- หน้าแรก
- โลกการ์ตูนอเมริกัน จอมเวทผู้นี้ไม่ได้เย็นชาอย่างที่คิด
- บทที่ 3 แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 3 แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 3 แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 3 แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ
เด็กสาวผิวดำประสานมือเข้าหากันด้วยความลนลาน มีดผีเสื้อในมือร่วงหล่นลงพื้น ใบหน้าของเธอฉายแววสิ้นหวังเมื่อพอมองเห็นชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ในที่สุดเธอก็หลับตาลงราวกับยอมรับชะตากรรม น้ำตาไหลพรากเป็นทางอาบสองแก้ม
ทว่าหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ความรุนแรงที่เธอคาดไว้กลับมาไม่ถึง เธอจึงลืมตาขึ้นแล้วเห็นดูเว่ยโยนกระเป๋าที่เธอทำตกคืนมาให้ด้วยสายตาขยะแขยง
"พับผ่าสิ ยัยยาจกเอ๊ย"
ดูเว่ยบ่นพึมพำ
เขางมเงินออกมาจากกระเป๋าของเด็กสาวผิวดำได้เพียงสองร้อยดอลลาร์เศษๆ เท่านั้น
เงินจำนวนนี้ไม่พอให้เขาเข้าบาร์ในเฮลส์คิทเชนได้ถึงสองครั้งด้วยซ้ำ
"คุณ... คุณจะไม่ทำร้ายฉันเหรอ?"
เด็กสาวผิวดำเอ่ยถามอย่างเหม่อลอย
"อย่าเข้าใจผิดไป เธอไม่ใช่สเปกฉัน แล้วฉันก็นิยมแบบที่สมยอมกันทั้งสองฝ่ายมากกว่า"
ดูเว่ยปรายตามองหน้าอกของเธอที่ราบเรียบจนแยกไม่ออกว่าด้านไหนข้างหน้าข้างหลัง แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
จากนั้น ภายใต้สายตาของเด็กสาวที่ก้ำกึ่งระหว่างความโล่งใจกับความเสียใจ เขาก็เดินออกจากตรอกไป...
หลังจากพ้นจากตรอก เขาเดินต่ออีกสิบนาทีข้ามย่านเก่าแก่สองช่วงตึก ถัดจากโรงเหล้าร้างคือที่ตั้งของสำนักงานนักสืบเอกชนของดูเว่ย ป้ายไฟแอลอีดีที่แขวนอยู่หน้าอาคารเอียงกะเท่เร่ทำท่าจะร่วงแหล่มิร่วงแหล่ และหลอดไฟส่วนใหญ่ก็แตกชำรุดไปหมดแล้ว
โดยปกติเขาจะรับงานที่นี่ บางครั้งก็นึกสนุกสวมบทบาทเป็นผู้นำสารแห่งความยุติธรรม รับงานแก้แค้นแทนคนอื่น แน่นอนว่าเรื่องค่าตอบแทนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เมื่อก้าวเข้าไปในสำนักงานนักสืบที่ทรุดโทรมแห่งนี้ เสียงบันไดไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับกำลังส่งเสียงต้อนรับเจ้าของบ้านกลับมา
เขาเปิดประตูเข้าไปพบกับห้องนั่งเล่น มันมีขนาดไม่ใหญ่นัก แค่กวาดสายตามองปราดเดียวก็ทั่วโดยไม่ต้องหันศีรษะ มีเก้าอี้นวมสีน้ำตาลวางอยู่อย่างส่งเดช หน้าโต๊ะกาแฟไม้มีโทรทัศน์รุ่นเก่าตั้งอยู่ ซึ่งเขามักจะใช้ฟังข่าวสารเป็นประจำ
แต่สิ่งที่ดูขัดหูขัดตาที่สุดคือพื้นห้องที่ปูด้วยพรมขนสัตว์ราคาแพง ซึ่งดูไม่เข้ากับสภาพอพาร์ตเมนต์ราคาถูกแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
ดูเว่ยซื้อพรมราคาแพงผืนนี้มาเพื่อปกปิดคราบเลือดสีแดงคล้ำบนพื้นห้อง มันเป็นร่องรอยจากเหตุการณ์ปล้นบ้านเมื่อตอนที่เขาอายุสิบสี่ปี
ในชีวิตนี้ พ่อและแม่ของเขาถูกยิงหลายนัดจนเสียชีวิตในขณะที่พยายามปกป้องดูเว่ยในวัยเยาว์ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ทั้งสองยังคงกอดร่างของเขาไว้แน่นเพื่อเป็นโล่กำบัง...
วันนั้น เลือดของพวกท่านหยดลงบนร่างกายของดูเว่ยตัวน้อยและไหลลงสู่พื้นห้องเสียงดัง ติ๋ง ติ๋ง
...
เขาเดินเข้าไปในห้องน้ำและถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวออก กระจกเงาสะท้อนภาพชายหนุ่มผมดำตาสีเข้ม ร่างกายสมส่วน ใบหน้ามีเค้าโครงคมชัด ทว่าตาขาวของเขากลับมีเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ และใบหน้าก็ซีดเผือดอย่างน่ากลัว ราวกับผีดูดเลือดผู้อมโรคในภาพยนตร์
เขาสะเดาะตู้ยากระจก หยิบเหล้าสมุนไพรแก้ฟกช้ำหยดสุดท้ายออกมาทาตามร่างกาย
หลังจากจัดการบาดแผลเสร็จ เขาก็หยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งจากตู้เย็นมานอนเอนกายบนโซฟา แล้วเปิดโทรทัศน์เพื่อดูว่ามีข่าวสารอะไรที่น่าสนใจบ้าง เผื่อจะพบช่องทางทำเงินจากเหตุการณ์เหล่านั้น
"เมื่อเช้ามืดวันนี้ บนถนนเลียบแม่น้ำฮัดสัน เกิดคดีประหลาดขึ้นอีกครั้ง มีรายงานว่าสมาชิกแก๊งหลายคนถูกโจมตี และมีการทิ้งลังปืนกึ่งอัตโนมัติรวมถึงปืนอาร์ก้า-สี่สิบเจ็ดจำนวนหกลังไว้ในที่เกิดเหตุ สมาชิกแก๊งที่ถูกจับกุมระบุว่าผู้ลงมือคือศาลเตี้ยที่เรียกตัวเองว่า แดร์เดวิล... นอกจากนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเกิดเหตุปล้นรถบรรทุกจนคนขับเสียชีวิตคาที่..."
"แดร์เดวิลเหรอ?"
เมื่อได้ยินชื่อที่คุ้นหูนี้ ดูเว่ยก็หวนนึกถึงความทรงจำในชาติที่แล้ว
การที่พวกซูเปอร์ฮีโร่เหล่านี้เริ่มทยอยปรากฏตัวออกมาทีละคน ย่อมหมายความว่าโลกใบนี้กำลังจะเข้าสู่ความวุ่นวาย เหล่ามนุษย์ต่างดาวหลากเผ่าพันธุ์จะพากันมารุกรานโลก แต่ก็นั่นแหละ ถ้าฟ้าจะถล่มลงมา ก็ให้พวกตัวสูงๆ เขาแบกรับไปแล้วกัน
"ซวยชะมัด! ไอ้แดร์เดวิลบ้า ไอ้พวกศาลเตี้ยเฮงซวย..."
ดูเว่ยสบถออกมาทันที
เขานึกขึ้นได้ว่าทำไมตลอดหลายเดือนมานี้เขาถึงไม่มีงานจ้างเลยสักชิ้น
ที่แท้มันก็เป็นฝีมือของพวกโรคจิตนุ่งรัดรูปพวกนี้นี่เอง มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะบริการแบบเก็บเงินไม่มีทางสู้ของฟรีได้เลย พอมีพวกศาลเตี้ยทำงานให้ฟรีๆ ก็ไม่มีใครอยากมาเสียเงินจ้างเขาเพื่อทวงความยุติธรรมอีกต่อไป
ดูเว่ยอยากจะหาหน่วยงานร้องเรียนพวกนุ่งรัดรูปพวกนี้ในข้อหาแข่งขันทางการเงินอย่างไม่เป็นธรรมจริงๆ
"ปัง! ปัง!"
เสียงเคาะประตูย้ำๆ ดังขึ้นกะทันหัน
"ดูเว่ย ได้เวลาจ่ายค่าเช่าเดือนนี้แล้วนะ!"
ที่หน้าประตู หญิงชราร่างท้วมที่มีผ้ากันเปื้อนสีขาวผูกเอวตะโกนเสียงดัง บนบ่าของเธอสะพายปืนลูกซองเรมิงตัน เอ็มแปดร้อยเจ็ดสิบ ดูท่าทางดุดันไม่เบา
ซวยแล้ว ดูเว่ยสะดุ้งโหยง เขาลืมไปเสียสนิทว่าวันนี้ครบกำหนดจ่ายค่าเช่า เมื่อคืนคงจะดื่มหนักไปหน่อยจริงๆ
คนที่อยู่หน้าประตูคือเจ้าของบ้านที่ทุกคนแถวนี้เรียกว่า คุณนายฮาวเวิร์ด เล่ากันว่าสามีของเธอเคยเป็นสมาชิกแก๊งที่แอบยักยอกเงินจำนวนมากแล้วหนีหายไป...
พวกสมาชิกแก๊งจึงตามมาเก็บหนี้จากเธอแทน
ทว่าใครจะไปนึกว่าคุณนายฮาวเวิร์ดที่ดูบอบบางกลับคว้าปืนลูกซองจากในบ้านออกมาสู้ตาย ภายในเวลาเพียงชั่วโมงเดียว เธอปลิดชีพไปสี่ศพ บาดเจ็บสาหัสหนึ่ง และบาดเจ็บเล็กน้อยอีกสอง
จากนั้นเธอก็ทำข้อตกลงกับหัวหน้าแก๊งว่าจะไปตามตัวสามีที่หนีไปกลับมาด้วยตัวเอง
ไม่มีใครรู้ว่าเธอทำได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ว่าเธอไปฝึกปรือวิชาแม่นปืนมาจากไหน
"ดูเว่ย ฉันเห็นแกเดินเข้าไปนะเจ้าหนู อย่าคิดจะมุดหัวซ่อนเชียว รีบเอาค่าเช่าออกมาให้ไว ไม่อย่างนั้นปืนลูกซองในมือฉันมันจะขอคุยกับแกเอง"
เมื่อเห็นว่าไม่มีเสียงตอบรับ คุณนายฮาวเวิร์ดก็ยิ่งเคาะประตูแรงขึ้นพร้อมกับส่งเสียงข่มขู่
ดูเว่ยได้ยินดังนั้นก็รีบสวมเสื้อผ้าแล้วเปิดประตูออกไป ที่นี่คือที่ซุกหัวนอนแห่งสุดท้ายของเขา เขาไม่อยากให้มันพังพินาศไป
ไม่ใช่ว่าเขาหวาดกลัวคุณนายฮาวเวิร์ด แต่เขามีความเคารพต่อเธอต่างหาก หลังจากที่พ่อแม่ของเขาถูกยิงเสียชีวิต ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตของดูเว่ย ก็ได้คุณนายฮาวเวิร์ดนี่แหละที่หยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ มิเช่นนั้นดูเว่ยคงตายในเฮลส์คิทเชนไปนานแล้ว ดังนั้นคุณนายฮาวเวิร์ดจึงเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณคนแรกที่เขาได้พบเจอ
"คุณนายฮาวเวิร์ด มาแล้วครับ ผมกำลังเตรียมเงินค่าเช่าให้คุณอยู่พอดีเลย"
เขากล่าวพลางยื่นเงินในมือให้
เขารื้อค้นทุกซอกทุกมุมในห้องและนำมารวมกับเงินที่ได้มาอย่างไม่คาดฝันในวันนี้ ทั้งเหรียญทั้งแบงก์ปนกันมั่วไปหมดจนพอถูไถเป็นค่าเช่าได้
คุณนายฮาวเวิร์ดรับเงินที่กระจัดกระจายนั้นไปอย่างไม่เกรงใจและนับอย่างละเอียดต่อหน้าเขา เมื่อยืนยันจนมั่นใจแล้วเธอจึงเก็บเงินไป เธอรู้ดีว่าเจ้าเด็กคนนี้คือจอมกะล่อนชื่อดังแห่งเฮลส์คิทเชน
"แกบาดเจ็บเหรอ?"
คุณนายฮาวเวิร์ดเอ่ยถามขึ้นทันทีหลังจากเก็บเงินเข้ากระเป๋าใต้ผ้ากันเปื้อน ในความทรงจำของเธอ ดูเว่ยไม่ค่อยจะบาดเจ็บให้เห็นบ่อยนัก
"เอ่อ... เจอพวกตึงๆ นิดหน่อยครับ แต่จัดการเรียบร้อยแล้ว"
ดูเว่ยหน้าแดงเรื่อขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เขาทำใจพูดออกไปไม่ได้จริงๆ ว่าถูกแฟนหนุ่มของชาวบ้านจับได้ตอนกำลังจีบจนโดนอัดน่วมมา
คุณนายฮาวเวิร์ดหยิบวัตถุคล้ายขวดแก้วออกมาจากใต้ผ้ากันเปื้อนแล้วโยนให้ดูเว่ย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ดูเว่ยรับไว้ตามสัญชาตญาณ มันคือขวดโหลใส่น้ำมันแก้ฟกช้ำนั่นเอง
ความรู้สึกอบอุ่นจางๆ ก่อตัวขึ้นในใจ แสงสว่างเพียงเล็กน้อยนี้เองที่ทำให้ดูเว่ยยังไม่ถลำลึกกลายเป็นเดนมนุษย์ของแก๊งอันธพาลไปเสียหมด
แต่แล้วเขาก็กลับมากังวลเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง เงินที่อุตส่าห์ "หา" มาได้ในวันนี้มลายหายวับไปในชั่วพริบตา
ขณะที่ดูเว่ยกำลังครุ่นคิดว่าจะไปหาลาภลอยจากที่ไหนดี สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นไพ่สำรับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะกาแฟ
นั่นคือไอเทมเวทมนตร์ที่เขาต้มตุ๋นมาจากเจ้าแห่งไพ่ ทวิสเต็ด เฟต
เขาควรจะใช้ไพ่พ็อกเกอร์เวทมนตร์นี่ไปลองเสี่ยงโชคที่กาสิโนแถวนี้อีกสักรอบดีไหมนะ?
ช่วงนี้จะไปถิ่นของพวกแก๊งรัสเซียไม่ได้เด็ดขาด... เขาไล่ชื่อสถานที่ต่างๆ ในหัว
เขาเคยไปที่นั่นเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนั้นดูเว่ยแทบไม่มีเงินซื้อบุหรี่ เขาเลยต้องยอมเสี่ยงดวงเข้าไปในกาสิโน แล้วใช้ไพ่พ็อกเกอร์เวทมนตร์ในมือสลับเอาไพ่ที่พวกแก๊งรัสเซียเตรียมไว้ไพ่ออกมา เขาเผลอตัวไปหน่อย แค่ช่วงบ่ายวันเดียวเขาก็โกยเงินไปหลายหมื่นดอลลาร์ จนลืมกฎที่ว่า "ให้เจ็ดเอาสาม" ไปเสียสนิท
หากไพ่เวทมนตร์ที่เขาหลอกมาจากทวิสเต็ด เฟต ไม่ขลังจริง และถ้าพวกมันจับได้ว่าเขาโกง เขาคงถูกกระสุนอาร์ก้า-สี่สิบเจ็ดเป่าจนพรุนไปตั้งแต่อยู่ที่นั่นแล้ว
แต่ตอนนี้เขาคงอยู่ในบัญชีดำของพวกมันแล้วล่ะ ในขณะที่ดูเว่ยกำลังตัดสินใจจะไปลองดีที่กาสิโนอื่น...
ทันใดนั้น มวลอากาศภายในสำนักงานก็เกิดการบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด มันคือพลังจากประตูมิติ แต่กลับไม่มีใครปรากฏตัวออกมา ดูเว่ยสัมผัสได้ว่าอาคมป้องกันในห้องนั่งเล่นของเขาถูกแตะต้องเบาๆ
"จอมเวทคนนี้มารยาทดีใช้ได้เลยแฮะ"
ดูเว่ยสลายเวทมนตร์โจมตีที่รวบรวมไว้ในมือตามสัญชาตญาณ
การแตะต้องอาคมที่ผู้อื่นวางไว้เบาๆ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหมู่จอมเวท เปรียบเสมือนการเคาะประตูก่อนเข้าบ้าน
หลังจากที่เขาตอบรับคำขอเข้าพบของผู้มาเยือน...
วงแสงจักรวงกลมที่คุ้นเคยก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า มันคือประตูมิติที่เป็นเอกลักษณ์ของสำนักแห่งอาศรมที่พำนัก ดูเว่ยใบหน้าเคร่งขรึมลงทันที
ท่ามกลางเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมนอกประตูมิตินั้น หญิงสาวศีรษะโล้นคนหนึ่งก้าวออกมา เธอสวมชุดนักบวชสีเหลืองดินและมีรูปลักษณ์ที่ดูเคร่งขรึม เธอดูเหมือนคนอายุเพียงสามสิบเศษ แต่ดวงตากลับให้ความรู้สึกเหมือนผ่านร้อนผ่านหนาวมานับหมื่นปี ราวกับว่าเพียงแค่จ้องมองก็สามารถเห็นวังวนแห่งกาลเวลาภายในนั้นได้ ซึ่งดูขัดกับรูปลักษณ์ที่เยาว์วัยอย่างสิ้นเชิง
"มหาจอมเวทเอนเชี่ยนวัน? เหตุใดผู้สูงส่งเช่นท่านถึงยอมลดตัวมาเยือนสถานที่ต่ำต้อยของผมกันล่ะครับ? ไม่กลัวเท้าจะเปื้อนดินบ้างเหรอ?"
ดูเว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน