- หน้าแรก
- ย้อนวัยหัวใจ ให้โตไปพร้อมกับเธอ
- บทที่ 2 ไหหึงแตก
บทที่ 2 ไหหึงแตก
บทที่ 2 ไหหึงแตก
หลินหว่านโจว
ในช่วงวัยเรียนของสวี่เฉิง ชื่อนี้เป็นชื่อที่เขาลืมไม่ลงจริงๆ
เธอคือนักเรียนหัวกะทิที่สอบได้ที่หนึ่งของสายชั้นมาตลอดช่วงมัธยมปลาย เป็นเทพธิดาผู้เย็นชาแห่งห้องเรียนเด็กกิฟต์
แทบจะทุกวันจันทร์หลังเคารพธงชาติ เธอจะเป็นตัวแทนนักเรียนดีเด่นที่ได้รับเลือกให้ออกมากล่าวสุนทรพจน์หน้าเสาธง
ในงานแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกงาน ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ เธอไม่ขึ้นไปดีดเปียโนโชว์บนเวที ก็ต้องรับหน้าที่เป็นพิธีกรหญิง
เธอยังเป็นนักจัดรายการหญิงประจำสถานีวิทยุของโรงเรียน และเป็นไพ่ตายของชมรมโต้วาที ทุกๆ วันเยาวชนแห่งชาติ เธอจะกวาดรางวัลน้อยใหญ่ไปนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น 'ดาวเด่นด้านการเรียน' หรือ 'นักเรียนต้นแบบ'!
ไม่ว่าจะเป็นครูหรือผู้ปกครอง พวกเขามักจะพูดกับเขาเสมอว่า "ดูอย่างหลินหว่านโจวสิ" หรือ "ทำไมไม่รู้จักเอาอย่างหลินหว่านโจวบ้าง?"
เธอคือจุดสูงสุดของคำว่า 'ลูกบ้านอื่น' อย่างแท้จริง
พอมองดูแม่หนูน้อยแก้มซาลาเปาที่ดูไม่ค่อยจะฉลาดตรงหน้า สวี่เฉิงก็ไม่อาจเชื่อมโยงภาพเธอกับเทพธิดาประจำโรงเรียนผู้สูงส่งคนนั้นได้เลยจริงๆ
นี่คือคนคนเดียวกันจริงๆ งั้นเหรอ?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เธอไปเจออะไรมากันแน่?
เดี๋ยวนะ นี่เราเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นอนุบาลกันหรอกเหรอ? แถมดูเหมือนว่าจะสนิทกันมากด้วย!
ดวงตาของหลินหว่านโจวยังคงเป็นประกาย เธอจับแขนเสื้อของสวี่เฉิงกระตุกเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
"สวี่เฉิง หม่าม้าบอกว่าเราจะยอมให้คนที่ชอบจุ๊บได้เท่านั้นนะ ตั้งแต่นี้ไป นายห้ามให้คุณครูเสี่ยวหยางจุ๊บสุ่มสี่สุ่มห้าอีก เข้าใจไหม?"
"อึก"
เมื่อเห็นหลินหว่านโจวยืนเท้าเอวเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง สวี่เฉิงก็อดไม่ได้ที่จะสะอึก
หรือว่าหลินหว่านโจวคนนี้กำลังหึงกันเนี่ย?
เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาสี่โมงเย็น
ผู้ปกครองทยอยกันมาที่โรงเรียนอนุบาล ทักทายคุณครู แล้วรับลูกหลานกลับบ้าน
สวี่เฉิงนั่งรออย่างว่าง่าย พลางสงสัยว่าพ่อของเขา สวี่เจียงเหอ หรือแม่ของเขา เหออิง จะเป็นคนมารับ
ปรากฏว่าเป็นเหออิง หญิงที่กลายเป็นคุณป้าวัยกลางคนในความทรงจำของเขา บัดนี้ดูเด็กลงไปกว่ายี่สิบปี ใบหน้าเต่งตึงเปี่ยมไปด้วยคอลลาเจน ผมสีดำขลับหนานุ่มราวกับจะประกาศถึงเสน่ห์ของหญิงสาววัยสะพรั่ง
ตอนนั้นเองที่สวี่เฉิงเพิ่งตระหนักได้ว่า แม่ของเขาที่เอาแต่บ่นกระปอดกระแปดว่าอยากอุ้มหลาน สมัยสาวๆ สวยขนาดนี้เชียว! ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่เก็บรูปไว้ให้เยอะกว่านี้นะ?
"แหม คุณครูเสี่ยวหยางคะ สวี่เฉิงโตป่านนี้แล้วยังฉี่รดกางเกงอีก คงสร้างความลำบากให้คุณครูแย่เลย"
"ไม่เลยค่ะ ไม่เลย คุณแม่น้องสวี่เฉิงเกรงใจไปแล้ว ปกติน้องสวี่เฉิงเป็นเด็กดีมากเลยนะคะ"
เหออิงขอบคุณคุณครูเสี่ยวหยางที่ช่วยดูแล จากนั้นก็หันมาดุสวี่เฉิงเสียงเขียวไปสองสามประโยค
"สวี่เฉิง! แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าถ้าปวดก็ให้รีบไปเข้าห้องน้ำ! จะขึ้นประถมอยู่แล้ว ทำไมยังฉี่รดกางเกงอยู่อีกห๊ะ?"
เสียงของเธอค่อนข้างดังจนดึงดูดสายตาของผู้ปกครองคนอื่นๆ หลายคนหันมามองสวี่เฉิงที่กำลังจะเข้าชั้นประถมด้วยรอยยิ้มขบขัน
สวี่เฉิงยืนตัวตรงแหน่ว พยักหน้าหงึกหงักอย่างเอาเป็นเอาตาย ในใจได้แต่ร้องขอให้แม่ไว้หน้าเขากว่านี้สักหน่อย โชคดีนะที่เขาเป็นชายหนุ่มผู้ร่าเริงสดใส ถ้าจิตใจบอบบางกว่านี้อีกนิด ต้นกล้าแห่งอนาคตของชาติคนนี้คงไม่แหลกสลายไปแล้วหรือไง?
เหออิงเห็นว่าสวี่เฉิงตั้งใจฟังคำสั่งสอน แม้จะไม่รู้ว่าซึมซับเข้าสมองไปบ้างหรือเปล่า แต่เธอก็รู้สึกภูมิใจที่การอบรมสั่งสอนของตนประสบผลสำเร็จ จึงบ่นน้อยลงกว่าปกติไปหลายคำ
หลังจากร่ำลาคุณครูเสี่ยวหยาง เหออิงก็อุ้มสวี่เฉิงขึ้นไปนั่งบนเบาะหลังมันปลาบของจักรยานยี่ห้อฟีนิกซ์ จากนั้นก็ออกตัววิ่งเหยาะๆ แล้วกระโดดขึ้นขี่จักรยานพาเขาแล่นฉิวออกไปอย่างคล่องแคล่ว
สี่โมงเย็นยังถือว่าหัววันนัก เหออิงไม่ได้พาสวี่เฉิงกลับบ้านทันที แต่พาเขาไปที่บ้านป้าหวังข้างบ้านเพื่อตั้งวงไพ่นกกระจอก
แม้จะอยู่ห่างกันแค่สองคูหา แต่ฐานะทางบ้านของป้าหวังกับครอบครัวสวี่เฉิงนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
บ้านป้าหวังมีทีวีสีจอยักษ์ยี่ห้อหลิวเสี่ยวชิ่ง แถมยังมีคอมพิวเตอร์จอหนาเตอะราคาแพงหูฉี่ที่ยังไม่แพร่หลายนักตั้งตระหง่านอยู่ ในสายตาของคนทั่วไป นี่คือครอบครัวเศรษฐีชัดๆ แต่ถ้าเป็นบ้านของสวี่เฉิงล่ะก็ คงเป็นสไตล์: "ไปเอาแตงกวาครึ่งลูกในตู้เย็นมาผัดกับข้าวให้ลูกกินไป"
เหล่าเพื่อนบ้านจับกลุ่มตั้งวงไพ่นกกระจอกกันอย่างรวดเร็ว ส่วนสวี่เฉิงถูกส่งตัวให้ไปเล่นคอมพิวเตอร์กับพี่จวงจวง ลูกชายของป้าหวังที่เพิ่งเลิกเรียนกลับมา
พี่จวงจวงมีชื่อจริงว่า ถานซง สวี่เฉิงจำได้ว่าถานซงน่าจะอายุมากกว่าเขาสามปี ถ้าคำนวณไม่ผิด ปีนี้ก็น่าจะอยู่ชั้นป.3 แล้ว
ห้องนอนของเขาไม่ใหญ่มากนัก แม้ในยุคนี้จะยังไม่มีการหักพื้นที่ส่วนกลาง แต่ตัวบ้านเองก็เล็กอยู่ดี อย่างมากก็แค่ 90 ตารางเมตร
สวี่เฉิงนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กอย่างเชื่อฟัง มองดูถานซงเปิดคอมพิวเตอร์อย่างช่ำชอง สเปกคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ถือว่าแรงใช้ได้ ไม่ใช่รุ่น 486 กากๆ อีกต่อไป แต่เป็นรุ่นเพนเทียมใหม่ล่าสุด
คอมพิวเตอร์ในยุคนั้นสามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เพียงแค่ต้องต่อสายโทรศัพท์เพื่อหมุนหมายเลขเชื่อมต่อ แต่ความเร็วนั้นช้าเป็นเต่าคลาน แค่ไม่กี่ KB เท่านั้น แถมถ้ามีสายเรียกเข้าเมื่อไหร่ อินเทอร์เน็ตก็จะหลุดทันที
ถานซงคลิกเปิดเกมขึ้นมาแล้วสั่งสวี่เฉิงที่อยู่ข้างๆ "เล่นเกมนี้กัน! นายแค่นั่งดูเงียบๆ ก็พอ"
สวี่เฉิงพยักหน้า "อื้ม"
สวี่เฉิงจำเกมที่ถานซงกำลังเล่นได้ มันคือ 'ตำนานยอดมนุษย์เหอหลั่ว' แต่ด้วยความที่ถานซงยังเป็นแค่เด็กประถม เขาจึงเล่นไม่เป็นเอาเสียเลย เอาแต่วิ่งสะเปะสะปะไปมาเหมือนแมลงวันหัวขาด ตายซ้ำตายซากจนมีข้อความ "สิบปีเป็นตาย สองเรามิอาจล่วงรู้" ลอยขึ้นมาให้เห็นจนสวี่เฉิงรู้สึกหงุดหงิดแทน
"พี่ถานซง ให้ผมเล่นบ้างสิ"
ถานซงกำลังหมกมุ่นอยู่กับเกมอย่างหนัก ย่อมไม่ยอมให้สวี่เฉิงแย่งเล่น เขาโบกมือปัดๆ โดยไม่แม้แต่จะละสายตาจากหน้าจอ "นายเล่นไม่เป็นหรอก นั่งดูฉันเล่นไปเถอะน่า"
สวี่เฉิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ถอนหายใจออกมาอย่างขัดใจ เขานั่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะชี้ไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างกะทันหัน
"เดินไปดูตรงนั้นสิ มีหีบสมบัติอยู่"
"เห็นไหม? ได้คัมภีร์เพลงกระบี่ซงเฟิงมาแล้วใช่ไหมล่ะ? ต้องใช้มันนะถึงจะเอาคัมภีร์ปี้เสียได้"
"ไปทางโน้น ลงมา อ๊ะ เลยแล้ว ขึ้นไปนิดนึง ใช่ๆ ไปทางขวา เข้าไปในถ้ำนั้น ไปเอาคัมภีร์รวมบทกวีถัง ส่วนจะเอาดินประสิวด้วยหรือเปล่าก็แล้วแต่พี่เลย"
ถานซงหันมามองสวี่เฉิงด้วยความประหลาดใจ น้องชายข้างบ้านคนนี้เจ๋งชะมัด! เขาเล่นมาตั้งนานยังไม่รู้เลยว่าเกมนี้มีเหตุการณ์ลับซ่อนอยู่เยอะขนาดนี้ แต่เรื่องราวมันไม่ได้จบแค่นั้นน่ะสิ
"พอล้มเหยียนจีได้แล้วอย่าเพิ่งรีบไป ตรงนั้นๆ มียาประทังชีวิตราชันย์สวรรค์อยู่ในหีบ ของดีเลยนะนั่น!"
"อย่าเพิ่งผลีผลามเข้าไป กินโสมสักสองสามต้นก่อน ข้างในนั้นต้องสู้กันนะ"
"ไปหาของให้มู่หรงฟู่ก่อน จะได้หวังอวี่เยียนมาร่วมทีม มีเธออยู่ด้วย การต่อสู้จะง่ายขึ้นตั้งครึ่งนึงเลยนะ!"
เมื่อได้รับคำชี้แนะจากสวี่เฉิง ถานซงก็ถึงกับอ้าปากค้าง สวี่เฉิงน้อยคนนี้สุดยอดเกินไปแล้ว! นี่มันอัจฉริยะด้านการเล่นเกมชัดๆ!
เขาเล่นเกมนี้มาตั้งหลายเดือน ไม่เคยผ่านด่านได้ฉลุยขนาดนี้มาก่อนเลย! พอมีสวี่เฉิงคอยบอกบท มันก็เหมือนกับการเปิดโปรแกรมโกงยังไงยังงั้น พอได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นเกมที่ฟินขนาดนี้แล้ว ใครจะยอมกลับไปเล่นแบบเดิมอีกล่ะ!
แถมเขายังไม่เคยปลดล็อกเนื้อเรื่องอย่าง 'จิ้งจอกภูเขาหิมะ' 'มังกรหยก' หรือ 'ดาบมังกรหยก' ได้เลยสักครั้ง!
เมื่อเห็นตัวละครของตัวเองจัดการกับมอนสเตอร์กีกี้ในเกมได้อย่างง่ายดาย ถานซงก็รู้สึกตื่นเต้นสุดๆ! เล่นเกมมันต้องแบบนี้สิโว้ย! ถ้าเอาเซฟเกมเทพๆ แบบนี้ไปอวด เพื่อนในชั้นต้องช็อกกันไปเป็นปีแน่ๆ!
ในฐานะเด็กป.3 เขาไม่คิดจะสงสัยเลยสักนิดว่าทำไมสวี่เฉิงถึงรู้เรื่องพวกนี้ เขาแค่อยากจะเก่งขึ้นไปอีก แล้วกลายเป็นเด็กที่เท่ที่สุดในหมู่เด็กผู้ชายทั้งหมดในห้องให้ได้!
ถานซงหันมามองสวี่เฉิง เลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่ด้วยการถูมือไปมาพร้อมกับทำหน้าประจบประแจงแล้วหลอกล่อ "เฉิงเฉิง ช่วยสอนพี่อีกหน่อยได้ไหม? ด่านต่อไปต้องเล่นยังไงล่ะ?"
สวี่เฉิงกอดอก
"อยากรู้เหรอ?"
ถานซงพยักหน้ารัวๆ "อื้มๆๆ"
"ได้สิ"
สวี่เฉิงแบมือเล็กๆ ของเขาออกไป
"จ่ายค่าครูมาก่อน"