เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 - โอสถรวมปราณ

บทที่ 3 - โอสถรวมปราณ

บทที่ 3 - โอสถรวมปราณ


บทที่ 3 - โอสถรวมปราณ

★★★★★

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก คนตระกูลซ่งทั้งสี่นั่งพรูลมหายใจยาวเหยียดอยู่บนลานกว้าง สายตาจับจ้องไปยังซากสัตว์อสูรที่นอนระเกะระกะอยู่ตรงหน้า เมื่อทั้งสี่หันมาสบตากันและเห็นสภาพอันทุลักทุเลของแต่ละคนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา

"ฮ่าๆ ตอนนี้พวกเราเข้าขากันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ ถึงกับจัดการสัตว์อสูรระดับกลางพร้อมกันสองตัวได้ในคราวเดียว ดูท่าวันข้างหน้าชีวิตพวกเราคงจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ" ซ่งฉางสยงมองอีกสามคนพลางเอ่ยเย้าแหย่ด้วยรอยยิ้ม

"ท่านลุงสิบสามลืมไปแล้วหรือว่าคราวก่อนพวกเราเกือบถูกสัตว์อสูรไล่กวดไปจนถึงภูเขาฝูหนิว ครั้งนี้ยังจะล่อพวกมันมาตั้งเยอะแยะ ท่านช่างประเมินพวกข้าสูงส่งเกินไปแล้วจริงๆ" ซ่งชิงรุ่ยรับคำพร้อมกับบ่นอุบด้วยสีหน้าจนใจ

"เจ้าเด็กนี่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย ท่านผู้อาวุโสรองมักจะกำชับให้ข้าคอยฝึกฝนพวกเจ้าให้มากเข้าไว้ ที่ข้าทำไปก็ถือว่ามีความปรารถนาดีแอบแฝงอยู่นะ"

"ท่านเรียกสิ่งนี้ว่าการฝึกฝนหรือ ช่างเป็นพระคุณอย่างสูงจริงๆ!" เมื่อต้องเผชิญหน้ากับท่านลุงสิบสามจอมปากแข็ง ซ่งชิงหมิงกับพวกอีกสองคนก็ทำได้เพียงปั้นหน้าปั้นยาก

หลังจากพักเหนื่อยกันครู่หนึ่งจนพลังเวทในกายฟื้นฟูกลับมาได้บางส่วน ซ่งชิงสือซึ่งบาดเจ็บน้อยที่สุดในบรรดาสี่คนก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า "พี่สี่ เจ้าคอยดูแลชิงหมิงหน่อยนะ ท่านลุงสิบสาม พวกเรารีบจัดการซากสัตว์อสูรกันเถอะ หากชักช้าพวกสัตว์อสูรระดับกลางที่จมูกไวได้กลิ่นคาวเลือดตามมาจะยุ่งยากเอาได้ ต้องรีบออกจากที่นี่"

ในฐานะพี่ใหญ่ของสายอักษรชิง ซ่งชิงสือมักจะจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรอบคอบและหนักแน่นเสมอ แม้แต่ซ่งฉางสยงที่มีศักดิ์และระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่าก็ยังไม่เคยโต้แย้งการจัดเตรียมของเขาเลยสักครั้ง

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว สัตว์อสูรในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรล้วนมีค่าล้ำราคาทั้งตัว เลือดของงูหลามชิงจู๋สามารถนำไปทำยันต์วิญญาณ ดีงูเป็นส่วนผสมเสริมในการปรุงยา หนังงูและเขี้ยวก็เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการสร้างของวิเศษ แม้เนื้องูจะมีมูลค่าไม่สูงนักแต่ก็เป็นหนึ่งในอาหารจานโปรดของผู้บำเพ็ญเพียร หากนำไปขายที่เหลาอาหารในตลาดนัดผู้บำเพ็ญเพียรก็ยังพอแลกหินวิญญาณได้บ้าง

หลังจากการชำแหละอย่างชำนาญ ทั้งสี่ก็แบกของรางวัลอันอุดมสมบูรณ์รีบเร่งจากไปอย่างรวดเร็ว

สามวันต่อมา ณ ศาลาพักใจนามว่าศาลาชมจันทร์ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังภูเขาฝูหนิว ซ่งชิงหมิงกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหินภายในศาลา เขารินสุราวิญญาณจิบเพียงลำพังท่ามกลางสายลมเย็นและแสงจันทร์อันงดงาม

สุราวิญญาณจอกนี้เขาเพิ่งนำของไปแลกมาจากท่านอาสี่ที่ตลาดนัดชิงเหอเมื่อหลายเดือนก่อน การได้นั่งดื่มด่ำกับจันทราเพียงลำพังถือเป็นช่วงเวลาอันสงบสุขเพียงไม่กี่ครั้งนอกเหนือจากการบำเพ็ญเพียรของเขา

ซ่งชิงหมิงเพิ่งจะดื่มไปได้เพียงสองสามจอก ชายร่างกำยำไหล่กว้างก็กระโจนเข้ามาในศาลาและทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ผู้มาเยือนก็คือซ่งฉางสยง ท่านลุงสิบสามที่เพิ่งไปล่าสัตว์อสูรด้วยกันที่ภูเขาชิงจู๋เมื่อหลายวันก่อนนั่นเอง

เมื่อเห็นผู้มาเยือน ซ่งชิงหมิงก็รีบวางจอกสุราในมือลงอย่างลุกลี้ลุกลน

"ท่านลุงสิบสาม ขออภัยด้วยจริงๆ ครั้งนี้ข้าออกมาอย่างเร่งรีบเลยลืมหยิบจอกสุราติดมือมาเผื่อ หรือว่าเราจะย้ายไปที่อื่นกันดีขอรับ"

ซ่งฉางสยงไม่ตอบรับ เพียงแต่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย มือขวาลูบไล้ที่เอวเบาๆ จู่ๆ ก็ปรากฏจอกสุราหยกขาวขึ้นมาในมือ เขาค่อยๆ วางมันลงบนโต๊ะหิน

เมื่อซ่งชิงหมิงเห็นฉากนี้ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองถุงมิติข้างเอวของซ่งฉางสยงด้วยความอิจฉา ก่อนจะรีบยกป้านสุราขึ้นมารินให้จนเต็มจอก

หลังจากสุราตกถึงท้อง ซ่งฉางสยงก็ยิ้มพลางเอ่ยกับเขาว่า "เจ้าเด็กน้อยไม่ต้องรีบร้อนไป ถุงมิติไม่ใช่ของหายากอะไรนักหรอก เพียงแต่ตอนนี้เจ้ายังบำเพ็ญเพียรไม่ถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นกลาง พลังวิญญาณจึงยังไม่สามารถปลดปล่อยออกสู่ภายนอกเพื่อใช้งานมันได้ รอให้เจ้าทะลวงขั้นกลางได้เมื่อไหร่ ของพรรค์นี้เจ้าก็จะได้มีใช้เองแหละ"

"ขอรับ! ข้าไม่รีบ ไม่รีบเลย เพียงแต่รู้สึกว่าการมีถุงมิติติดตัวมันช่างสะดวกสบายเสียจริง จะพกพาสิ่งใดก็ติดตัวไปได้ทุกที่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ข้าถึงจะได้ใช้มันเหมือนพวกท่านบ้าง" ซ่งชิงหมิงเอ่ยจบก็ส่งยิ้มตาม

"วันนี้ข้ามาหาเจ้าก็เพราะมีเรื่องดีเรื่องใหญ่มาบอก แต่เจ้าต้องรินสุราให้ข้าดื่มจนพอใจเสียก่อนนะ" ซ่งฉางสยงพูดจบก็ยกจอกสุราในมือขึ้นแกว่งไปมา

"เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว นานทีปีหนท่านลุงสิบสามจะมานั่งดื่มเป็นเพื่อนข้า ต่อให้พรุ่งนี้ข้าลุกไม่ขึ้น ข้าก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งขอรับ"

ทั้งสองนั่งดื่มด่ำและพูดคุยกันจอกแล้วจอกเล่า ไม่นานนักสุราวิญญาณหนึ่งป้านก็ร่อยหรอจนเกือบหมด ซ่งฉางสยงจึงโยนถุงใบหนึ่งให้ซ่งชิงหมิงพร้อมกับเอ่ยว่า "ชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่พวกเราล่ามาด้วยกันคราวก่อนจัดการขายในตลาดเรียบร้อยแล้ว นี่คือส่วนแบ่งของเจ้า"

ซ่งชิงหมิงรับถุงมาด้วยความงุนงง นี่หรือคือเรื่องดีเรื่องใหญ่ที่ท่านลุงสิบสามพูดถึง สุราวิญญาณของข้าหนึ่งป้านนี้ช่างแลกมาไม่คุ้มเอาเสียเลย

ทว่าเมื่อซ่งชิงหมิงเปิดถุงออก สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปในทันที จากความเบิกบานใจในตอนแรกที่ได้ร่ำสุรา เปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยตอนรับถุงมา และกลายเป็นความงุนงงสับสนอย่างหนักเมื่อได้เห็นของในถุง

ภายในถุงผ้าใบเล็กนี้บรรจุหินวิญญาณที่ส่องประกายแวววาวอยู่เต็มไปหมด นับดูแล้วมีมากกว่าสามสิบก้อน ทำเอาซ่งชิงหมิงถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูก

ชิ้นส่วนสัตว์อสูรที่พวกเขาสี่คนล่ามาได้เมื่อหลายวันก่อน งูหลามชิงจู๋ระดับกลางสองตัวกับระดับต่ำอีกเจ็ดตัว หากนำไปขายที่ตลาดนัดทั้งหมด อย่างมากก็คงได้หินวิญญาณสักยี่สิบกว่าก้อนเท่านั้น

ซ้ำยังต้องหักค่าใช้จ่ายตอนที่ท่านลุงสิบสามใช้ยันต์วิญญาณระดับต่ำสองแผ่นและโอสถฟื้นฟูพลังวิญญาณอีกหนึ่งเม็ดเพื่อล่อศัตรู แล้วตอนนี้ตัวเขาคนเดียวจะได้รับส่วนแบ่งมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

การแบ่งผลประโยชน์จากการออกล่าสัตว์อสูรร่วมกันของคนในตระกูลนั้นมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ชัดเจน โดยปกติจะต้องหักลบความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยแบ่งปันตามระดับการบำเพ็ญเพียรและผลงาน

ในครั้งนี้ซ่งชิงหมิงมีระดับการบำเพ็ญเพียรต่ำที่สุด ผู้ที่ออกแรงมากที่สุดคือท่านลุงสิบสามซ่งฉางสยง ต่อให้คนอื่นๆ จะยอมสละส่วนแบ่งให้เขาบ้าง แต่ตามปกติแล้วเขาก็ไม่ควรได้รับเกินสองส่วนเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเห็นซ่งชิงหมิงจ้องมองตนด้วยความงุนงง ซ่งฉางสยงจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบสบว่า "ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจเรื่องการฝึกฝน พวกเราสามคนเลยปรึกษากันว่าเจ้าอยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่สามมาเกือบห้าปีแล้ว ฐานะการบำเพ็ญเพียรก็ถูกขัดเกลาจนแน่นขนัด ครั้งนี้พวกเราเลยตัดสินใจยกหินวิญญาณที่ขายสัตว์อสูรได้ทั้งหมดให้เจ้าไปเลย

ข้ายังสมทบเพิ่มเข้าไปให้อีกนิดหน่อย น่าจะเพียงพอให้เจ้าใช้ทะลวงระดับได้แล้ว หวังว่าเจ้าจะสามารถฝึกฝนจนถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นกลางได้ในเร็ววัน ครั้งหน้าหากพวกเราออกไปล่าสัตว์อสูรด้วยกันเจ้าจะได้ช่วยออกแรงได้มากขึ้น

เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย พี่ใหญ่กับพี่สี่ของเจ้า รวมทั้งตัวข้าเอง ตอนที่ทะลวงขึ้นสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นกลาง ก็ล้วนเคยได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากผู้อาวุโสและพี่น้องในตระกูลมาบ้างไม่มากก็น้อย นี่ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของตระกูลซ่งเราอยู่แล้ว"

เมื่อมองหินวิญญาณอันหนักอึ้งในมือ ซ่งชิงหมิงก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าตัวเขาเองจะสะสมหินวิญญาณใกล้จะครบตามจำนวนที่ต้องใช้ในการทะลวงระดับแล้ว แต่ความมีน้ำใจอันล้นเหลือที่บรรดาผู้อาวุโสและพี่ชายมอบให้กะทันหันเช่นนี้ ก็ทำเอาเขาวางตัวไม่ถูก ถ้อยคำขอบคุณที่เอ่อล้นอยู่ในใจกลับจุกอยู่ที่คอจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมา ทำได้เพียงพยักหน้ารับ เก็บหินวิญญาณเหล่านั้นไว้ แล้วยกจอกสุราบนโต๊ะขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง

"ชิงหมิง พรสวรรค์ของท่านลุงสิบสามนั้นแสนจะธรรมดา ตอนนี้ก็ไม่ได้ยึดติดกับการฝึกฝนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ชาตินี้ข้าอาจจะเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ แค่คิดจะบำเพ็ญเพียรให้ถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นปลายก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ ไม่แน่ว่าในอนาคตข้าอาจจะต้องพึ่งพาพวกเจ้าให้คอยดูแลข้าด้วยซ้ำ"

"ท่านลุงสิบสามอย่าล้อเล่นไปเลย ด้วยระดับการบำเพ็ญเพียรของท่านในตอนนี้ การทะลวงสู่ระดับหลอมรวมลมปราณขั้นปลายก็คงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้น พวกข้าต่างหากที่ยังต้องพึ่งพาท่านคอยดูแลอีกเยอะ"

"เช่นนั้นก็ขอรับคำอวยพรของเจ้าไว้ก็แล้วกัน"

หลังจากส่งยิ้มให้กัน ทั้งสองก็รำลึกถึงเรื่องราวในอดีตยามออกล่าสัตว์อสูรด้วยกันพร้อมกับร่ำสุราไปพลาง จนกระทั่งดวงตะวันสีทองโผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ทั้งสองจึงแยกย้ายกันออกจากศาลาชมจันทร์ไปด้วยสภาพกลิ่นสุราคลุ้งไปทั้งตัว

หลังจากบอกลาซ่งฉางสยง ซ่งชิงหมิงก็กลับมายังถ้ำพำนักของตน เขานั่งสมาธิครู่หนึ่งเพื่อขับฤทธิ์สุราวิญญาณในร่างกายออกไป จากนั้นก็ร่ายอาคมเรียกฝนระดับต่ำเพื่อชำระล้างร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้าน

เมื่อลองดมดูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีกลิ่นสุราหลงเหลืออยู่บนตัว ซ่งชิงหมิงจึงหยิบหินวิญญาณที่ตนอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมานานปีออกมา แล้วรีบสาวเท้าเดินออกจากถ้ำมุ่งหน้าไปยังยอดเขาฝูหนิว

บริเวณฝั่งตะวันออกของยอดเขาฝูหนิวมีหมอกปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ที่นี่คือสถานที่อันลี้ลับแห่งหนึ่งของตระกูลซ่ง

ซ่งชิงหมิงเดินเข้าไปใจกลางม่านหมอก ใช้มือข้างหนึ่งประสานอินร่ายร่ายเวท แสงสีขาวสายหนึ่งพุ่งออกจากมือของเขากระทบลงบนลานกว้างเบื้องหน้า ไม่นานนักม่านหมอกรอบกายก็กระเพื่อมไหวและค่อยๆ จางหายไป เผยให้เห็นหอคอยสามชั้นอันวิจิตรบรรจงตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ซ่งชิงหมิงเดินไปที่หน้าประตูและผลักประตูเดินเข้าไปด้านในทันที

พื้นที่ชั้นล่างของหอคอยไม่ได้กว้างขวางมากนัก บริเวณกำแพงห้องมีชั้นวางของสีดำตั้งเรียงรายอยู่หลายชั้น บนนั้นมีม้วนหยกสีเขียววางอยู่อย่างเรียบง่าย ตรงกลางห้องมีโต๊ะยาวตัวหนึ่งตั้งอยู่

ชายชราใบหน้าอิ่มเอิบยืนอยู่ข้างโต๊ะกำลังหรี่ตายิ้มมองซ่งชิงหมิงที่เพิ่งผลักประตูเข้ามา ชายผู้นี้คือซ่งกู่ไฉ ผู้อาวุโสสี่แห่งตระกูลซ่งผู้ทำหน้าที่ดูแลหอเก็บสมบัติของตระกูล

"คารวะท่านผู้อาวุโสสี่" ซ่งชิงหมิงเห็นดังนั้นก็รีบประสานมือโค้งคำนับ

"โอ้ ชิงหมิงนี่เอง เจ้ามาคราวนี้จะมารับภารกิจของตระกูล หรือว่าจะมาหาเคล็ดวิชาอะไรอีกล่ะ" ซ่งกู่ไฉลูบเคราใต้คางพลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

"แหม ท่านปู่นี่รู้ใจข้าที่สุดเลย แต่ครั้งนี้ข้าอยากจะมาแลกโอสถรวมปราณสักเม็ด ท่านลองดูสิว่าหินวิญญาณนี่พอหรือไม่" ซ่งชิงหมิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะล้วงถุงใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวังแล้วยื่นส่งให้

ซ่งกู่ไฉค่อยๆ รับถุงจากมือของซ่งชิงหมิงมาเปิดดู ภายในนั้นมีหินวิญญาณเกือบร้อยก้อนเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ไม่นานนักดวงตาที่หรี่เล็กของเขาก็เบิกกว้างขึ้น ใบหน้าฉายแววประหลาดใจขณะจ้องมองซ่งชิงหมิง

"เอ๊ะ เมื่อเดือนก่อนเจ้าเพิ่งจะบ่นว่ายังขาดหินวิญญาณอยู่อีกยี่สิบก้อนไม่ใช่หรือ ไฉนถึงหามาได้ครบเร็วนักล่ะ จงบอกมาตามตรงเถิดว่าได้หินวิญญาณพวกนี้มาจากไหน" ซ่งกู่ไฉเอ่ยถามด้วยความสงสัยหลังจากตรวจสอบจำนวนหินวิญญาณในถุงอย่างถี่ถ้วนแล้ว

"ท่านลุงสิบสามกับพี่ใหญ่ออกทุนให้ข้ายืมมาส่วนหนึ่งน่ะขอรับ ถึงได้ครบพอดี" ซ่งชิงหมิงที่ยืนตัวเกร็งอยู่ด้านข้างตอบไปตามความเป็นจริง

เมื่อได้ยินคำตอบของซ่งชิงหมิง ซ่งกู่ไฉก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาพยักพเยิดให้ซ่งชิงหมิงรออยู่ที่ชั้นล่าง ก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นสองแล้วหยิบกล่องไม้เก่าแก่สีเหลืองใบเล็กติดมือลงมา

"ในสมุดบันทึกผลงานเจ้ายังมีแต้มผลงานเหลืออยู่อีกสิบห้าแต้ม รวมกับหินวิญญาณแปดสิบห้าก้อนที่เจ้านำมาก็ครบถ้วนพอดี หากเจ้าแน่ใจว่าจะแลกโอสถรวมปราณ ข้าก็จะขีดฆ่าแต้มผลงานของเจ้าทิ้งล่ะนะ"

"ตกลงขอรับ รบกวนท่านปู่ด้วย"

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากของซ่งชิงหมิง ซ่งกู่ไฉก็ตวัดพู่กันขีดฆ่าในสมุดบันทึกผลงานสองสามเส้น ก่อนจะยื่นกล่องใบเล็กบนโต๊ะให้ซ่งชิงหมิง

แม้ตระกูลซ่งจะเป็นเพียงตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมรวมลมปราณเล็กๆ แต่ก็มีระบบผลงานที่เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง สมาชิกในตระกูลที่ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ของตระกูลลุล่วง หรือนำส่งวัตถุดิบและเสบียงที่ตระกูลต้องการ ก็จะได้รับแต้มผลงานเป็นสิ่งตอบแทน

จากนั้นก็นำแต้มผลงานหรือหินวิญญาณที่มีมูลค่าเทียบเท่ากัน มาแลกเปลี่ยนเป็นเคล็ดวิชา โอสถ ของวิเศษ หรือสิ่งของอื่นๆ ภายในหอเก็บสมบัติ โดยหนึ่งแต้มผลงานจะมีมูลค่าเท่ากับหินวิญญาณหนึ่งก้อน

แม้ประเภทและจำนวนสิ่งของในหอเก็บสมบัติของตระกูลซ่งจะเทียบไม่ได้กับในตลาดนัดผู้บำเพ็ญเพียร แต่ก็มีพวกยันต์วิญญาณระดับหนึ่งและโอสถที่จำเป็นต้องใช้ทั่วไปอยู่อย่างครบครัน

สิ่งของเหล่านี้บางส่วนก็เป็นผลงานของสมาชิกในตระกูลที่สร้างขึ้นมาเอง บางส่วนก็รับซื้อมาจากตลาดนัดชิงเหอ ตระกูลซ่งจะจัดสรรให้มีผู้เดินทางไปยังตลาดนัดชิงเหอเป็นประจำทุกเดือน เพื่อจัดซื้อทรัพยากรการฝึกฝนที่จำเป็นสำหรับคนในตระกูลมาแบบเหมารวม

ซ่งชิงหมิงรับกล่องมาเปิดดู ภายในบรรจุโอสถทรงกลมสีทองอร่ามเม็ดหนึ่ง นั่นคือ "โอสถรวมปราณ" ที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันหามาเนิ่นนาน ภายในใจรู้สึกตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น เขารีบประสานมือคำนับขอบคุณซ่งกู่ไฉในทันที

"ชิงหมิงเอ๋ย การที่วันนี้มีคนในตระกูลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเจ้า ก็เป็นเพราะพวกเราล้วนสืบสายเลือดเดียวกัน วันข้างหน้าเมื่อเจ้าต้องเผชิญหน้ากับคนในตระกูลก็จงสมัครสมานสามัคคีและคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มากเข้าไว้ล่ะ" ซ่งกู่ไฉเอ่ยกำชับลูกหลานในตระกูลตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

"ขอบคุณท่านผู้อาวุโสสี่ที่สั่งสอน ชิงหมิงจะจดจำไว้ขอรับ"

"เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยพรสวรรค์และความพากเพียรเท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาวาสนาที่ลิขิตมาในโชตชะตาของแต่ละคนด้วย ชายแก่เช่นข้าบำเพ็ญเพียรมาทั้งชีวิตก็อุดอู้อยู่แต่ในอำเภอชิงเหอเล็กๆ แห่งนี้ แม้จะรักษาชีวิตรอดมาได้ด้วยความระมัดระวังรอบคอบ ทว่าก็ไม่เคยได้พานพบกับวาสนาใดๆ เลยสักครั้ง ทำได้เพียงปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเปล่าๆ ปลี้ๆ อยู่ในระดับหลอมรวมลมปราณไปจนตาย

หากพวกเจ้ามีโอกาสก็จงก้าวออกไปจากที่นี่ ไปเปิดหูเปิดตาดูโลกกว้างภายนอกบ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะได้ค้นพบวาสนาที่เป็นของพวกเจ้าเองก็เป็นได้"

ซ่งชิงหมิงฟังจบก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด สมัยยังเด็กตอนที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาของตระกูล เขามักจะได้ยินท่านปู่เล็กแปดผู้นี้เอ่ยถ้อยคำปลุกใจเหล่านี้อยู่เสมอ ทว่าตอนนี้ดูเหมือนเขาจะฟังมามากพอแล้ว ความตื่นเต้นกระตือรือร้นเหมือนในวัยเยาว์จึงเลือนหายไป หนทางแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นยากลำบากเพียงใด ตอนนี้เขาซึ้งแก่ใจดีแล้ว

ด้วยพรสวรรค์อันแสนธรรมดา เพียงแค่คอขวดของระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่สี่ก็ทำให้เขาถึงกับมืดแปดด้านมานานร่วมสองปี หากวาสนาในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้นได้มาครอบครองอย่างง่ายดาย ก็คงไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรมากมายที่ต้องทนจมปลักอยู่กับระดับหลอมรวมลมปราณไปจนตายหรอก

ตลอดสองร้อยกว่าปีมานี้ ตระกูลซ่งมีผู้บำเพ็ญเพียรถือกำเนิดขึ้นมาราวห้าหกสิบคน นอกจากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งตระกูลซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานแล้ว ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมานี้ ผู้ที่สามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับหลอมรวมลมปราณขั้นที่เก้าได้อย่างราบรื่นนั้น นับนิ้วรวมกันแล้วยังมีไม่ถึงหยิบมือเลยด้วยซ้ำ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 3 - โอสถรวมปราณ

คัดลอกลิงก์แล้ว