- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 107 ข้ามิได้ฝึกวิชา แต่วิชาต่างหากที่ฝึกข้า
บทที่ 107 ข้ามิได้ฝึกวิชา แต่วิชาต่างหากที่ฝึกข้า
บทที่ 107 ข้ามิได้ฝึกวิชา แต่วิชาต่างหากที่ฝึกข้า
“บอกข้ามา! เจ้าเป็นใครกันแน่?”
ชือซินจื่อสะบัดแขนเสื้อกว้าง สตรีชุดแดงล้มลุกคลุกคลานลงกับพื้น น้ำตาสองสายทะลักล้นออกจากดวงตา ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“อย่าฆ่าข้า! อย่าฆ่าข้า! ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย–”
“ไม่ฆ่าเจ้างั้นรึ?”
สายตาอันเย็นชาของชือซินจื่อทะลุผ่านความมืดมิดของอุโมงค์ พุ่งตรงมาที่นาง
“เว้นเสียแต่เจ้าจะบอกข้ามาว่าเจ้าเป็นใครกันแน่ ยายเฒ่าเหมียวฮวาได้ใช้วิชาลับเคลื่อนวิญญาณชิงร่างกับเจ้า หรือว่าเจ้าคือร่างเนื้อสำรองของนาง?!”
เขาคิดว่าสองสิ่งนี้มีความเป็นไปได้ คนของสำนักปราณวิญญาณมักจะชอบใช้วิชาชิงร่าง โดยเฉพาะหนึ่งในสามสิบหกเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอย่าง ‘หลักเต๋ากายสังขาร’ ซึ่งอธิบายถึงกฎอันเร้นลับของ ‘การแปรเปลี่ยนของกายสังขาร’ และ ‘การสลับสับเปลี่ยนกายและจิต’
ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่ฝึกฝน ‘หลักเต๋ากายสังขาร’ เพียงแค่ขยับความคิด พวกเขาก็สามารถใช้ร่างเนื้อของผู้อื่นเพื่อชิงร่างเกิดใหม่ หรืออาจแบ่งจิตแยกวิญญาณไปสิงสถิตอยู่ในร่างของผู้อื่นได้ และด้วยเหตุนี้เอง สำนักปราณวิญญาณจึงมีชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
“มะ…ไม่ใช่”
สตรีชุดแดงเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าเป็นคนอาณาจักรนู่ชาง มีพ่อแม่และมีคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานด้วย... เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้ากำลังเตรียมงานแต่ง แต่ใครจะไปคิดว่า... ยายเฒ่าคนนั้นดึงดันจะให้ข้าไปเป็นหลานสะใภ้ของนาง แล้วก็ลักพาตัวข้ามา... สิ่งที่ท่านพูดมานั้นข้าไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย”
“หยุดแก้ตัวซะ!”
ชือซินจื่อแค่นเสียงเย็นชา สายตาที่เย็นเยียบดุจใบมีดพุ่งทะลุมา สตรีชุดแดงอกสั่นขวัญแขวนจนพูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
‘ล้อเล่นอะไรกัน ยายแก่นั่นจะมีหลานชายที่ไหน แล้วจะไปหาสตรีมาเป็นหลานสะใภ้ทำไม?’
‘สตรีผู้นี้ต้องมีความลับอะไรแน่นอน ยายเฒ่าเหมียวฮวาก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าในยุทธภพ นางไม่มีทางพาสตรีธรรมดามาที่นี่เด็ดขาด…’
‘เดี๋ยวก่อน ต่อให้เป็นร่างเนื้อก็ยังไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี หากเป็นร่างเนื้อที่เตรียมไว้ แล้วจะพามายังสถานที่อันตรายเช่นนี้ทำไม? ในหัวของยายเฒ่านั่นคิดอะไรอยู่กันแน่?’
ยิ่งเขาคิดทบทวน เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่าสงสัยที่ซ้อนทับกันอยู่
จริงอยู่ที่ยายเฒ่าเหมียวฮวาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ชือซินจื่อเคยประมือกับนางมาหลายครั้ง ย่อมมีความเข้าใจในตัวยายเฒ่าผู้นี้อยู่บ้าง
เพียงแต่เขาก็เคยได้ยินข่าวลือมาเช่นกันว่า ยายเฒ่าเหมียวฮวามักจะเปลี่ยนรูปลักษณ์อยู่เสมอ ผู้ที่เคยพบเห็นต่างอธิบายรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน บ้างก็ว่าเป็นหญิงชรา บ้างก็ว่าเป็นหญิงสาว หรือแม้กระทั่งเด็กหญิงที่ยังไม่พ้นวัยปักปิ่น สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความจริงแล้วยายเฒ่าเหมียวฮวาเคยเปลี่ยนร่างเนื้อมาแล้วหลายครั้ง
‘ร่างที่แท้จริงของยายเฒ่าเหมียวฮวาเป็นใครนั้น เกรงว่าคงไม่มีใครรู้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่มาจากสำนักปราณวิญญาณอย่างนาง ร่างเนื้อก็เปรียบเสมือนเสื้อผ้า จะเปลี่ยนสักกี่ชุดก็ไม่ใช่ปัญหา!’
ฟุ่บ!
ร่างของเขาขยับวูบ ชุดคลุมสีเขียวพริ้วไหว เพียงพริบตาก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าสตรีชุดแดง คว้าหมับเข้าที่ลำคอของอีกฝ่าย
“ยายเฒ่าเหมียวฮวา หากเจ้าใช้ ‘วิชาซ่อนวิญญาณผันแปร’ ซ่อนตัวอยู่ในร่างเนื้อนี้ล่ะก็… เลิกซ่อนตัวได้แล้ว ศิษย์น้องของข้าฝึก ‘มหาภัยสามตะวัน’ สำเร็จแล้ว เขาอาจจะยังไม่ใช่ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคาที่แท้จริง แต่ก็มีพลังในระดับเดียวกัน จากที่ข้ารู้จักเจ้านั่น หากเราสองคนไม่ร่วมมือกัน พวกเราก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่!!”
สตรีชุดแดงส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย น้ำตาน้ำมูกไหลอาบหน้า พอชือซินจื่อออกแรงบีบเล็กน้อย นางก็แลบลิ้นจุกปาก ร่างกายอ่อนแอเปราะบางราวกับหนูตัวหนึ่ง
‘ดูเหมือนสตรีผู้นี้จะไม่มีอะไรพิเศษจริงๆ ร่างกายนางอ่อนแอ ข้าแค่ขยับนิ้วก็บดขยี้นางให้ตายได้แล้ว’
“ช่างเถอะ”
เขาปล่อยตัวหญิงสาวลง แล้วกล่าวเรียบๆ “ไม่ว่าเจ้าจะใช่หรือไม่ หากไม่อยากตายก็ต้องร่วมมือกับข้า อีกไม่นานคนผู้นั้นก็จะตามมาถึง ข้าจะหาวิธีขวางเขาไว้ ส่วนเจ้าจงตามเฉิงจื้อศิษย์ของข้า เข้าไปยังแท่นพิธีเชื่อมวารีที่อยู่ส่วนลึกของถ้ำเซียนวารี”
“แท่นพิธีเชื่อมวารี... ที่อยู่ส่วนลึกของถ้ำเซียนวารี?”
นางไอแห้งออกมาสองสามครั้ง เมื่อเริ่มหายใจได้คล่องขึ้น หญิงสาวก็รู้ตัวว่าตนเองเพิ่งจะเฉียดเป็นเฉียดตายมา ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว นางเงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“ถูกต้อง”
ชือซินจื่อกล่าวเสียงขรึม “ถ้ำเซียนวารีแห่งนี้ เป็นเขาวงกตที่ประกอบไปด้วยทางน้ำ คูคลองใต้ดิน อุโมงค์ และกระแสน้ำใต้น้ำ หากไม่รู้เส้นทางที่แน่ชัด เมื่อเข้ามาที่นี่ก็จะหลงทาง อีกทั้งภายในถ้ำยังเต็มไปด้วยค่ายกลกับดักอันตรายมากมาย”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงให้ข้าไปเล่า?” สตรีชุดแดงถามด้วยความไม่เข้าใจ “ข้าเป็นแค่สตรีธรรมดา หากมีอันตรายมากมายขนาดนั้น การไปครั้งนี้ข้ามิใช่ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัยหรอกหรือ?”
“ไม่เป็นไร”
ชือซินจื่อปรายตามองนางเรียบๆ หญิงสาวก็ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมาอีก
“เจ้าจงฟังให้ดี ศิษย์ของข้าคนนี้มีนามว่าเฉิงจื้อ สายเลือดของเขาพิเศษมาก มีสัมผัสเชื่อมโยงถึงแท่นพิธีเชื่อมวารีที่เป็นศูนย์กลางของถ้ำเซียนวารี เจ้าตามเขาไป เขาก็จะพาเจ้าไปยังแท่นพิธีเชื่อมวารีได้เอง”
เขาสะบัดแขนเสื้อ เฉิงจื้อที่มีสีหน้าเหม่อลอยไร้อารมณ์อยู่ด้านหลังก็ก้าวเดินขึ้นมา
“การเดินทางครั้งนี้เรียกได้ว่าสำคัญยิ่ง ข้าจะให้ยืมสิ่งหนึ่งไว้ใช้แทนพาหนะก็แล้วกัน!”
ชือซินจื่อกระทืบเท้าลงบนน้ำตื้นอย่างแรง ตะขาบยักษ์เกราะแดงตัวหนึ่งก็มุดออกมาจากเงาบนผิวน้ำ ตะขาบตัวนี้ใช้หัวดันร่างของสตรีชุดแดงและเฉิงจื้อขึ้นไปบนหลัง ก่อนจะกลายเป็นลำแสงสีแดงทอดยาว พริบตาเดียวก็หายลับไปในอุโมงค์
เมื่อเห็นทั้งสองจากไป ชายชราชุดเขียวก็หรี่ตามอง มุมปากกระตุกยิ้มเย็นชา
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นยายเฒ่าเหมียวฮวาหรือไม่ อย่างไรการเตรียมการก็ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว ขอเพียงเฉิงจื้อก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธีเชื่อมวารี แผนการของข้าก็จะสำเร็จลุล่วงไปกว่าครึ่ง”
เขาสะบัดแขนเสื้อยาว แล้วพุ่งทะยานไปยังอุโมงค์อีกทางหนึ่ง
...
เหอผิงลงมาถึงก้นบึงลึกที่น้ำถูกสูบออกไปจนแห้งขอด ถึงได้พบว่าด้านล่างนี้เป็นเขาวงกตขนาดมหึมา
“ไม่รู้ว่าเขาวงกตนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ผนังหินพวกนี้ราวกับเหล็กกล้าชั้นดี แถมยังสลักอักขระเมฆาอัสนีที่ดูไม่ออก น่าจะถูกลงวิชาประเภท ‘ชี้ดินเป็นเหล็กกล้า’ เอาไว้ ยังไงเสียต่อให้ข้าใช้หุ่นเชิดมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบกก็ขุดทะลวงผ่านเขตวิชานี้ไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการพังทลายทะลวงกำแพงหิน…”
ร่างของเขากำลังนั่งอยู่บนหัวของตัวนิ่มเหล็ก หุ่นเชิดสัตว์เหล็กที่เชี่ยวชาญการเจาะภูเขาทะลวงหินตัวนี้ กำลังลอยตัวอยู่บนผิวน้ำ
พลังมหาภัยสามตะวันที่สืบทอดมาจากมารอมตะถูกเขาผนึกไว้ในจุดชีพจรหัวใจชั่วคราว พลังนี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อใช้ออกมาก็จะสูญเสียพลังจิตและสมาธิไปอย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น การใช้พลังอันกว้างใหญ่ไพศาลจาก ‘มหาภัยสามตะวัน’ ยังจะดึงดูดเจตจำนงอันไร้ที่สิ้นสุดของเทพอัคคีบูชาที่จะหลอมละลายตัวตนและกลืนกินสรรพสิ่งให้เป็นหนึ่งเดียวอีกด้วย
เหอผิงสามารถอาศัยวิญญาณอีกดวงหนึ่งเพื่อต้านทานพลังนี้ได้ ทว่าในระหว่างกระบวนการนั้น การสูญเสียพลังใจ พลังกาย และพลังปราณ จะเหนือกว่าที่คนธรรมดาจะจินตนาการได้ เขาใช้มือคลึงเบาๆ ที่หว่างคิ้ว วิชาจันทร์กระจ่างเก้าตำหนักสู่สัจธรรมก็จำแลงเป็นพระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้ทั่วร่างอย่างนุ่มนวล ในชั่วพริบตา กระดูกและกล้ามเนื้อก็ราวกับได้คลายตัว ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ทั่วทั้งสรรพางค์กายบรรเทาลงไปไม่น้อย
“‘มหาภัยสามตะวัน’ และพลังของเทพอัคคีบูชาช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ข้าเพียงแค่ได้คำชี้แนะเพียงไม่กี่คำจากเจตจำนงแห่งการหลอมละลายตัวตนและกลืนกินสรรพสิ่ง ก็สามารถค่อยๆ บรรลุกายาอมตะตะวันเขียวขึ้นมาได้ในระหว่างการต่อสู้…”
เหอผิงจัดการกับความคิดที่สับสน ในใจก็รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
สามวิชาเบิกสวรรค์ของมรรคาวิถีช่างร้ายกาจมากจริงๆ เขาอาศัยวิธี ‘มองลอดกระบอกไม้ไผ่เห็นลายเสือดาว’ ค่อยๆ ทำความเข้าใจความลับของตำหนักทวิสุริยันมาจากวิญญาณอีกดวงหนึ่งได้ไม่น้อย
ที่แท้ ‘มหาภัยสามตะวัน’ ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคา มีความแตกต่างจากเคล็ดวิชาของสำนักอื่นอย่างสิ้นเชิง มันไม่เหมือนกับที่คนภายนอกคิดเอาไว้ ‘มหาภัยสามตะวัน’ ไม่จำเป็นต้องฝึกฝน ขอเพียงใส่ใจทำความเข้าใจก็เพียงพอแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรของตำหนักทวิสุริยัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนคนจากสำนักอื่น ที่หลังจากเข้าสำนักแล้วต้องทนทุกข์ทรมานกับการฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน พวกเขาขอเพียงแต่ละวันทำความเข้าใจหลักคำสอนและพิธีกรรมของอัคคีบูชา ศึกษาขั้นตอนการบูชาแบบต่างๆ ก็เพียงพอแล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่ง ด้วยความช่วยเหลือของพลังอัคคีบูชา พวกเขาก็จะได้รับ ‘การชี้แนะจากเทพอัคคีบูชา’ และบรรลุถึงความลับของเพลิงบรรพกาล
เมื่อถึงขั้นนี้ พวกเขาก็จะสามารถรับยันต์ไฟโอสถแท้และก้าวเข้าสู่ขอบเขตสูงสุดในคราวเดียว เชื่อมโยงฟ้าดินและก้าวเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคา
หลังจากบรรลุมรรคาแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรของตำหนักทวิสุริยันก็ไม่จำเป็นต้องฝึกฝนต่อ ขอเพียงแค่ศึกษาแก่นแท้ของคำสอนต่อไป เพราะแก่นแท้ของการฝึก ‘มหาภัยสามตะวัน’ อยู่ที่ประโยค ‘ข้ามิได้ฝึกวิชา แต่วิชาต่างหากที่ฝึกข้า’ ขอเพียงบูชาไฟด้วยความจริงใจ ศรัทธาในเปลวเพลิงด้วยความภักดี พลังตบะของพวกเขาก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นลำดับ ในทางกลับกัน หากศรัทธาไม่บริสุทธิ์ ต่อให้พยายามฝึกฝนอย่างหนักเพียงใด พวกเขาก็ยากที่จะก้าวหน้าได้
“‘ข้ามิได้ฝึกวิชา แต่วิชาต่างหากที่ฝึกข้า’... กฎเกณฑ์การฝึกฝนของตำหนักทวิสุริยันช่างตบหน้าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้าโดยแท้ ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทั้งแผ่นดิน มีใครบ้างที่ไม่ทุ่มเทอุตสาหะ ระมัดระวังขึ้นทุกวัน ไม่กล้าชักช้าหรือเกียจคร้านในเรื่องการบำเพ็ญเพียรแม้แต่น้อย แต่คนของตำหนักทวิสุริยันพวกนี้ ขอเพียงเชื่อในไฟ เผยแพร่ไฟ ก็สามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาได้อย่างง่ายดาย แถมยังอ้างว่า ‘ข้ามิได้ฝึกวิชา แต่วิชาต่างหากที่ฝึกข้า’ แบบนี้มันช่างโอ้อวดเกินไปแล้ว”
ถึงปากเขาจะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจก็แอบสงสัยว่าผู้บำเพ็ญเพียรของตำหนักทวิสุริยันทั้งหมด กำลังฝึกวิชาอะไรกันแน่ ตกลงว่าพวกเขาเป็นคนฝึกวิชา หรือว่าเคล็ดวิชาเข้าสู่มรรคาอย่าง ‘มหาภัยสามตะวัน’ นี้กำลัง ‘ฝึกฝน’ พวกเขาอยู่?
ตูม!
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด กระแสน้ำอันบ้าคลั่งในช่องแคบด้านหน้าก็ทะลักเข้ามา ก่อเกิดเป็นคลื่นยักษ์ม้วนตัวพุ่งทะยานเข้าใส่
“ดี!”
ดวงตาทั้งสองของเหอผิงทอประกายแสงสีแดงเจิดจ้า เขากระโดดลงจากหุ่นเชิดมัจฉาเกล็ดแดงสะเทินบก ชุดคลุมสีดำที่เปลี่ยนมาใหม่ปลิวไสวไปในอากาศ แขนเสื้อสะบัดพลิ้วพร้อมกับสองมือที่ยื่นออกมา
ฟุ่บ!!!
เสียงดังกึกก้อง เปลวเพลิงอันบ้าคลั่งระเบิดออกโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง แผ่พุ่งกระจายไปทั่วทุกสารทิศ แขนขาทั้งสี่ของเขาราวกับถูกชโลมด้วยน้ำมัน ราวกับมีอสรพิษเพลิงพันธนาการไว้ เส้นผมยาวสยายปลิวไสวประดุจเปลวเพลิง
ปัง!
ในวินาทีนี้ เขาผู้ซึ่งกลายร่างเป็นเทพบุตรแห่งเปลวเพลิงที่ถือกำเนิดจากการอาบชโลมด้วยไฟได้คำรามลั่น ภายใต้การปะทะกันของคลื่นเสียง เปลวเพลิง และระลอกน้ำ คลื่นลูกมหึมาเพียงแค่สัมผัสก็เกิดเสียง ‘ซ่าซ่า’ ระเหยกลายเป็นกลุ่มหมอกไอน้ำร้อนจัดขนาดใหญ่
การโจมตีเพียงครั้งเดียวของเหอผิงก็สามารถระเหยคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้ามาจนหมดสิ้น ดวงตาทั้งสองของเขาราวกับกำลังลุกไหม้ เปล่งประกายแสงสีแดงอันมืดหม่น และดวงตาคู่นั้น กำลังจ้องเขม็งไปยังเงาร่างหนึ่งที่พร่ามัวอยู่ท่ามกลางม่านหมอกไอน้ำที่ลอยล่อง
“ศิษย์พี่ชือซินจื่อ ท่านมารนหาที่ตายหรือ?”
น้ำเสียงอันเย็นชาของเขาแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามและหนาวเหน็บ ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความเยือกเย็นอันแสนโหดเหี้ยมหาใดเปรียบ!