เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56 ท่านพ่อ ข้าจะไปพบเขาเอง

บทที่ 56 ท่านพ่อ ข้าจะไปพบเขาเอง

บทที่ 56 ท่านพ่อ ข้าจะไปพบเขาเอง


บทที่ 56 ท่านพ่อ ข้าจะไปพบเขาเอง

นี่คือการผูกความแค้นที่ไม่มีวันตายดีต่อกัน!

นับจากนี้ไป ไม่ตระกูลเจิ้งสิ้นสูญ ก็ต้องเป็นฉู่อ๋องที่ต้องตกตาย

เจิ้งเหรินจีไม่คิดว่าตระกูลเจิ้งในปัจจุบัน จะเป็นคู่ต่อสู้ของมหาจักรวรรดิต้าถังที่กำลังรุ่งโรจน์ หรือจะเป็นคู่ต่อกรของฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยที่กำลังเรืองอำนาจได้

"ลูกรัก เจ้าคิดว่าพ่อควรทำเช่นไรดี?" เจิ้งเหรินจีทอดถอนหายใจอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบุตรสาว เขาคิดหาทางออกไม่ได้ จึงต้องฝากความหวังไว้กับบุตรสาวผู้ชาญฉลาดที่สุดผู้นี้

เจิ้งลี่หว่านเยือกเย็นกว่าเจิ้งเหรินจีมาก นางมองดูบิดาของตน เพียงชั่วพริบตาเมื่อครู่ ก็ทำให้บิดาที่อายุเพียงสามสิบกว่าปีผู้นี้ ดูแก่ลงไปหลายปีในทันที

"ท่านพ่อ ก็ต้องดูว่าท่านเตรียมจะเลือกข้างตระกูลหลัก หรือเลือกข้างฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยแล้วล่ะเจ้าค่ะ" เจิ้งลี่หว่านถอนหายใจ "ยามนี้คิดจะวางตัวเป็นกลาง เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว"

เจิ้งเหรินจีขมวดคิ้วถาม "หากเลือกข้างตระกูลหลักจะเป็นเช่นไร และหากเลือกข้างฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยจะเป็นเช่นไร?"

เจิ้งลี่หว่านกล่าวเสียงเบา "ดูจากสถานการณ์ภายนอกในตอนนี้ โอกาสชนะของตระกูลหลักมีมากกว่าเจ้าค่ะ"

เจิ้งเหรินจีร้อง "หืม?" เบาๆ ด้วยสีหน้าฉงน

นี่ไม่เหมือนกับที่เขาคาดการณ์ไว้ เขาคิดว่าโอกาสชนะของฉู่อ๋องน่าจะสูงกว่าเสียอีก

เจิ้งลี่หว่านถอนหายใจ "ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยไม่ได้ล่วงเกินแค่ตระกูลเจิ้งตระกูลเดียวนะเจ้าคะ นโยบายเกี่ยวกับพ่อค้าวานิชที่พระองค์ทรงหารือกับฝ่าบาทนั้น เป็นการล่วงเกินตระกูลขุนนางใหญ่โตทั้งหมดทั่วทั้งแผ่นดิน"

"พวกตระกูลใหญ่โตเหล่านี้ ล้วนต้องอาศัยการกุมบังเหียนกลุ่มพ่อค้าวานิชไว้ในมือ จึงจะสามารถหล่อเลี้ยงตระกูลได้ มิเช่นนั้น ลำพังแค่ที่นาชั้นดีไม่กี่ร้อยหมู่ จะเลี้ยงดูคนหลักพันหลักหมื่นได้อย่างไร?"

"แต่ตอนนี้เพียงแค่ทั้งสองพระองค์ขยับริมฝีปาก ก็จะขูดรีดผลกำไรไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว"

"แถมพวกเขายังหาเหตุผลใดมาปฏิเสธหรือบ่ายเบี่ยงไม่ได้เลยด้วย"

"ฝ่าบาททรงมาจากตระกูลหลี่แห่งหลงซี พวกเขาแตะต้องไม่ได้ แต่ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยมีภูมิหลังเป็นเพียงพ่อค้า ท่านพ่อคิดว่าพวกเขาจะจัดการกับฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยอย่างไรล่ะเจ้าคะ?"

"พวกเขาไม่จำเป็นต้องลงมือกับต้าถัง และไม่จำเป็นต้องลงมือกับฝ่าบาท เพียงแค่จัดการกับฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยก็พอแล้ว"

เจิ้งเหรินจียกมือขึ้นเคาะโต๊ะเบาๆ "เช่นนั้นพวกเราก็ควรเลือกข้างตระกูลหลักสินะ?"

เจิ้งลี่หว่านส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด "ไม่เจ้าค่ะ พวกเราควรเลือกข้างฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ย"

เจิ้งเหรินจีเริ่มกลับมางุนงงอีกครั้ง "ลูกรัก เจ้าเพิ่งจะบอกเองนี่ว่าโอกาสชนะของตระกูลหลักมีมากกว่า?"

เจิ้งลี่หว่านขมวดคิ้ว เงยหน้ามองดวงจันทร์นอกหน้าต่าง "เพราะเหตุนี้แหละเจ้าค่ะ... ข้าถึงได้ไม่ค่อยเข้าใจ"

"ว่าเหตุใดฝ่าบาทจึงทรงเห็นชอบกับนโยบายเช่นนี้"

"การลงมือกับตระกูลขุนนางใหญ่โต ไม่ใช่ทางเลือกที่ผู้เป็นฮ่องเต้ควรจะทำ..."

"ต่อให้เป็นในยุคเว่ยจิ้น... ก็เพียงแค่นำเสนอระบบเก้าปิ่นจงเจิ้ง (ระบบประเมินคัดเลือกขุนนางเก้าขั้น) แต่ก็ยังไม่กล้ายื่นมือเข้าไปแย่งชิงผลประโยชน์ของตระกูลใหญ่โตเลย นี่มันบุ่มบ่ามเกินไปแล้ว"

เจิ้งลี่หว่านเดินไปที่ริมหน้าต่าง ท่าทีลังเลเล็กน้อย

"หากเป็นคนทั่วไป ต่อให้เป็นฝ่าบาท หากต้องไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตระกูลใหญ่โต ข้าก็จะให้ท่านพ่อเลือกยืนข้างตระกูลหลักอย่างไม่ลังเลเลยเจ้าค่ะ"

"แต่สำหรับฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยผู้นี้... ลูกดูไม่ออกจริงๆ"

"ข้าให้คนไปสืบดูแล้ว พระองค์ปรากฏตัวในนครฉางอันอย่างกะทันหัน เปิดหรูอี้ซูเปอร์มาร์เก็ตได้เพียงเดือนกว่าๆ ก็กลายเป็นฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยแห่งต้าถังไปแล้ว"

"คนเช่นนี้ คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ไม่อาจใช้ตรรกะทั่วไปมาประเมินได้"

"การที่เขามีความมั่นใจที่จะไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบรรดาตระกูลขุนนางใหญ่โต ย่อมต้องมั่นใจว่าจะสามารถถอนกระดูกแข็งชิ้นนี้ที่ทิ่มแทงหัวใจของต้าถังออกไปได้แน่"

เจิ้งเหรินจีกล่าวเสียงเบา "เช่นนั้นพ่อก็ควรเลือกข้างฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยรึ?"

เจิ้งลี่หว่านไม่เอ่ยสิ่งใด นางกำลังครุ่นคิด

ผ่านไปครู่ใหญ่ นางก็หันกลับมาพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่เจ้าค่ะ สายของพวกเราควรจะไปยืนอยู่เบื้องหลังฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ย แต่คนที่ออกหน้าต้องไม่ใช่ท่านพ่อ"

เจิ้งเหรินจีถามอย่างสงสัย "หืม?"

น้ำเสียงของเจิ้งลี่หว่านช่างเยือกเย็นไร้ความปรานี "ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยสามารถเป็นศัตรูกับตระกูลใหญ่โตได้ แต่ท่านพ่อทำไม่ได้เจ้าค่ะ"

"หากพรุ่งนี้ท่านพ่อไปพบฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ย ไม่ทันตกเย็น ศีรษะของคนในครอบครัวเรา คงถูกนำมาแขวนประจานไว้ในห้องเป็นแน่"

เจิ้งเหรินจีอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน

เจิ้งลี่หว่านเอ่ยเสียงเบา "พรุ่งนี้ลูกจะไปเข้าเฝ้าฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยด้วยตัวเอง แล้วให้เสี่ยวปี้ตามข้าไปด้วย"

เสี่ยวปี้ที่นางพูดถึง

คือน้องชายแท้ๆ ของนาง

และเป็นบุตรชายคนเล็กของเจิ้งเหรินจี นามว่า เจิ้งปี้

ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบสามปี...

เจิ้งเหรินจีขมวดคิ้วกล่าว "เจ้าไปคนเดียวก็พอแล้ว เจ้าทำงานพ่อวางใจที่สุด แต่เหตุใดต้องให้ปี้เอ๋อร์ตามไปด้วยเล่า นี่มันหมายความว่าอย่างไร?"

น้ำเสียงของเจิ้งลี่หว่านเด็ดเดี่ยว "ให้เสี่ยวปี้ฝากตัวเป็นศิษย์ของฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยเจ้าค่ะ"

พูดจบ นางก็ถอนหายใจ "ข้าผิดเองที่เกิดมาเป็นหญิง ไม่อาจแบ่งเบาภาระให้ท่านพ่อได้ หนำซ้ำยังต้องดึงเสี่ยวปี้เข้ามาพัวพัน... หากข้าเป็นชาย เรื่องพรรค์นี้ข้าจะเป็นคนจัดการเองทั้งหมด"

เจิ้งเหรินจีส่ายหน้า ไม่พูดอะไร

เขาเชื่อมั่นในตัวบุตรสาว

อันที่จริง นับตั้งแต่ราชวงศ์สุยล่มสลาย ต้าถังสถาปนา หลี่ซื่อหมินชิงอำนาจขึ้นครองราชย์...

การที่เขามาถึงจุดนี้ และยังสามารถเป็นขุนนางขั้นหกของราชวงศ์หลี่ถังได้นั้น ส่วนใหญ่ก็พึ่งพาการตัดสินใจของบุตรสาวผู้นี้ทั้งสิ้น

เจิ้งเหรินจีกลัดกลุ้มใจยิ่งนัก

เจิ้งเฉียนเองก็กลัดกลุ้มใจไม่แพ้กัน

เขานั่งอยู่ตรงข้ามโหวจวินจี๋ จ้องมองรายงานลับบนโต๊ะ คิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นปม

คิ้วของโหวจวินจี๋ก็ขมวดเป็นปมเช่นเดียวกัน

"แผนการทั้งสองทาง กลับไม่สำเร็จเลยสักอย่าง" เจิ้งเฉียนมองดูเนื้อหาบนกระดาษเหลืองตัวอักษรดำอย่างไม่อยากจะเชื่อ

นักฆ่าเดนตายของเขา ฟูมฟักฝึกฝนมาอย่างยากลำบากหลายปี

สังหารคนมานับสิบ

ไม่เคยพลาดเป้าแม้แต่ครั้งเดียว ลงมือสะอาดหมดจดเสมอมา

ทว่าคราวนี้กลับพลาดท่า ไม่เพียงพลาดท่า แต่ยังหนีไม่พ้น ถูกบีบให้ต้องกินยาพิษปลิดชีพตนเอง

แผนการทำลายชื่อเสียงก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า

กลับกลายเป็นว่าไปช่วยเพิ่มพูนบารมีของหลินเซินในนครฉางอันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก

โหวจวินจี๋เอ่ยถาม "ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี หรือคืนนี้ข้าจะส่งคนไปลอบเผาร้านของมันดีไหม?"

เจิ้งเฉียนส่ายหน้า "ไม่เหมาะสม วิธีการแบบนี้ใช้ครั้งเดียวก็พอแล้ว..."

"หากใช้เป็นครั้งที่สอง อย่าว่าแต่ไอ้โจรชั่วหลินเซินมันจะทนได้หรือไม่เลย หลี่ซื่อหมินนั่นแหละที่จะทนไม่ได้เป็นคนแรก"

"เขาเป็นถึงฮ่องเต้ อย่างไรเสียก็ต้องไว้หน้าเขาบ้าง"

เจิ้งเฉียนลุกขึ้นยืน ถอนหายใจพลางประสานมือคารวะโหวจวินจี๋ "พี่จวินจี๋ นครฉางอันแห่งนี้ข้าคงอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว คืนนี้ข้าต้องรีบเดินทางออกจากเมือง เพื่อกลับไปยังตระกูลหลัก"

โหวจวินจี๋กัดฟันแน่น เอ่ยเสียงเย็น "เช่นนั้นตอนนี้พวกเราก็ต้องทนดูไอ้เด็กเมื่อวานซืนหลินเซินนั่น เดินกร่างวางก้ามไปมางั้นรึ?"

เจิ้งเฉียนกล่าวเสียงเบา "อดทนเรื่องเล็กน้อยไม่ได้ จะเสียการใหญ่ ในนครฉางอันแห่งนี้คงจัดการเขาไม่ได้แล้ว"

"ทว่าเขาเป็นถึงฉู่อ๋อง ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องยื่นมือเข้าไปจัดการในแคว้นฉู่"

"ตระกูลเจิ้งของเรา ไม่สิ บรรดาตระกูลขุนนางใหญ่โตของพวกเรา จะรอเขาอยู่ที่นั่น!"

พูดจบ เจิ้งเฉียนก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "ท่านเป็นถึงลู่อิตกง และเป็นรองเสนาบดีกรมกลาโหม ส่วนเขาเป็นฉู่อ๋อง ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องซ่องสุมกองกำลังส่วนตัว ย่อมต้องผ่านมือท่านอย่างแน่นอน..."

"ท่านย่อมเข้าใจดี"

โหวจวินจี๋พยักหน้า แสยะยิ้มอำมหิต "หากข้าปล่อยให้มันรับทหารดีๆ เข้าไปได้แม้แต่คนเดียว ข้าจะยอมตัดหัวตัวเองมาให้ท่านใช้เป็นจอกเหล้าเลย!"

เจิ้งเฉียนโบกมือ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินออกจากจวนลู่อิตกงไปอย่างไม่ลังเล

จากไปอย่างเร่งรีบ ถึงขนาดที่แค่ฝากคนไปส่งจดหมายให้เจิ้งเหรินจี โดยไม่ได้แวะไปบอกลาด้วยตนเอง

ณ หรูอี้ซูเปอร์มาร์เก็ต

เฉินซันตัวสั่นเทา มองดูหลินเซินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นระริก

จบบทที่ บทที่ 56 ท่านพ่อ ข้าจะไปพบเขาเอง

คัดลอกลิงก์แล้ว