- หน้าแรก
- ย้อนวัยหัวใจ ให้โตไปพร้อมกับเธอ
- บทที่ 5 หญิงแกร่ง
บทที่ 5 หญิงแกร่ง
บทที่ 5 หญิงแกร่ง
เสียงเพลงยอดฮิตที่ใครๆ ก็ร้องตามได้แว่วมาจากแผงลอยสักแห่ง สวี่เฉิงยืนอยู่หน้าร้านขายอาหารสำเร็จรูป หูยังคงแว่วเสียงท่วงทำนองของเพลง 'ขอให้เธอสงบสุข'
"รายได้ของเธอยังน้อยนิดอยู่หรือเปล่า?"
"ความพยายามของเธอยังมากมายอยู่ไหม?"
"เส้นทางชีวิตมักจะมีความไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง"
"โปรดอย่าเก็บมาใส่ใจให้มากนัก"
"ใช้ชีวิตอย่างสบายใจเถอะ"
"ขอให้เธอสงบสุข โอ้ ขอให้เธอสงบสุข"
สวี่เฉิงเองก็หวังว่าเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจเหมือนที่ซุนเยว่ร้องไว้ในเพลง เงินแค่ 16 หยวน 3 เหมา หากเป็นอีกยี่สิบห้าปีให้หลัง เขาคงไม่เสียเวลามาเถียงกับพ่อค้าแผงลอยคนนี้หรอก คงแค่สแกนจ่ายผ่านมือถือแล้วเดินจากไปแล้ว
แต่ตอนนี้คือปี 1998 ค่าครองชีพยังถือว่าต่ำมาก เงินเดือนของแม่เขามีแค่ 300 หยวน ส่วนหมูเส้นผัดเปรี้ยวหวานที่ร้านอาหารเสฉวนตรงหัวถนนก็ราคาแค่ 10 หยวนเท่านั้น
นี่แหละคือเหตุผลที่ต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเงินทุกแดงบริกษ์
การทำธุรกิจควรจะซื่อสัตย์ไม่ใช่หรือไง? การเลือกปฏิบัติกับลูกค้าไม่ใช่เรื่องดีเลย
สวี่เฉิงเขย่งปลายเท้าชะโงกหน้าข้ามแผงลอยพลางเอ่ยขึ้น "คุณลุงครับ คากิสองขาเยอะเกินไป ผมกินไม่หมดหรอกครับ เอาแค่ขาเดียวก็พอ"
ยอดขายคากิสองขาลดเหลือขาเดียว พ่อค้าบ่นพึมพำสองสามคำ เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนสีขาวที่เป็นขุย แล้วใช้ที่คีบคีบคากิขาที่ค่อนข้างใหญ่ไปวางไว้บนเขียงข้างๆ เหลือเพียงขาเล็กกว่าที่อยู่บนเครื่องชั่ง โดยที่มือของเขายังคงกดลงเบาๆ บนฝั่งที่ใช้วางของของเครื่องชั่ง
"ไอ้หนู ขานี้ใหญ่ตั้งเก้าเหลียงเต็มๆ คิดเป็นเก้าสิบเจ็ด ลุงคิดเงินทั้งหมดเก้าหยวนเจ็ดเหมาก็แล้วกัน" พูดจบ พ่อค้าก็หยิบคากิใส่ถุงพลาสติกอย่างคล่องแคล่วแล้วยื่นให้สวี่เฉิง
ทว่าสวี่เฉิงกลับไม่รับมา เขาส่ายหน้าด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
"คุณลุงครับ เก้าเหลียงมันใหญ่เกินไป ผมกินไม่หมดหรอก ผมเอาขาเล็กที่อยู่ตรงนั้นดีกว่า เปลี่ยนเป็นขานั้นให้หน่อยนะครับ"
พ่อค้าขมวดคิ้ว มือที่ถือถุงพลาสติกชะงักค้างกลางอากาศ เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะดึงมือกลับ
"งั้นเดี๋ยวลุงชั่งให้ใหม่" น้ำเสียงของพ่อค้าลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่ต้องหรอกครับคุณลุง" สวี่เฉิงฉีกยิ้มสดใส "เมื่อกี้คุณลุงก็ชั่งไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ? คากิสองขารวมกัน 16 หยวน 3 เหมา ขาใหญ่นี้ราคา 9 หยวน 7 เหมา เอา 16 หยวน 3 เหมาลบด้วย 9 หยวน 7 เหมา ก็จะเหลือ 6 หยวน 6 เหมา ขาที่เหลือก็ต้องราคา 6 หยวน 6 เหมาสิครับ"
เมื่อได้ยินคำพูดของสวี่เฉิง ใบหน้าของพ่อค้าก็มืดครึ้มลงทันที เขารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองเล่นตุกติกอะไรไว้ ตอนนี้ไม่ว่าจะเปลี่ยนให้หรือไม่เปลี่ยน เขาก็ตกที่นั่งลำบากเหมือนถูกย่างอยู่บนกองไฟ
เวลานี้ในตลาดสดคนยังไม่พลุกพล่านนัก พ่อค้าแม่ค้าแผงใกล้เคียงสังเกตเห็นความผิดปกติและชะเง้อคอดูอยู่นานแล้ว เมื่อได้ยินสิ่งที่สวี่เฉิงพูด พวกเขาก็พากันหัวเราะร่วน
"ทำมาค้าขายมันก็ต้องมีความซื่อสัตย์สิ!"
"เฮ้อ คนทำอะไรฟ้าก็มองอยู่นะเว้ย!"
เมื่อถูกพวกพ่อค้าแม่ค้าแซว สีหน้าของพ่อค้าคากิก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เมื่อมองไปที่ใบหน้าอ่อนเยาว์ของสวี่เฉิง เขาได้แต่คิดไม่ตก วันนี้มันวันซวยอะไรกัน? หรือว่าเขาจะเสียรู้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่เข้าให้แล้ว?
สวี่เฉิงมือไว เขาตบเงินลงบนเขียงก่อน จากนั้นก็เขย่งเท้าหยิบคากิขาเล็กที่วางอยู่บนเขียงขึ้นมาโดยตรง แค่ยกดูเขาก็รู้แล้วว่ามันหนักกว่าขาใหญ่ที่พ่อค้าชั่งให้เมื่อกี้อย่างแน่นอน
"คุณลุงครับ ทอนเงินด้วยครับ"
ตอนนั้นเองพ่อค้าถึงเพิ่งเห็นว่าสวี่เฉิงหยิบอีกขาไปจากเขียงแล้ว เขารีบร้องบอก "เฮ้ย? ไอ้หนู เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ! เอ้อ... ลุงไม่มีเงินทอนหรอก ไปซื้อร้านอื่นไป ลุงไม่ขายแล้ว!"
พ่อค้าดูหัวเสียเล็กน้อย ล่าห่านมาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับโดนห่านจิกตาบอด เขาคิดในใจว่าถ้าวันนี้ต้องมาพ่ายแพ้ให้เด็กเมื่อวานซืน แล้ววันหน้าเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในตลาดสดแห่งนี้? ถ้าพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นรู้เข้า ไม่หัวเราะเยาะเขาจนตายเลยหรือไง?
พูดจบ เขาก็เดินอ้อมแผงลอยตรงรี่เข้าไปหาสสวี่เฉิง หมายจะแย่งของจากมือเด็กชายอย่างไม่เกรงใจ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาขวางหน้าสวี่เฉิงเอาไว้
"นี่สหาย คุณไม่มียางอายบ้างเลยหรือไง? มารังแกเด็กกลางวันแสกๆ แบบนี้ได้ยังไง?" หญิงสาวก้าวมายืนบังหน้าสวี่เฉิง น้ำเสียงของเธอแหลมปรี๊ดและทรงพลังยามตวาดใส่พ่อค้าจนเขาหน้าถอดสีในทันที
ส่วนสวี่เฉิงที่อยู่ด้านข้างก็เงยหน้าขึ้น สังเกตหญิงสาวแปลกหน้าตรงหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
อายุอานามของเธอน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของเขา เธอมีทรวดทรงองค์เอวสง่างาม ใบหน้าสะสวยสะดุดตา แต่งหน้าเพียงอ่อนๆ และมีเรือนผมสีน้ำตาลปล่อยสยายคลอเคลียบ่า
เธอสวมรองเท้าส้นสูงสีดำเพรียวบาง น่องกลมกลึงเรียบเนียนสวมทับด้วยถุงน่องสีเนื้อที่เปล่งประกายเงางามบางเบาราวกับปีกจักจั่น การแต่งกายด้วยชุดสูททำงานสีดำทำให้เธอเปล่งประกายภูมิฐานราวกับลูกผู้ดีมีตระกูล
สวยและสตรอง นี่คือความประทับใจแรกของสวี่เฉิง ทว่าใบหน้าอันงดงามของเธอกลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดในแบบที่เขาก็นึกไม่ออก
คำพูดของหญิงสาวแทงใจดำ พ่อค้าเสียหน้าแต่ก็ไม่ยอมถอยและเถียงกลับ "ผมรังแกอะไร? ของของผม ผมอยากขายก็ขาย ไม่อยากขายก็ไม่ขาย มันผิดตรงไหน?"
เกาหมานหมานกอดอก ใบหน้าเรียบเฉยขณะแค่นหัวเราะ "ใช่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่คุณจะขายหรือไม่ขายหรอกนะ หกสิบเก้าเป็นเจ็ดสิบสาม เก้าสิบเก้าเป็นเก้าสิบเจ็ด นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นพ่อค้าคิดเลขแบบนี้ คุณไม่อายบ้างเหรอที่มากอบโกยเงินจากกระเป๋าเด็กแบบนี้? หรือว่ามโนสำนึกอันน้อยนิดในอกคุณพอเอาไปชั่งแล้วมันมีค่าแค่หยวนสองหยวน?"
'ผู้หญิงคนนี้ร้ายกาจชะมัด' สวี่เฉิงคิดในใจ ลอบประหลาดใจเงียบๆ
พ่อค้าหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคืองที่ถูกด่าทอ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นคนมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็สูดหายใจลึกๆ แล้วเดินกลับไปที่แผงเพื่อนับเงินทอนให้สวี่เฉิง ยอมกลืนเลือดรับความขาดทุนไปโดยปริยาย
เขาเต็มไปด้วยความเสียใจ ลูกไม้ตื้นๆ ของเขาใช้ไม่ได้ผล ยอมขาดทุนแต่แรกยังจะดีซะกว่า ทำไมเขาถึงอดไม่ได้ที่จะไปต่อล้อต่อเถียงกับเด็กนี่นะ? ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ป้ายชื่อร้านเขาอาจจะถูกทุบทำลายทิ้งเลยก็ได้! ท้ายที่สุดแล้ว คนทำธุรกิจก็ต้องเห็นชื่อเสียงสำคัญที่สุด
"เฉิงเฉิง!" เหออิงที่หิ้วถุงพลาสติกสีดำหลายใบรีบเบียดตัวฝ่าฝูงชนเข้ามา เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ แต่กลัวว่าลูกชายจะถูกรังแก
"คุณคือคุณแม่ของหนูน้อยคนนี้ใช่ไหมคะ?" เกาหมานหมานปรายตามองเหออิงแล้วอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดให้เธอฟัง
"ผู้อำนวยการเกา โชคดีจริงๆ ที่ได้เจอคุณวันนี้" เหออิงกล่าวขอบคุณเกาหมานหมานพลางถลึงตาใส่พ่อค้าอย่างดุดัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความปกป้องลูกชาย "เถ้าแก่หยาง ฉันมาซื้อของร้านคุณตั้งหลายครั้ง คุณค้าขายแบบนี้เหรอ? แบบนี้มันเกินไปหน่อยแล้วมั้ง!"
พ่อค้ายิ้มเจื่อนๆ เชิงขอโทษ แล้วรีบหั่นเนื้อหัวหมูครึ่งชั่งยัดใส่มือเหออิง เขาบอกว่าวันนี้เขาสับสนไปหน่อยจริงๆ และขอให้เธอช่วยยกโทษให้
เหออิงไม่ได้ไล่ต้อนจนมุม เธอมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยม หลังจากต่อว่าไปชุดหนึ่งและรับของมา พ่อค้าก็ยังรู้สึกซาบซึ้งใจแทบน้ำตาไหล
เกาหมานหมานมองดูด้วยแววตาชื่นชมเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเหออิงด้วยความประหลาดใจ "คุณรู้จักฉันด้วยเหรอคะ?"
เหออิงรีบตอบ "ฉันเหออิงจากสำนักพิมพ์ของเราไงคะ ฉันเคยเห็นผู้อำนวยการเกามาสองสามครั้งแล้วค่ะ"
เกาหมานหมานถึงบางอ้อทันที "อ้อ คุณเหออิงนี่เอง! บังเอิญจังเลยนะคะ! ฉันเพิ่งได้ยินรองผู้อำนวยการหยางพูดถึงคุณเมื่อบ่ายนี้เอง"
"จริงเหรอคะ!" เหออิงพูดอย่างดีใจ
"คุณเลี้ยงลูกมาได้ดีมากเลยนะคะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเจอเด็กฉลาดขนาดนี้ เขาว่ากันว่าลูกสะท้อนภาพลักษณ์ของพ่อแม่ เห็นได้ชัดเลยว่าพี่เหอก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน"
"แหม คุณก็ชมเกินไปค่ะ"
เกาหมานหมานย่อตัวลงและลูบหัวสวี่เฉิง "หนูน้อย ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะ?"
เมื่อได้อยู่ใกล้ชิดคุณน้าคนสวยขนาดนี้ สวี่เฉิงก็ดูจะลุกลนเล็กน้อย
"หกขวบครับ"
"เพิ่งหกขวบก็คิดเลขเก่งขนาดนี้แล้วเหรอ?" เกาหมานหมานประหลาดใจ "อายุเท่าลูกสาวฉันเลย เป็นเด็กที่ฉลาดจริงๆ ว่าแต่หนูชื่ออะไรจ๊ะ?"
"สวี่เฉิงครับ"
เมื่อได้ยินชื่อนั้น แววตาที่อ่อนโยนของเกาหมานหมานก็พลันเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดูคล้ายกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เสียมากกว่า
"อ้อ ที่แท้เธอก็คือสวี่เฉิงนี่เอง"