- หน้าแรก
- เนตรจุติสะเทือนโลกนินจา
- บทที่ 3 - คืนชีพสัมภเวสีตัวเอง
บทที่ 3 - คืนชีพสัมภเวสีตัวเอง
บทที่ 3 - คืนชีพสัมภเวสีตัวเอง
บทที่ 3 - คืนชีพสัมภเวสีตัวเอง
"ฉันก็นึกว่าฮาเนะคุงจะใช้วิธีอื่นในการจัดการกับอักขระปักษาในกรงเสียอีก"
ผู้มาเยือนเอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม
"ท่านโอโรจิมารุ วิชาพรรค์นั้นน่ะ ต่อให้เป็นท่านหรือผมก็คงไม่มีใครอยากเสียเวลามานั่งศึกษาหรอกครับ โยนภาระให้คนอื่นไปปวดหัวหาทางแก้เองไม่ดีกว่าหรือครับ"
ฮาเนะไม่ได้มีท่าทีแปลกใจกับการปรากฏตัวของโอโรจิมารุ เขายังคงจดจ่ออยู่กับการค่อยๆ บรรจงควักเนตรสีขาวของฮิซาโนบุออกมาอย่างเบามือ
ห้องทดลองใต้ดินแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใกล้กับค่ายบัญชาการใหญ่ของโคโนฮะ ซึ่งลำพังตัวเขาในตอนนี้ไม่มีปัญญาสร้างสถานที่แบบนี้ขึ้นมาได้แน่
เจ้าของที่แท้จริงก็คือโอโรจิมารุนี่แหละ
"ฉันไม่ค่อยสนใจเรื่องการถอนอักขระให้คนอื่นเท่าไหร่นักหรอก แต่ถ้าเป็นการถอนอักขระให้ฮาเนะคุงล่ะก็ ฉันสนใจมากทีเดียว"
"นี่ท่านโอโรจิมารุยังไม่ล้มเลิกความคิดที่จะควักข้อมูลจากสมองผมโดยตรงอีกหรือครับ"
"ก็คงไม่มีใครชอบเป็นฝ่ายนั่งรอรับข้อมูลอยู่เฉยๆ หรอกนะ"
โอโรจิมารุเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าเตียงทดลอง ดวงตาสีงูจ้องมองลูกตาตระกูลฮิวงะสองข้างที่ฮาเนะนำไปใส่ไว้ในขวดโหลแยกกัน เรียวลิ้นยาวแลบเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย
"เนตรสีขาวของตระกูลหลักเนี่ย ช่างเป็นวัตถุดิบชั้นยอดเสียจริง"
เมื่อได้ยินดังนั้น ฮาเนะก็หยิบขวดโหลใบหนึ่งยื่นให้โอโรจิมารุ อีกฝ่ายหรี่ตารับไปถือไว้ ก่อนจะล้วงคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมาส่งให้เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างรู้กัน
"นี่คือคาถาสัมภเวสีคืนชีพ เธอคงต้องใช้มันสำหรับแผนการขั้นต่อไปใช่ไหม"
ฮาเนะรับคัมภีร์มาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้
"เนตรสีขาวก็เหมือนกับเนตรวงแหวน มันสามารถวิวัฒนาการไปสู่อีกขั้นได้ เงื่อนไขก็คือต้องผสานเข้ากับเนตรสีขาวของสายเลือดโอซึซึกิบนดวงจันทร์ แต่ทว่า... พวกเราคงทำไม่ได้หรอกครับ"
โอโรจิมารุพยักหน้าอย่างพึงพอใจเมื่อได้ยินความลับสุดยอดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง
สำหรับเขาแล้ว ขอแค่มีเบาะแสหรือจุดประกายความคิดเพียงเล็กน้อย เขาก็สามารถต่อยอดสร้างผลงานวิจัยชิ้นโบแดงออกมาได้มากมาย
แต่คำพูดที่ว่า 'ทำไม่ได้' ของฮาเนะ กลับทำให้เขาต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
"ทำไม่ได้งั้นหรือ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้เห็นฮาเนะคุงพูดจาถอดใจแบบนี้"
"ถ้าไม่มีพลังระดับเทพเจ้าแห่งนินจา ก็เลิกฝันไปได้เลยครับ"
ฮาเนะส่ายหน้าปฏิเสธ โดยไม่ใส่ใจกับคำพูดหยอกล้อของโอโรจิมารุ
ตามที่โทเนริเคยกล่าวไว้ การจะวิวัฒนาการเนตรสีขาวให้กลายเป็นเนตรจุติได้นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาสายเลือดของโอซึซึกิบนดวงจันทร์
แต่มันไม่ใช่ของที่จะหามาครอบครองได้ง่ายๆ
พวกโอซึซึกิบนดวงจันทร์นั้นแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่พลังส่วนบุคคล แต่เป็นเพราะพวกเขามีเนตรจุติขนาดยักษ์คอยหนุนหลังต่างหาก
หากบุ่มบ่ามเปิดศึก ดีไม่ดีพวกนั้นอาจจะใช้เนตรจุติยักษ์บังคับให้ดวงจันทร์ทั้งดวงร่วงลงมาถล่มโลกนินจาจนพินาศย่อยยับ เรื่องนี้คงต้องวางแผนกันยาวๆ
"ฉันชักจะสงสัยเสียแล้วสิว่า ฮาเนะคุงไปเอาข่าวกรองลึกซึ้งขนาดนี้มาจากไหนกัน ก่อนหน้านี้ฉันเคยใช้คาถาสัมภเวสีคืนชีพปลุกคนของตระกูลหลักขึ้นมาคนหนึ่ง หมอนั่นรู้แค่ว่าบนดวงจันทร์มีญาติห่างๆ ของตระกูลฮิวงะอาศัยอยู่ และพวกนั้นกำลังจ้องจะชิงเนตรสีขาวไปเท่านั้นเอง ไม่เห็นรู้เรื่องการวิวัฒนาการดวงตาอะไรนี่เลย"
โอโรจิมารุเอ่ยขึ้นอย่างมีนัยยะแฝง ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่ดวงตาในขวดโหล
เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาเดินเข้ามาเสนอตัวขอรับคำชี้แนะจากเขาตั้งแต่อายุสิบสองปี โดยใช้ความลับของตระกูลอุจิวะและตระกูลเซนจูเป็นข้อแลกเปลี่ยน
ในตอนนั้น เขาเกือบจะล้มเลิกการทดลองคาถาไม้ไปแล้ว แต่ข้อมูลของเด็กคนนี้ก็ทำให้เขาจุดประกายความหวังขึ้นมาใหม่
ตระกูลอุจิวะและตระกูลเซนจูต่างก็เป็นผู้สืบสายเลือดมาจากเซียนหกวิถี พลังของพวกเขามีรากฐานเดียวกันและสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ข้อมูลนี้ทำให้การทดลองของเขาก้าวกระโดดไปอย่างมหาศาล ถึงขั้นสามารถสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาได้สำเร็จตัวหนึ่ง
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาสนใจมากกว่าความลับที่ได้รับมา ก็คือตัวตนอันแสนพิเศษของเด็กหนุ่มคนนี้นี่แหละ
"ด้วยความแข็งแกร่งของเธอในตอนนี้ เธอสามารถปกป้องตัวเองได้สบายๆ แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องคงคาถาทำลายตัวเองไว้ตลอดเวลาเลยนี่นา มันอันตรายจะตายไป" โอโรจิมารุกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เมื่อตอนอายุสิบสองปี พลังของฮาเนะยังห่างไกลจากตอนนี้มากนัก ช่องว่างระหว่างความแข็งแกร่งของพวกเขาราวกับฟ้ากับเหว
หากฮาเนะไม่ได้ฝังคาถาทำลายตัวเองไว้ในสมอง ซึ่งคาถานี้จะทำงานทันทีที่มีจักระแปลกปลอมรุกล้ำเข้าไป มันจะระเบิดดวงตาทิ้งและกระตุ้นอักขระปักษาในกรงให้ทำลายเส้นประสาทและความทรงจำทั้งหมดจนป่นปี้... เขาคงจับเด็กคนนี้มาควักความทรงจำออกมาดูตั้งนานแล้ว
ส่วนเรื่องที่จะฆ่าฮาเนะทิ้งแล้วค่อยใช้คาถาสัมภเวสีคืนชีพปลุกขึ้นมาถามข้อมูล... แบบนั้นมันน่าเสียดายของแย่
เด็กคนนี้คือสุดยอดอัจฉริยะที่ตระกูลฮิวงะเคยมีมา!
ดูได้จากระยะการมองเห็นของเนตรสีขาวที่ไกลกว่าคนในตระกูลทั่วไปถึงสองเท่า แค่นี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเขาคือร่างทดลองที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับการศึกษาพลังของตระกูลฮิวงะ
"การต้องอยู่ร่วมห้องกับท่าน ทำให้ผมรู้สึกกดดันไม่น้อยเลยล่ะครับ"
ฮาเนะตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ทว่ามือที่กำลังเปิดดูคัมภีร์คาถาสัมภเวสีคืนชีพกลับค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ร่างกายเกร็งเขม็งเตรียมพร้อมรับมือ
โอโรจิมารุมีลูกไม้แพรวพราว แม้ว่าข้อมูลที่เขามีจะทำให้อีกฝ่ายยังไม่กล้าลงมือในตอนนี้ และเขาก็ยังมีไพ่ตายไว้ป้องกันตัวอีกใบ แต่เขาก็จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
"ฉันไม่ลงมือกับเพื่อนร่วมงานหรอกน่า" โอโรจิมารุหัวเราะเบาๆ อย่างจนใจ
'วันนี้ตอนที่ผมลงมือ ท่านก็ไม่ได้ห้ามเลยสักนิด แถมเพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวเนตรวงแหวน ท่านถึงกับยอมแลกเปลี่ยนพื้นที่รับผิดชอบกับจิไรยะด้วยซ้ำ ปากบอกไม่ทำร้ายเพื่อนร่วมงาน ใครจะไปเชื่อลง'
ฮาเนะแอบค่อนขอดในใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม "ท่านโอโรจิมารุครับ มีเครื่องสังเวยสำหรับคาถาสัมภเวสีไหมครับ"
โอโรจิมารุหยิบคัมภีร์ม้วนหนึ่งออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก เขาคลายผนึกปล่อยร่างนินจาแคว้นหมอกที่จับเป็นมาได้ร่วงลงกับพื้น โดยไม่แยแสเลยว่าฮาเนะกำลังจะทดสอบประสิทธิภาพของคาถาที่เขาเพิ่งมอบให้
คาถาสัมภเวสีคืนชีพของโฮคาเงะรุ่นที่สองยังเป็นแค่คาถาที่ยังไม่สมบูรณ์ นินจาที่ถูกเรียกกลับมาจะมีพลังอ่อนด้อยกว่าตอนที่มีชีวิตอยู่มาก จึงไม่เป็นภัยคุกคามสำหรับเขา
และเขาก็มีแนวทางในการพัฒนาคาถานี้ให้สมบูรณ์แบบอยู่ในใจแล้ว การนำมันมาใช้เป็นของแลกเปลี่ยนจึงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลใจเลยแม้แต่น้อย
"เธอมีข้อมูลส่วนตัวของนินจาคนไหนบ้างไหม หรือว่าจะใช้ศพของคนจากตระกูลหลักคนนี้เป็นตัวทดลองดี"
ฮาเนะไม่ตอบคำถามนั้น ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงนของโอโรจิมารุ เขาจัดการวาดอักขระคาถาสัมภเวสีลงบนคัมภีร์เปล่า จากนั้นก็กรีดฝ่ามือตัวเองแล้วประทับเลือดลงไปเพื่อใช้เป็นสื่อกลางข้อมูล
"คาถาอัญเชิญ สัมภเวสีคืนชีพ!"
ฮาเนะประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง ดวงตาจับจ้องไปยังเศษกระดาษสีเทาหม่นที่ค่อยๆ เข้าปกคลุมร่างของนินจาแคว้นหมอก ก่อนที่ร่างนั้นจะแปรเปลี่ยนรูปทรงกลายเป็นเด็กทารกตัวน้อยที่ดูราวกับเพิ่งลืมตาดูโลก เขาพึมพำกับตัวเองในใจ
'เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ การข้ามมิติมาเกิดใหม่ ก็คือการแย่งชิงตัวตนและชีวิตของคนอื่นมาตั้งแต่ต้น ส่วนไอ้คำพูดสวยหรูอย่างการกลับชาติมาเกิด การเกิดใหม่ หรือการหลอมรวมวิญญาณกับเจ้าของร่างเดิม มันก็เป็นแค่คำหลอกลวงที่สร้างขึ้นมาเพื่อปลอบประโลมใจตัวเองเท่านั้นแหละ'
สำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเลยแฮะ
รอยยิ้มสนุกสนานบนใบหน้าของโอโรจิมารุจางหายไป แทนที่ด้วยความเคร่งเครียด
ใช้เลือดของตัวเอง แต่อัญเชิญคนอื่นออกมาได้งั้นหรือ ฮาเนะก็เป็นผู้ใช้คาถาย้ายร่างเหมือนกับคาถาย้ายร่างสลับวิญญาณของเขาหรือนี่
"เธอนี่มีเรื่องมาเซอร์ไพรส์ฉันได้ตลอดเลยนะ ฮาเนะคุง"
ฮาเนะคลายคาถาสัมภเวสีคืนชีพ ปลดปล่อยดวงวิญญาณดวงน้อยที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาให้กลับคืนสู่ดินแดนบริสุทธิ์ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
"ท่านโอโรจิมารุครับ ดูเหมือนความร่วมมือของเราจะยังดำเนินต่อไปได้อีกยาวไกลเลยนะครับ เพราะถ้าผมตายไป คาถาสัมภเวสีคืนชีพก็คงไร้ประโยชน์"
"ก็คงจะเป็นอย่างนั้นแหละ"
โอโรจิมารุปรับสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็นตามเดิม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสนใจ "นินจาตระกูลสาขาที่ถูกส่งมาแนวรบแคว้นหมอกในครั้งนี้มีอยู่ไม่น้อยเลยนะ เธอต้องการให้ใครเสียสละดีล่ะ อยากให้ฉันช่วยไหม"
"ให้พวกเขาตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองก็แล้วกันครับ"
ฮาเนะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "คนบางคนคุกเข่าก้มหัวมานานเกินไปจนลืมไปแล้วว่าจะยืนหยัดขึ้นมาได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ปล่อยให้พวกเขาก้มหัวต่อไปตลอดกาลเถอะครับ"
อย่างที่เขาได้บอกกับฮิซาโนบุไปนั่นแหละ โดยส่วนตัวแล้วเขาไม่ได้มีความแค้นเคืองจนถึงขั้นอยากจะกวาดล้างตระกูลหลัก แต่การเปลี่ยนแปลงเพื่อถอนรากถอนโคนอักขระปักษาในกรง ย่อมต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคนของตระกูลหลักจะทนรับแรงกระแทกไหวหรือไม่
...
ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นเป็นต้นมา ข่าวลือที่ว่ามีนินจาตระกูลฮิวงะบางคนปะทะกับศัตรูแล้วจู่ๆ ก็ล้มลงขาดใจตายอย่างปริศนา ก็แพร่สะพัดไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว พร้อมกับข้อสันนิษฐานที่ว่าแคว้นหมอกอาจจะล่วงรู้วิธีควบคุมอักขระปักษาในกรงแล้ว
โอโรจิมารุในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดประจำแนวรบแคว้นหมอก จึงออกคำสั่งเด็ดขาดทันที
— ให้นินจาตระกูลฮิวงะทุกคนถอนกำลังกลับหมู่บ้านโคโนฮะเดี๋ยวนี้
และแน่นอนว่า ฮิวงะ ฮาเนะ ก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องเดินทางกลับเช่นกัน
[จบแล้ว]