่านผิดปกติ ซากปรักหักพังของกำแพง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซากปรักหักพังของพระราชวังที่ตั้งอยู่ตรงกลาง หลังคามุงด้วยกระเบื้องทองคำ เสาสีแดงชาด กำแพงสีขาวล้วน แผ่ซ่านกลิ่นอายอันไม่ธรรมดา
“ตามบันทึกบนศิลาจารึกนั่น พระราชวังแห่งนี้สมควรเป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของเซียนวารีที่ถูกกล่าวถึงในนั้น ถ้าเช่นนั้นแท่นพิธีเชื่อมวารีอยู่ที่ใดกัน?”
เฉิงจื้อบังคับตะขาบยักษ์เกราะแดงให้มุ่งหน้าไปยังใจกลางทะเลสาบอย่างชำนาญ
“กรี๊ดดดดด…”
ในตอนนั้นเอง สตรีชุดแดงก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
“พวกนั้นคืออะไร?”
เมื่อเฉิงจื้อได้ยินเสียงของนาง เขาก็มองตามทิศทางที่นิ้วของนางชี้ไป เบื้องหน้านั้น ท่ามกลางซากปรักหักพังบนผืนดิน ปรากฏเท้าคู่หนึ่งที่มีพังผืดเปียกชุ่ม ตามด้วยท่อนบนที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ด...
“...มนุษย์ปลาอีกแล้วรึ?”
เขาขมวดคิ้ว
“ตลอดทางที่ผ่านมาก็เจอไปตั้งเท่าไหร่แล้ว ขยะพวกนี้ไม่มีฝีมืออะไรเลย แต่พวกมันกลับมีจำนวนมหาศาล น่ารำคาญเสียจริง”
“ทำอย่างไรดี? มนุษย์ปลาพวกนี้ดูเหมือนจะมีอาวุธด้วย...?”
สตรีชุดแดงส่งเสียงพึมพำแผ่วเบา ความกังวลของนางไม่ใช่เรื่องไร้สาระ มนุษย์ปลาบนเกาะกลางทะเลสาบสวมชุดเกราะหนักทับร่างกายที่เต็มไปด้วยเกล็ด มือที่มีพังผืดจนมองรูปทรงนิ้วทั้งห้าไม่ชัดเจนนั้น ถือฉมวก ขวาน และหอกยาวเอาไว้
พวกมันมีหัวเป็นปลาขนาดใหญ่ เดินบนพื้นดินด้วยขาสองข้าง ด้านข้างศีรษะมีดวงตาที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก และเบิกกว้างอย่างน่ากลัว
รูปลักษณ์อันน่าเกลียดน่ากลัวของมนุษย์ปลาชวนให้รู้สึกสะอิดสะเอียน สิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งปลาที่ดูผิดเพี้ยนเหล่านี้ มีเมือกปกคลุมอยู่ตามร่างกาย พวกมันเป็นปรปักษ์ต่อผู้บุกรุกอย่างยิ่ง และจะเปิดฉากโจมตีอย่างบ้าคลั่งโดยไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ
“ไสหัวไป!”
เฉิงจื้อสะบัดมือ แขนเสื้อสะบัดไหวโดยไร้ลมพัด พลันเกิดเสียง ‘ฉัวะ’ กระแสอากาศม้วนตัว ปราณดาบไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกไป ฝูงมนุษย์ปลาที่พยายามจะสกัดกั้นเขาถูกตัดขาดเป็นชิ้นๆ เลือดและมันสมองสาดกระเซ็น สิ้นใจตายเกลื่อนพื้นทันที
ตะขาบเกราะแดงก็ขยับเขี้ยวขนาดใหญ่ของมัน พุ่งชนมนุษย์ปลาที่เหลือ ขาอันคมกริบตวัดฟาดฟัน เขี้ยวหนีบขบกัด เพียงชั่วพริบตาก็ฉีกกระชากเปิดทางสายหนึ่งท่ามกลางฝูงศัตรู
“หึหึหึ ต่อให้พลังฝีมือของข้าจะยังไม่ฟื้นฟูกลับมา แต่ข้าก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเดรัจฉานโง่เง่าอย่างพวกเจ้าจะรับมือได้!”
เฉิงจื้ออดไม่ได้ที่จะอยากแหงนหน้าหัวเราะลั่น ต่างจากร่างกายอันชราภาพแห้งเหี่ยวในอดีต ร่างกายใหม่นี้ช่างมีชีวิตชีวา เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแห่งชีวิต ราวกับโรคร้ายที่สั่งสมมานานหลายปีถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
‘ไม่ นี่เป็นเพียงภาพลวงตา’
เขาสงบสติอารมณ์ลงอีกครั้ง ตระหนักดีว่าจุดอ่อนในวิชาของตนยังไม่ถูกขจัดออกไป สัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดของสำนักหุ่นเชิดเซียนนั้นจะรับมือได้ง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ หากเพียงแค่เปลี่ยนร่างกายใหม่ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แผนการหลอมกู่ของสำนักหุ่นเชิดเซียนคงไม่กลายเป็นเรื่องขบขันให้ทั่วหล้าหัวร่อเยาะหรอกรึ
สัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดไม่สามารถทำลายได้ด้วยวิธีการทั่วไป เพียงแค่เปลี่ยนร่างกายนั้นเปล่าประโยชน์ เพราะพลังแห่งคำสัตย์สาบานทั้งห้านั้นฝังลึกถึงกระดูก แทรกซึมเข้าสู่แก่นแท้ระดับจิตวิญญาณ แค่เปลี่ยนเปลือกนอก ย่อมไม่อาจทำลายสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดได้
‘เฉิงจื้อ’ มองดูมือขวาของตนเอง เขากำหมัดแน่นเล็กน้อย
“ทว่าการเปลี่ยนร่างกายใหม่ มันก็พอจะใช้ตบตาสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่นี่ก็ยังไม่เพียงพอ เว้นเสียแต่ว่าจะได้ครอบครองกายาธรรมของเซียนในขอบเขตบรรลุมรรคาขึ้นไป…”
‘เฉิงจื้อ’ นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นัยน์ตาฉายแววตื่นเต้นยินดี จากนั้นเขาก็บังคับตะขาบยักษ์เกราะแดงพุ่งทะยานไปข้างหน้าต่อไป
หุ่นเชิดตะขาบยักษ์สะบัดมนุษย์ปลาที่อยู่ด้านหลังทิ้งไป ก่อนจะมาถึงท่ามกลางซากปรักหักพังของพระราชวังแห่งนั้น ภายในซากปรักหักพังมีแท่นสูงเทียมฟ้าที่ก่อสร้างด้วยหินลักษณะคล้ายหยกขาว
บนแท่นสูงนั้น มีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์รูปร่างคล้ายมังกรน้ำที่มีเกล็ดสีดำสนิทปกคลุมทั่วทั้งร่างขดตัวอยู่ สิ่งนี้มีความยาวราวสามร้อยจั้ง ที่หน้าท้องมีกรงเล็บสี่กรงเล็บ และบนหัวมีเขางอกออกมาหนึ่งเขา
นี่คือมังกรน้ำ สิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวนี้แผ่ซ่านกลิ่นอายอันน่าเกรงขาม ลำตัวอันคดเคี้ยวพันโอบล้อมแท่นสูงเก้าชั้นเอาไว้ ภายในปากขนาดใหญ่ที่คล้ายกับหัวมังกรนั้น คาบวัตถุทรงไข่สีอำพันเอาไว้ วัตถุทรงไข่นี้คล้ายกับไข่กบ เต็มไปด้วยเมือกเหนียวเหนอะหนะ ภายในนั้นห่อหุ้มสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีเกล็ดปกคลุมทั่วทั้งร่าง
“หาเจอแล้ว... ครรภ์เซียนโดยกำเนิด จิตวิญญาณแท้จริงเก้าทวาร สายสืบทอดล่างถ้ำหยินซุกซ่อนหยกดิบแห่งวิถีเซียนเช่นนี้เอาไว้จริงๆ ด้วย”
สายตาของ ‘เฉิงจื้อ’ หรี่แคบลงเล็กน้อย อารมณ์ภายในใจปั่นป่วนราวกับคลื่นลมในมหาสมุทร
“มีเพียงสิ่งนี้ มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่จะทำให้ข้าทำลายสัตย์สาบานใจสำนักหุ่นเชิดได้ อาศัยสายเลือดของคนตระกูลเฉิง ข้าก็จะมีวิธีเข้าใกล้ครรภ์เซียนนี้ จากนั้นก็ผสานเจตจำนงของตนเองเข้าไป สร้างตราประทับ สวมรอยสลับตัว และช่วงชิงครรภ์เซียนโดยกำเนิดนี้มา”
จิตวิญญาณแท้จริงแต่กำเนิดที่มีเก้าทวารมาแต่เกิด ตัวตนอันแปลกประหลาดเช่นนี้ ตามตำนานในยุคโบราณกาลอันยาวนาน มันคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการแย่งชิงร่างจุติใหม่ หรือการหลอมสร้างร่างแยก ขอเพียงช่วงชิงครรภ์เซียนมาได้ ทำการแย่งชิงร่างและหลอมสร้างจนสำเร็จ ขอเพียงทะลวงครรภ์ออกมา คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตบรรลุมรรคาที่แท้จริง
อีกทั้งครรภ์เซียนโดยกำเนิด ยังมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะฝึกฝนเคล็ดวิชาใดก็ไร้ซึ่งคอขวดคอยขัดขวาง แม้แต่ต้องเผชิญกับคำสาปหรือข้อห้ามบางอย่างที่วิวัฒนาการมาจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ก็สามารถเพิกเฉยได้ทั้งสิ้น
“ขอเพียงข้าช่วงชิงครรภ์เซียนมาได้ ต่อให้ต้องฝืนทะลวงออกมา ข้าก็สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาได้ในชั่วพริบตา ทั้งยังเป็นยอดฝีมือที่อยู่บนจุดสูงสุดของขอบเขตบรรลุมรรคาอีกด้วย หากหา ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ บทแรกที่ซ่อนอยู่บนแท่นพิธีเชื่อมวารีนี้พบ การก้าวเข้าสู่ขอบเขตสำแดงเทวะในคราเดียวก็ไม่ใช่แค่ความฝัน!”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ‘เฉิงจื้อ’ ก็ตื่นเต้นจนแทบจะตัวสั่นสะท้าน เขาวางแผนมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ กระทั่งยอมสละร่างกายเดิมของตนเอง ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อวันนี้ไม่ใช่หรือ?
แต่ทันใดนั้น มันก็มีเสียงหวีดร้องแหลมดังมาจากในอากาศ ฟ้าเบื้องบนราวกับมีพายุคลุ้มคลั่งพัดม้วนตัว ก่อเกิดเป็นพายุหมุนขนสีแดง ชั่วพริบตา หูสองข้างก็ได้ยินเสียง ‘ฟุ่บ’ ดังขึ้น เงาร่างสีแดงร่างหนึ่งจากแดนไกล พุ่งทะยานเข้าสังหาร ‘เฉิงจื้อ’ ที่อยู่บนตะขาบยักษ์เกราะแดงราวกับสายฟ้าสีแดงชาด
“เฉิงอวี้เจียว!”
‘เฉิงจื้อ’ สะดุ้งตกใจสุดขีด ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่าเฉิงอวี้เจียวจะปรากฏตัวขึ้นในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้!