- หน้าแรก
- บันทึกการเติบโตของอารยธรรมยุคบรรพกาล
- บทที่ 32 ช่วงเวลาวิกฤต
บทที่ 32 ช่วงเวลาวิกฤต
บทที่ 32 ช่วงเวลาวิกฤต
บทที่ 32 ช่วงเวลาวิกฤต
"หึๆ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวลหรอก เพราะข้าก็คือประมุขนั่นเอง ขอเพียงข้าตกลง คนในเผ่าของข้าย่อมไม่คัดค้าน อีกทั้งคนในเผ่าของข้าก็ล้วนเป็นคนดี ขอเพียงพวกท่านยินดีเข้าร่วม ย่อมได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกับคนในเผ่าของข้าอย่างแน่นอน"
"อะไรนะ? ท่านก็คือประมุขหรือ?"
ต้าซูเอ่ยถามด้วยความไม่อยากเชื่อ ทว่าเมื่อครุ่นคิดดูเล็กน้อย เขาก็คลายความสงสัยลง ใช่แล้ว แม้หลัวชงจะยังมีอายุน้อย ทว่าความสามารถของเขากลับไม่ด้อยเลย ลำพังแค่ฝูงแอนทิโลปสีน้ำเงินเหล่านั้น ต่อให้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวก็ใช่ว่าจะจับได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถเอาชีวิตรอดในป่ากว้างเพียงลำพังได้ยาวนานขนาดนี้ ทั้งยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายกว่าพวกตนเสียอีก นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะทำได้
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ต้าซูก็เอ่ยขึ้นอีกว่า "ถ้าเช่นนั้น... ท่านจะแจกจ่ายอาวุธแบบเดียวกันให้พวกเราหรือไม่?"
สำหรับอาวุธของหลัวชงนั้น ต้าซูอิจฉาและเฝ้าปรารถนามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหอกยาวด้ามขาวหรือธนูยาวและลูกศร ล้วนเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันถึง และขอเพียงหลัวชงยินยอมมอบอาวุธให้แก่พวกเขา นั่นก็ย่อมหมายความว่าหลัวชงไม่มีเจตนาจะทำร้ายพวกเขาอย่างแน่นอน ลองคิดดูเถิด ใครกันที่จะมอบอาวุธชั้นเลิศเช่นนี้ให้แก่ศัตรูในจินตนาการของตนเอง
หลัวชงยิ้มบางๆ เขาหยิบหอกยาวของตนเองยื่นส่งให้ต้าซูโดยตรง มอบขวานหินให้แก่มู่ถง และยังมอบโล่หวายขนาดหนึ่งเมตรครึ่งบานนั้นให้แก่ซู่จวง ซู่จวงนั้นรูปร่างไม่สูงแต่ล่ำสันแข็งแรง การให้เขาถือโล่ป้องกันย่อมเหมาะสมที่สุด
"เอาล่ะ ยามนี้อาวุธของข้าล้วนมอบให้พวกท่านหมดแล้ว ส่วนธนูนั้นตอนนี้มีเพียงคันเดียว อีกทั้งพวกท่านก็ยังใช้มันไม่เป็น รอจนกลับถึงเผ่าของข้าแล้ว ข้าจะแจกจ่ายอาวุธให้แก่พวกท่านทุกคนอีกครั้ง"
"ตกลง ข้าตกลงที่จะเข้าร่วมเผ่าของท่าน" เมื่อได้หอกยาวมาอยู่ในมือ ต้าซูก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขาอยากได้ธนูมากจริงๆ ทว่าครั้งก่อนเขาก็เคยทดลองด้วยมือตนเองมาแล้ว ธนูนั้นใช้งานไม่ง่ายเลยจริงๆ หลัวชงไม่ได้หลอกลวงเขา
กินมื้อเช้าเพียงมื้อเดียว ก็สามารถกลืนกินเผ่าต้นไม้มาได้โดยตรง พวกของต้าซูเองก็เดินมาถึงทางตันแล้ว สำหรับเรื่องนี้พวกเขาจึงไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านอันใดมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูจากท่าทางของหลัวชง การเข้าร่วมเผ่าของเขาย่อมต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ต้าซูยังนำกระต่ายหิมะที่ตนเองจับได้มาให้หลัวชงดูด้วย มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่รวมแล้วสามสิบกว่าตัว ทว่าส่วนใหญ่จะเป็นตัวเล็ก ส่วนตัวใหญ่ยังมีไม่ถึงสิบตัว
หลัวชงดีใจอย่างยิ่ง เมื่อนึกถึงอัตราความเร็วที่กระต่ายสามารถออกลูกได้หนึ่งครอกในทุกๆ สองเดือน เขาก็รู้สึกตื่นเต้นจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ความต้องการของเขาไม่สูงนัก ขอเพียงในแต่ละปีพวกมันออกลูกไม่ต่ำกว่า 4 ครอกเขาก็รับได้แล้ว ในเมื่อความเร็วในการออกลูกสองเดือนต่อหนึ่งครอกนั้นแม้ในทางทฤษฎีจะไม่มีปัญหา ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อตัวกระต่ายนัก คลอดลูกมากเกินไปก็ต้องให้พวกมันได้บำรุงรักษาร่างกายบ้าง
"ตัวเราถึงกับเหลือเวลาให้กระต่ายได้อยู่ไฟ (พักฟื้นหลังคลอด) ด้วย อา ข้านี่ช่างเป็นคนดีเสียจริงๆ" หลัวชงคิดในใจอย่างหน้าไม่อาย
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ ต้าซูเดิมทีคิดว่าหลัวชงจะรีบเดินทางกลับในทันที ทว่ากลับคาดไม่ถึงว่าเขาจะเริ่มขุดหินบนภูเขาอีกครั้ง ต้าซูเอ่ยถามเขาว่าเอาสิ่งเหล่านี้ไปทำประโยชน์อันใด หินพวกนี้ก็แค่ดูสวยงามเท่านั้น หยิบไปสักก้อนสองก้อนเพื่อทำเป็นเครื่องประดับก็พอแล้วมิใช่หรือ ทว่าเขากลับเห็นหลัวชงกำลังใช้ตะกร้าหวายบรรจุพวกมันลงไป
บัดซบเถอะ นี่เขาตั้งใจจะขนมันไปมากเท่าไหร่กันเนี่ย
"เมื่อมีหินเหล่านี้แล้ว ข้าก็สามารถสร้างอาวุธที่ดียิ่งขึ้นไปอีก และยังมีอาหารที่สามารถกินได้วันละสามมื้อจนอิ่มแปล้และกินกันไม่หวาดไม่ไหวอีกด้วย" หลัวชงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
ให้ตายเถอะ จริงหรือหลอกกันแน่ พวกของต้าซูถึงกับงุนงงไปทั้งตัว
กินวันละสามมื้อจนอิ่มแปล้และกินไม่หวาดไม่ไหว การกินวันละสามมื้อนั้นคือแนวคิดเช่นใด พวกของต้าซูไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่คนในเผ่าฮั่นในยามนี้ก็ยังไม่เคยกินอาหารวันละสามมื้อมาก่อน ในยามฤดูหนาวที่แร้นแค้นที่สุด แม้แต่การกินหนึ่งมื้อในสองวันก็ยังมี
อีกเรื่องหนึ่งก็คืออาวุธ หินพวกนี้ถึงกับสามารถนำมาสร้างเป็นอาวุธได้ด้วยหรือ? อีกทั้งยังดีกว่าธนูและหอกยาวเสียอีก? มารดามันเถอะ แล้วยังจะรออะไรอยู่อีก รีบขุดเร็วเข้า
ด้วยความไว้วางใจที่มีต่อหลัวชง หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นความเชื่อมั่นอย่างหลับหูหลับตาต่อความมหัศจรรย์ที่หลัวชงแสดงออกมา ใช่แล้ว ยามนี้สามารถเรียกมันว่าความศรัทธาได้แล้ว การสามารถนำหินมาเล่นแร่แปรธาตุได้มากมายถึงเพียงนี้ นี่คือสิ่งที่เทพเจ้าเท่านั้นจึงจะทำได้
เมื่อมีคนอื่นๆ เข้ามาสมทบ ความเร็วในการขุดก็เพิ่มขึ้นมาก จนกระทั่งถึงตอนเที่ยง ตะกร้าหวายใบใหญ่ทั้งหมดก็ถูกบรรจุจนเต็ม
ในครั้งนี้ไม่ได้นำแร่ทุกชนิดติดตัวไปอย่างละหนึ่งส่วน ทว่าเน้นไปที่แร่หลักเพียงไม่กี่ชนิด ในบรรดาแร่เหล่านั้น แร่หินเทียนที่อุดมไปด้วยทองแดงและแร่ดีบุกมีจำนวนมากที่สุด ดินจากรังปลวกสีแดงและดินเกาลิน (ดินขาว) ก็ถูกตักใส่ไปไม่น้อย สิ่งเหล่านี้มีไว้สำหรับทำเบ้าหลอมโลหะและแม่พิมพ์หล่อ
เนื่องจากสิ่งที่ทำในวันนี้ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้แรงกาย ดังนั้นในตอนเที่ยงจึงได้กินอาหารเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ ถือเสียว่าเป็นการให้พวกเขาได้สัมผัสกับความรู้สึกของการกินวันละสามมื้อล่วงหน้า
เมื่อตกบ่าย ขบวนเดินทางก็เริ่มออกตัว รูปขบวนของแอนทิโลปสีน้ำเงินก็แปรเปลี่ยนเป็นแถวเรียงหนึ่งจำนวน 18 ตัว บนหลังของแต่ละตัวล้วนบรรทุกตะกร้าหวายขนาดเล็กใหญ่จำนวนสองใบ ซึ่งภายในบรรจุแร่ธาตุ หญ้าแห้ง กระต่าย และเมล็ดพันธุ์
ในครั้งนี้ทุกคนต่างจุดคบเพลิงอย่างเปิดเผยและสง่าผ่าเผย มุ่งหน้าเดินทางไปทางทิศตะวันตก ความเร็วในการเดินไม่ได้เร็วนัก หลัวชงเองก็เดินไปพลาง และสอนต้าซูกับพวกเกี่ยวกับวิธีใช้หอกยาว การพุ่งหอก การขว้างขวานหิน และการใช้โล่ป้องกันไปพลาง อีกทั้งยังถือโอกาสยิงกระต่ายตายไปอีกหลายตัว เพื่อเสริมเสบียงอาหารและหนังอสูร
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้หลัวชงก็รู้สึกโมโหขึ้นมา ครั้งก่อนตอนที่เขาจากเผ่าต้นไม้มา เขาได้มอบหนังกระต่ายที่ล่าได้ให้ต้าซูนำไปตากแห้ง โดยบอกว่าตนเองจะกลับมาเอา ทว่าผลสุดท้ายยามนี้กลับถูกพวกเผ่ากินคนแย่งชิงไปจนหมด หรือไม่ก็ถูกเผาทำลายไปแล้ว ตนเองจึงต้องล่ากระต่ายกลับไปให้มากขึ้นอีกหน่อย มิเช่นนั้นการเดินทางในครั้งนี้คงจะสูญเปล่า เป้าหมายแรกเริ่มของตนเองก็คือการมาหาหนังอสูร จะลืมเลือนเจตนารมณ์เดิมไปไม่ได้เด็ดขาด
เดินทางมาตลอดทางจนกระทั่งถึงตอนค่ำ ทุกคนก็เริ่มทำมื้อค่ำและพักผ่อน เมื่อจัดเตรียมเวรยามคอยระวังภัยอย่างลับๆ เรียบร้อยแล้ว และให้อาหารแก่แอนทิโลปและกระต่ายเสร็จสิ้น ทุกคนก็พากันพักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำ
ช่วงหัวค่ำยังถือว่าเงียบสงบ มีเพียงเสียงปะทุของกองไฟที่ลุกไหม้ เพียงแต่คืนนี้ลมค่อนข้างแรง อากาศก็หนาวเย็นลงเรื่อยๆ โชคดีที่ทุกคนมีเสื้อผ้าสวมใส่ ทั้งยังมีกองไฟและน้ำแกงร้อนๆ ให้ความอบอุ่น มิเช่นนั้นคงต้องมีคนล้มป่วยไปหลายคนอย่างแน่นอน
จวบจนถึงช่วงดึก หลัวชงที่นอนอยู่บนพื้นดินพลันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมา เสียงดัง ตึง ตึง ตึง ทึบๆ ราวกับมีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์กำลังเคลื่อนไหวอยู่ หลัวชงนึกขึ้นมาได้ในทันทีถึงสัตว์ประหลาดจมูกยาวที่พวกเผ่ากินคนขี่มาตามที่ต้าซูเคยเล่าให้ฟัง
"ลุกขึ้น ลุกขึ้นกันให้หมด เตรียมระวังภัย มีศัตรูมา ดับไฟให้หมด เร็วเข้า" หลัวชงทั้งเตะทั้งดึงปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้น และสั่งให้ดับไฟในทันที การทำศึกในเวลากลางคืนหรือการปะทะกันกะทันหัน ข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุดก็คือศัตรูอยู่ในที่มืดแต่เราอยู่ในที่แจ้ง รอบกายตนเองเต็มไปด้วยคบเพลิง ผู้อื่นสามารถมองเห็นตนเองได้อย่างชัดเจน ทว่าตนเองกลับมองไม่เห็นผู้อื่น นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆ ไม่ใช่หรือ
หลัวชงดึงท่อนไม้ที่ติดไฟออกจากกองไฟ แล้วขว้างมันออกไปไกลๆ ในทิศทางที่เสียงนั้นดังมา พวกของต้าซูเองก็ถืออาวุธเตรียมพร้อม และนำเด็กๆ ไปหลบซ่อนไว้ด้านหลัง
"โฮก—"
พร้อมกับเสียงคำรามของช้างที่แหลมเล็กและยังดูอ่อนวัยสองเสียง ร่างมหึมาสองร่างก็ปรากฏขึ้นกะทันหันในแสงไฟที่อยู่ไกลออกไป คนนับสิบชูคบเพลิงในมือ ในมือถือหอกหิน หอกกระดูก และขวานหิน บนใบหน้าแต่งแต้มลวดลายที่ดูดุร้ายด้วยสีแดงและสีขาว ที่ลำคอห้อยเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกมนุษย์ พวกมันพุ่งตรงมาทางนี้ด้วยท่าทางที่ดุร้ายราวกับเทพแห่งความตาย
ชายที่เป็นผู้นำขี่อยู่บนหลังช้าง ในมือถือหอกกระดูก ที่ลำคอห้อยสร้อยคอที่ทำจากกระดูกนิ้วมือหนึ่งวง ด้านล่างยังห้อยจี้กะโหลกศีรษะขนาดเท่าฝ่ามือ มันโบกมือใหญ่ๆ หนึ่งครั้ง กลุ่มลูกสมุนก็ส่งเสียงร้องคำรามและเริ่มพุ่งทะยานเข้าใส่
"รีบพาคนหนีไป อ้อมไปทางทิศเหนือของพวกมัน"
เมื่อมองดูสถานการณ์เช่นนี้ หลัวชงก็ชี้มือข้างหนึ่งไปทางทิศเหนือ และออกคำสั่งในทันที ให้ต้าซูพาสมาชิกเผ่าและขบวนแอนทิโลปอ้อมหนีไปทางทิศเหนือของอีกฝ่าย