- หน้าแรก
- เถ้าแก่ใหญ่ซูเปอร์มาร์เก็ตข้ามภพ
- บทที่ 44 ท่านพ่อ ข้าคิดว่าท่านช่างไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย
บทที่ 44 ท่านพ่อ ข้าคิดว่าท่านช่างไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย
บทที่ 44 ท่านพ่อ ข้าคิดว่าท่านช่างไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย
บทที่ 44 ท่านพ่อ ข้าคิดว่าท่านช่างไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย
ต้าถัง
คือศูนย์กลางของใต้หล้าในยามนี้ ต่อให้เป็นเพียงทาสในต้าถัง ก็ยังสูงส่งกว่าชาวปัวซือ หรือชาวถู่ฟานอย่างเทียบกันไม่ติด
หลินเซินหันกลับไปมองลึกซึ้งอีกครา ก่อนจะพาองค์หญิงฉางเล่อและคณะจากไป
เมื่อส่งเทพเจ้าองค์นี้จากไป ซื่อลิ่งก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก
โชคดีที่ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยเสด็จมาเพียงเพื่อจัดการเรื่องพรรค์นี้
ส่วนชาวต่างชาติพวกนั้นน่ะรึ? ถือว่าพวกมันมีบุญวาสนาแล้ว ที่ร้านค้าในมือไปเตะตาฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยเข้า
ซื่อลิ่งฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี เดินกลับไปยังกรมผิงจุ่นเพื่อเตรียมประสานงานกับจินอู๋เว่ยและปู้เหลียงเหริน
บ่ายวันนั้น
กองกำลังจินอู๋เว่ยกว่าร้อยนาย พร้อมด้วยกลุ่มปู้เหลียงเหรินถือดาบครบมือ บุกเข้าไปในร้านค้าเหล่านั้น และขับไล่ลูกค้าทั้งหมดออกมา
ชายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาผิดแผกไปจากชาวต้าถังเดินเข้ามา เขาส่งยิ้มประจบประแจงให้ขุนพลผู้เป็นหัวหน้า พลางเอ่ยด้วยภาษาฮั่นที่แปร่งหู "ใต้เท้าทุกท่าน นี่พวกท่านเตรียมจะทำสิ่งใดหรือขอรับ?"
ทหารจินอู๋เว่ยตีหน้าขรึม ไม่ไว้หน้าชาวทูเจวี๋ยผู้นี้แม้แต่น้อย "ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยทรงถูกใจร้านค้านี้ พวกเจ้ารีบเก็บข้าวของ แล้วเร่งย้ายออกไปถวายคืนให้ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยเสียเถิด"
รอยยิ้มบนใบหน้าของชาวทูเจวี๋ยแข็งค้างทันที
ทหารจินอู๋เว่ยล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงเงินออกมาหนึ่งถุง "นี่คือเงินสองร้อยตำลึง เป็นค่าซื้อร้านที่ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยประทานให้พวกเจ้า"
"ในสายตาข้า ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยทรงมีเมตตาธรรมกว้างขวางนัก... ยังไม่รีบคุกเข่าขอบพระทัยอีก"
ชาวทูเจวี๋ยสองมือสั่นเทา ไม่ยอมรับเงินเหล่านั้นในทันที เพียงแต่กัดฟันเอ่ยว่า "ใต้เท้า ทำเช่นนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือขอรับ..."
"ข้าทำมาค้าขายในต้าถังมาถึงสามปี ร้านแห่งนี้คืออู่ข้าวอู่น้ำของข้า ยามนี้เงินเพียงสองร้อยตำลึงก็จะมาปล้นมันไปรึ"
หากพิจารณาเพียงราคาที่ดินในตลาดตะวันตก ร้านค้าเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เงินถึงห้าร้อยตำลึงจึงจะซื้อหามาได้
ยิ่งไปกว่านั้น ร้านแห่งนี้ยังตั้งอยู่ใจกลางย่านที่พลุกพล่าน เปิดกิจการมาหลายปีจนรุ่งเรืองเกินควร ราคามีแต่จะสูงขึ้น ไม่มีทางลดลง เงินเพียงสองร้อยตำลึง เกรงว่าคงจ่ายได้แค่เศษเสี้ยวของราคาจริงเท่านั้น
ทหารจินอู๋เว่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาแผ่ซ่านด้วยความเย็นชา "พูดเช่นนี้ หมายความว่าเจ้าไม่ยอมขายรึ?"
"กรมผิงจุ่นอยู่ที่ใด ประตูหันไปทางทิศไหน เจ้าน่าจะรู้ดี"
"ที่ว่าการอำเภอฉางอันอยู่ที่ใด เจ้าก็ย่อมกระจ่างใจ"
"แต่ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับการตัดสินพระทัยของฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ย เช่นนั้นประตูเมืองหลวงก็เปิดกว้างรอให้เจ้าไปร้องเรียนได้เสมอ..."
ทุกครั้งที่ทหารจินอู๋เว่ยเอ่ยจบประโยค หัวใจของชาวทูเจวี๋ยก็เต้นระรัวแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ
เมื่อครู่นี้ความโลภเรื่องเงินทองครอบงำจิตใจ บัดนี้เขาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด...
ที่นี่คือต้าถัง!
คือนครฉางอัน!
ผู้ที่ปรารถนาร้านค้านี้ หาใช่ชาวต้าถังธรรมดาสามัญ ทว่าคือฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยองค์ปัจจุบัน
เขาทำธุรกิจใหญ่โตถึงเพียงนี้ รายได้ปีละนับหมื่นตำลึงเงิน... แต่กลับไม่อาจรับมือกับขุนนางขั้นเจ็ดของต้าถังอย่างซื่อลิ่งแห่งตลาดตะวันตกได้เลย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยผู้สูงส่งและทรงอำนาจผู้นั้น
เหงื่อเย็นเม็ดโป้งร่วงหล่นลงมาเป็นสาย ชาวทูเจวี๋ยถึงกับพูดไม่ออก
ทหารจินอู๋เว่ยมองเขาด้วยแววตากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง เอ่ยเสียงเบา "ตอนนี้เจ้าจะขายหรือไม่ขาย?"
ชาวทูเจวี๋ยกัดฟันตอบตกลง "ขาย! ข้าขาย!"
"แต่ของในร้านเหล่านี้ล้วนเป็นของข้า สิ่งเหล่านี้ขายไม่ได้!"
ทหารจินอู๋เว่ยแค่นหัวเราะ "ของกระจอกงอกง่อยของเจ้า ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยมิได้ทรงชายพระเนตรแลหรอก ในพระหัตถ์ของพระองค์มีของล้ำค่าอยู่มากมาย สินค้าของพวกคนเถื่อนยังริอาจนำมาเทียบกับฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยรึ?"
ชาวทูเจวี๋ยไม่ได้ตอบโต้ ทำเพียงก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของ แล้วขนสินค้าเหล่านั้นหนีหายไปจากตลาดตะวันตกอย่างเงียบๆ
ร้านค้าอีกสามแห่งที่อยู่ข้างๆ ก็มีจุดจบที่คล้ายคลึงกัน
มีผู้คนมามุงดูความวุ่นวายมากมาย ทว่าไม่มีผู้ใดรู้สึกเห็นใจคนทั้งสี่เลยแม้แต่น้อย และไม่มีใครสักคนเดียวที่คิดว่าสิ่งที่หลินเซินทำนั้นไม่ถูกต้อง
เมื่อไล่คนเหล่านั้นไปแล้ว ทหารจินอู๋เว่ยก็ประสานมือคารวะชาวต้าถังที่มามุงดู พลางเอ่ยเสียงดังฟังชัด "ทุกท่าน พวกท่านก็เห็นแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ร้านค้าทั้งสี่แห่งนี้ล้วนตกเป็นของฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยแล้ว! เตี้ยนเซี่ยมีรับสั่งว่า อีกไม่นาน พระองค์จะเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่กว่าเดิมในตลาดตะวันตกแห่งนี้!"
ฝูงชนฮือฮาขึ้นมาทันที
"ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยยังทรงทำการค้าอยู่อีกรึ?"
"ยังมีคนมองว่าฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยเป็นเพียงพ่อค้าอีกรึ ใต้เท้าผู้นั้นมีส่วนใดที่เหมือนพ่อค้าบ้าง..."
"ใช่แล้วๆ! ของล้ำค่าอย่างจอกแก้วผลึก หากตกอยู่ในมือพ่อค้าทั่วไป คงถูกตั้งราคาแพงลิบลิ่วไปแล้ว ทว่ายามนี้พวกเราแค่กัดฟันสักหน่อยก็ยังพอมีปัญญาซื้อหาได้"
"ทำเรื่องเช่นนี้ ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยคงไม่ได้กำไรสักเท่าใดนักหรอก คงทรงเวทนาพวกเราคนธรรมดา จึงนำออกมาขายให้กระมัง..."
"ของอย่างเต้าหู้ปลานั่น หากไม่มีฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ย ชาตินี้เจ้าจะมีวาสนาได้ลิ้มรสของอร่อยถึงเพียงนี้รึ?"
"ใช่ๆ!"
จุดสนใจของทุกคนล้วนพุ่งเป้าไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสาขาใหญ่ของหลินเซิน
ส่วนชาวต่างชาติพวกนั้นน่ะรึ? ใครจะไปสนพวกมันกัน...
ในขณะที่ตลาดตะวันตกเริ่มคึกคักวุ่นวาย
ณ คฤหาสน์หลังเล็กแห่งหนึ่งในย่านหย่งหนิงฝูของนครฉางอัน ก็ได้ต้อนรับผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ
เจิ้งเฉียนรีบรุดมาที่นี่ทันที หลังจากเดินทางออกจากจวนลู่อิตกง
เมื่อเจิ้งเหรินจีเห็นเจิ้งเฉียน ก็อดประหลาดใจไม่ได้ "ท่านอา ท่านมาได้อย่างไรขอรับ?"
เจิ้งเฉียนมองเขาด้วยรอยยิ้มเย็นชา "ทำไมข้าถึงมาไม่ได้ล่ะ?"
หลังจากเจิ้งเหรินจีเชิญเขาเข้าไปในห้องหนังสือ จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "ท่านอา การมาของท่านในครานี้ เพื่อธุระอันใดหรือขอรับ?"
เจิ้งเฉียนนั่งลงบนที่นั่งประธานอย่างผ่าเผย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "ทางตระกูล... เตรียมจะลงมือกับฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยผู้นั้นแล้ว"
เจิ้งเหรินจีเบิกตากว้าง จ้องมองเจิ้งเฉียนด้วยความทำอะไรไม่ถูก
เจิ้งเฉียนแค่นเสียงฮึดฮัด "ว่าอย่างไร เจ้ามีความเห็นคัดค้านรึ?"
เจิ้งเหรินจีพยักหน้า ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "ท่านอา ยามนี้ฉู่อ๋องเตี้ยนเซี่ยกำลังรุ่งโรจน์ในนครฉางอัน ชื่อเสียงและบารมีเปรียบดั่งนักบุญ หากลงมือกับเขายามนี้..."
เจิ้งเฉียนโบกมือ "รากฐานส่วนใหญ่ของตระกูลเราตั้งอยู่ในแคว้นฉู่ เจ้าเองก็รู้ดีมิใช่รึ"
"ต้องฉวยโอกาสที่เขายังตั้งตัวในแคว้นฉู่ไม่ได้ รีบถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก"
"หากไม่ลงมือตอนนี้ จะรอให้เขามีรากฐานมั่นคง แล้วเข้ามาครอบครองแคว้นฉู่ไปก่อนหรืออย่างไร?"
เจิ้งเหรินจีขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเบา "ท่านอา ยามนี้ข้าเป็นเพียงขุนนางกรมชลประทาน ตำแหน่งแค่ขั้นหก... เรื่องระดับนี้ข้าคงไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้หรอกขอรับ"
เจิ้งเฉียนไม่ได้เอ่ยสิ่งใด อันที่จริงเรื่องนี้ก็โทษเจิ้งเหรินจีไม่ได้
เดิมทีเขาเคยเป็นขุนนางในยุคราชวงศ์สุย เป็นพระสหายร่วมศึกษาของรัชทายาท รอจนรัชทายาทออกจากวัง เขาก็จะสามารถเข้ารับราชการได้อย่างเปิดเผยและเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว...
ทว่าใครจะไปคาดคิด ว่าราชวงศ์สุยจะล่มสลายลงในชั่วข้ามคืน และต้าถังก็ผงาดขึ้นมาเป็นราชวงศ์ใหม่
ขุนนางเก่าแห่งราชวงศ์ก่อนเช่นเขา การที่ไม่ถูกตระกูลหลี่สั่งประหาร และยังได้เป็นขุนนางขั้นหก ก็ถือว่ามีบุญพาวาสนาส่งมากแล้ว หากคิดจะปีนป่ายขึ้นไปให้สูงกว่านี้ ด้วยสถานะของเขา ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
เจิ้งเฉียนครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะโบกมือ "เรื่องนี้ข้าเข้าใจดี ทางตระกูลก็ไม่ได้หวังพึ่งเจ้าเพียงคนเดียวเพื่อจะโค่นล้มฉู่อ๋องหรอก พวกเรามีแผนการอื่นเตรียมไว้แล้ว เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสดีสำหรับเจ้าเช่นกัน..."
"จงคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดี ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปอีกก้าว"
เจิ้งเหรินจีมองเจิ้งเฉียนด้วยท่าทีครุ่นคิด พร้อมกับสั่งการให้บ่าวไพร่ในจวน จัดเตรียมห้องพักรับรองให้เจิ้งเฉียน
ภายในห้องหนังสือ เจิ้งเหรินจีกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด
หญิงสาวหน้าตางดงามล่มเมืองผู้หนึ่ง ประคองถ้วยน้ำแกงเม็ดบัวผลักประตูเดินเข้ามา นางมองดูผู้เป็นบิดา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ท่านพ่อ ข้าคิดว่าท่านช่างไม่ชาญฉลาดเอาเสียเลย"