เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 พลังแห่งการอนุมาน

บทที่ 4 พลังแห่งการอนุมาน

บทที่ 4 พลังแห่งการอนุมาน


ตารางเรียนของโรงเรียนอนุบาลนั้นแสนจะชิลล์ เรียนแค่ห้านาที แต่ปล่อยให้เด็กเล่นตั้งสองชั่วโมง

สวี่เฉิงนึกถึงอมยิ้มในกระเป๋าเสื้อได้ จึงหยิบมันส่งให้หลินหว่านโจว "อะนี่ ให้เธอ ตามที่ตกลงกันไว้เมื่อวานไง"

"เย้!" หลินหว่านโจวรับอมยิ้มไปถือไว้แล้วหมุนตัวไปมาอย่างเริงร่า ลักยิ้มเล็กๆ สองข้างปรากฏขึ้นบนแก้ม เผยให้เห็นรอยยิ้มที่สดใสราวกับแสงแดดยามเช้า

"สวี่เฉิงจำได้จริงๆ ด้วย! ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ย! ขอบใจนะ!"

เธอฉีกห่อกระดาษออกแล้วเอาอมยิ้มเข้าปาก ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขจากรสหวานเจี๊ยบ ก่อนจะเริ่มหมุนตัวอีกรอบ

สวี่เฉิงยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ 'หมุนขนาดนั้นไม่เวียนหัวหรือไง?'

"อร่อยไหม?"

"อื้อ! อร่อย!" หลินหว่านโจวพยักหน้ารัวๆ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ เธอกระโดดหย็องแหย็งเหมือนลูกกระต่ายมาตรงหน้าสวี่เฉิง แล้วยื่นอมยิ้มที่เพิ่งกินไปครึ่งหนึ่งให้เขา สวี่เฉิงได้กลิ่นหอมของมะม่วงโชยมาจากอมยิ้มเม็ดนั้นด้วยซ้ำ

"หม่าม้าบอกว่าของอร่อยต้องแบ่งกันกิน สวี่เฉิง เรามากินด้วยกันเถอะ!"

"แค่กๆ เธอกินเถอะ ฉันขออ่านหนังสือสักพัก เลิกเรียนแล้วจะคืนให้นะ"

สวี่เฉิงดันแขนเธอออกเบาๆ ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ตัวข้างๆ กาง 'การผจญภัยของเชอร์ล็อก โฮล์มส์' ลงบนตักแล้วเริ่มเปิดอ่าน

หลินหว่านโจวชะโงกหน้าเข้ามาใกล้สวี่เฉิงอีกครั้ง ดวงตากลมโตมองสลับไปมาระหว่างสวี่เฉิงกับหนังสือด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

"ว้าว! สวี่เฉิงเก่งจังเลย! อ่านหนังสือออกด้วย! ฉันอ่านไม่ออกสักตัวเลย!"

สวี่เฉิงรู้สึกจนปัญญา คนที่รู้ก็คงเข้าใจว่านี่คือโรงเรียนอนุบาล แต่คนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่าเขามาเปิดแฟนมิตติ้งเสียอีก

"สวี่เฉิง หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรเหรอ? อ่านให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม น้าาา?" หลินหว่านโจวนั่งยองๆ ลงตรงหน้าสวี่เฉิงอีกครั้ง สองมือประคองใบหน้าพลางช้อนตากลมโตฉ่ำน้ำขึ้นมองเขา ทำเอาสวี่เฉิงถึงกับทำตัวไม่ถูก

"เกี่ยวกับเรื่องการอนุมานน่ะ"

"การอนุมานคืออะไรเหรอ?"

"การอนุมานก็คือการข้ามขั้นตอนการใช้เหตุผลตรงกลางไปทั้งหมด แล้วบอกแค่วิธีเริ่มต้นกับผลลัพธ์ให้อีกฝ่ายฟัง ถึงวิธีนี้จะดูเรียบง่ายและหยาบไปหน่อย แต่มันก็สร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้"

เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความงุนงงของหลินหว่านโจว สวี่เฉิงจึงอธิบายใหม่ "ก็ประมาณว่า... ถ้าเธอทำของหาย การอนุมานก็สามารถช่วยเธอหามันจนเจอได้ไง"

หลินหว่านโจวจะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น "ว้าว! ยอดไปเลย!"

พูดก็พูดเถอะ การได้เห็นว่าที่เด็กเทพหัวกะทิในอนาคตมาส่งสายตาเทิดทูนเขาแบบนี้ สวี่เฉิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลอบภูมิใจอยู่ลึกๆ

"สวี่เฉิง ถุงเท้าฉันหายไปไหนก็ไม่รู้~ นายช่วยใช้การอนุมานหาให้หน่อยได้ไหม?" หลินหว่านโจวเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กๆ

สวี่เฉิงก้มมองเท้าของเธอ ก็เห็นถุงเท้าสีขาวคู่เล็กสวมอยู่บนเท้าของหลินหว่านโจวอย่างดิบดี

"ไม่ได้หายนี่ มันก็อยู่บนเท้าเธอไม่ใช่เหรอ?"

หลินหว่านโจวไม่ตอบ เธอนั่งแหมะลงกับพื้น ออกแรงดึงถุงเท้าออกอย่างยากลำบาก ม้วนมันเป็นก้อนแล้วโยนทิ้งไปข้างๆ จากนั้นก็เบะปากทำหน้าน่าสงสารพลางกระตุกแขนเสื้อสวี่เฉิง

"มันหายไปแล้วง่ะ"

สวี่เฉิง : ...

เฮ้ย! แผนตื้นๆ ของเธอมันฟ้องอยู่ทนโท่เลยนะ!

เขาเดินเข้าไปหาอย่างเสียไม่ได้ ก้มลงเก็บมันขึ้นมาจากพื้น "อะ นี่ ของเธอ"

"ว้าว การอนุมานนี่สุดยอดไปเลย!"

ใบหน้าเล็กๆ ของหลินหว่านโจวแดงระเรื่อ ดวงตาที่มองมาที่สวี่เฉิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม ทำเอาเขาถึงกับเขินอายขึ้นมาจริงๆ

'ไม่ไหวแล้วเว้ย ฉันกำลังจะจมน้ำตายเพราะสายตาเทิดทูนของว่าที่เด็กเทพคนนี้แล้ว!'

จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าการอนุมานครั้งแรกของคุโด้ ชินอิจิ ก็เพื่อดึงดูดความสนใจของรันในห้องซากุระ สายตาชื่นชมของรันในตอนนั้นก็เหมือนกับสายตาของหลินหว่านโจวในตอนนี้ไม่มีผิด

มิน่าล่ะ หมอนั่นถึงได้คลั่งไคล้การอนุมานนัก!

หลินหว่านโจวพยายามสวมถุงเท้าด้วยตัวเองอย่างเงอะงะ แต่แขนสั้นๆ ของเธอกลับเอื้อมไปไม่ค่อยถึงเท้า ต่อให้พยายามใส่จนได้ มันก็ยังบิดเบี้ยวไปมาอยู่ดี สวี่เฉิงจึงต้องคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ แล้วช่วยจัดระเบียบถุงเท้าสีขาวสะอาดคู่นั้นให้เข้าที่อย่างเบามือ

"เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว"

"เอ๊ะ? เธอจะถอดมันออกอีกแล้วเรอะ!"

เผลอแป๊บเดียวก็เลิกเรียนแล้ว และเหออิงก็มารับสวี่เฉิงอีกเช่นเคย

วันนี้ดูเหมือนอารมณ์ของคุณแม่จะดีเป็นพิเศษ ตอนที่มาถึง เธอถือถังหูลู่มาไม้หนึ่งด้วย เธอบอกว่าเห็นมันตอนอยู่กลางทางเลยแวะซื้อมาให้ รสชาติเปรี้ยวอมหวานพอกัดเบาๆ ในวันที่อากาศสดใสแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกกรุบกรอบและสดชื่น ทำเอาเด็กๆ ห้องข้างๆ ถึงกับร้องไห้ด้วยความอิจฉา

"เฉิงเฉิง เย็นนี้ลูกอยากกินอะไรจ๊ะ?"

สวี่เฉิงใจเต้นตึกตัก เขาถามขึ้นว่า "แม่ครับ วันนี้มีเรื่องอะไรดีๆ หรือเปล่าครับ?"

ใบหน้าของเหออิงเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน "แม่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วนะ! ต่อไปแม่ก็จะหาเงินได้มากขึ้น แล้วจะซื้อของเล่นให้ลูกเยอะๆ เลย"

สวี่เฉิงเป็นเด็กที่มองโลกตามความเป็นจริง เขารู้ดีว่าต่อให้ผู้ใหญ่หาเงินได้มากขึ้น พวกเขาก็ไม่มีทางซื้อของเล่นให้เขาเพิ่มหรอก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรู้สึกยินดีปรีดาอยู่ดี

โอกาสของครอบครัวมาถึงแล้ว!

อย่างที่เขาว่ากันว่า แต่ละยุคสมัยก็มีภารกิจของมัน หน่วยงานรัฐที่สวี่เฉิงพยายามแทบตายก็ยังสอบเข้าไม่ได้ แต่เหออิงผู้เป็นแม่กลับได้รับการบรรจุเข้าทำงานอย่างง่ายดายทันทีที่เรียนจบ สถานที่แห่งนั้นคือสำนักพิมพ์ไห่ซิงในเมืองจิงไห่

เมื่อตอนเป็นเด็ก สวี่เฉิงมักจะรู้สึกสงสารและเห็นใจที่แม่ต้องทำงานหนัก แต่ทว่าหลายปีต่อมา หลังจากที่เขาเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้สู้ชีวิต เขาก็เพิ่งได้ตระหนักว่า งานของแม่เขานั้นสามารถสรุปสั้นๆ ได้ด้วยคำสี่คำ—จ้าง มา นั่ง อู้

เมื่อเข้าใกล้ศตวรรษใหม่ สำนักพิมพ์ทุกแห่งในประเทศมังกรต่างก็เริ่มดำเนินการปฏิรูปองค์กร และด้วยความเปลี่ยนแปลงนี้ โอกาสของเหออิงก็มาถึงเช่นกัน บางทีอาจเป็นเพราะปกติแล้วเธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดี จึงเป็นที่โปรดปรานของหัวหน้า ทำให้การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการระดับภูมิภาคในแผนกจัดจำหน่ายครั้งนี้ เธอมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับเลือก

แผนกจัดจำหน่าย หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือฝ่ายขายนั่นแหละ แต่ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด คำว่า 'แผนกจัดจำหน่าย' มันฟังดูหรูหรากว่ากันเยอะ

อย่างที่สุภาษิตว่าไว้ หากจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีเส้นสายและคนคอยหนุนหลัง ยิ่งในระบบราชการหรือรัฐวิสาหกิจด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องจริงที่สุด สำหรับครอบครัวธรรมดาๆ อย่างครอบครัวของสวี่เฉิง การที่เหออิงได้รับโอกาสเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่โคตรจะโชคดีเลยทีเดียว!

ที่สำคัญไปกว่านั้น หลังจากที่แม่ได้เลื่อนตำแหน่ง สวัสดิการของเธอก็จะดีขึ้น และพ่อของเขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นในการเสี่ยงลงทุนทำธุรกิจด้วย

เท่ากับเป็นการช่วยชีวิตพ่อทางอ้อม ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว!

เพื่ออนาคตอันสดใสของตัวเขาเอง สวี่เฉิงจะต้องช่วยให้แม่ก้าวเดินไปข้างหน้าในก้าวนี้ให้สำเร็จจงได้

หลู่ซวิ่นเคยกล่าวไว้ว่า "อย่าเพิ่งเปิดแชมเปญฉลองถ้างานยังไม่สำเร็จ"

เห็นได้ชัดว่าเหออิงไม่เข้าใจหลักการข้อนี้ เธอได้รับคำใบ้จากหัวหน้าก็หลงคิดว่าทุกอย่างราบรื่นเรียบร้อยดีแล้ว ถึงขั้นจัดเตรียมอาหารค่ำเพื่อฉลองที่บ้านในคืนนั้นเลย หารู้ไม่ว่าชัยชนะนั้นก็เปราะบางราวกับดอกแดนดิไลออนบนเนินเขาที่พร้อมจะปลิวไปตามลม

หากทุกอย่างเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม ผลลัพธ์สุดท้ายของเหตุการณ์นี้ก็คือ แม่ของเขาจะถูกเบียดตกกระป๋องไปเงียบๆ ด้วยข้ออ้างที่ว่า 'ความสามารถไม่เพียงพอ' โดยฝีมือของ 'เด็กเส้น' ที่ร่อนลงมาเสียบตำแหน่งแทน

รถจักรยานจอดลงที่หน้าทางเข้าตลาด เหออิงอุ้มสวี่เฉิงลงจากเบาะหลังราวกับหิ้วลูกเจี๊ยบ จากนั้นก็ล้วงธนบัตรยี่สิบหยวนใบใหญ่จากกระเป๋าสะพายส่งให้เขา

"เฉิงเฉิง เดี๋ยวแม่จะไปซื้อผัก เย็นนี้ลูกอยากกินอะไร เดินไปซื้อที่ร้านเนื้อตุ๋นเองเลยนะ"

สวี่เฉิงพยักหน้า เขาสาวเท้าเดินผ่านแผงขายปลาที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง เลี้ยวผ่านแผงขายหมูที่มีเนื้อหมูสีขาวห้อยเรียงราย เขาเหลือบมองกระดานดำเล็กๆ หน้าแผงหมูอย่างไม่ใส่ใจนัก—เนื้อหมูสด ชั่งละ 4 หยวน

สวี่เฉิงถึงกับช็อกตกตะลึง ราคานี้มันช่างซาบซึ้งกินใจเหลือเกิน!

หากใช้เนื้อหมูเป็นเกณฑ์วัดมาตรฐาน ถ้าอีก 25 ปีต่อมาเนื้อหมูราคาชั่งละ 19 หยวน เงิน 40,000 หยวนในปี 2023 ก็คงมีค่าเท่ากับ 'ครอบครัวเศรษฐีหมื่นหยวน' ในปี 1998 เท่านั้น

แน่นอนว่าถ้าใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นเกณฑ์วัด มันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย

ขณะที่กำลังคิดเพลินๆ เขาก็เดินมาถึงหน้าร้านขายเนื้อตุ๋น

แผงขายหมูสดกับร้านขายเนื้อตุ๋นนั้นอยู่ใกล้กันมาก แค่เดินเลี้ยวหัวมุมก็ถึงแล้ว บนเคาน์เตอร์มีถังเก็บความร้อนขนาดใหญ่ตั้งอยู่หลายใบ กลิ่นหอมฉุยของเนื้อตุ๋นเครื่องเทศโชยเตะจมูก มีป้ายตั้งอยู่ด้านหน้า ด้านบนเขียนชื่อเมนูด้วยลายมือโย้เย้—หัวหมู หูหมู คากิ พร้อมระบุราคาไว้ข้างๆ แต่ละอย่าง

"เถ้าแก่ครับ เถ้าแก่ ผมเอาคากิสองชิ้นครับ!" สวี่เฉิงร้องบอกด้วยใบหน้าไร้เดียงสา

เขายืนอยู่หน้าแผง โผล่พ้นมาให้เห็นแค่ส่วนหัว เถ้าแก่วัยกลางคนที่สวมผ้ากันเปื้อนสีขาวเห็นเข้าจึงลุกขึ้นยืน หยิบคากิสองชิ้นออกมาจากถังเก็บความร้อน แล้วนำไปวางบนตาชั่งแบบโบราณ หลังจากชั่งน้ำหนักเสร็จ เขาก็หันมาให้สวี่เฉิงดู

"ไอ้หนู คากิสองชิ้นนี้น้ำหนักรวมหนึ่งชั่งกับอีกหกตำลึงนะ คากิตุ๋นราคาชั่งละ 9 หยวน หกตำลึงก็เอาหกคูณเก้าได้เจ็ดสิบสาม หกตำลึงก็คือ 7.3 หยวน บวกกับอีก 9 หยวน รวมเป็น 16.3 หยวน"

สวี่เฉิงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ กำลังจะหยิบเงินออกมา แต่จู่ๆ ก็รู้สึกทะแม่งๆ เขาเลยลองคิดเลขในใจอย่างรวดเร็ว

หกคูณเก้าได้เจ็ดสิบสาม...

"มารดามันเถอะ"

จบบทที่ บทที่ 4 พลังแห่งการอนุมาน

คัดลอกลิงก์แล้ว