เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 แยกบ้าน 7

บทที่ 7 แยกบ้าน 7

บทที่ 7 แยกบ้าน 7 


บทที่ 7 แยกบ้าน 7

เมื่อคืนวานนี้เองที่พวกเขาเพิ่งดิ้นรนหลุดพ้นจากฝันร้ายอันยาวนานและนองเลือด... ในใจและแววตาจึงอัดแน่นไปด้วยความแค้นที่ท่วมท้น แค้นจนอยากจะลงมือสังหารเหล่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ญาติมิตร’ ในบ้านหลังนี้ให้ตายตกไปตามกันอีกสักครั้ง

เมื่อสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าเรื่องสำคัญอันดับแรกคือการแยกบ้าน แม้จะต้องจากไปตัวเปล่า ก็ต้องหลุดพ้นจากถ้ำปีศาจกินคนแห่งนี้ให้จงได้

พวกเขาเตรียมใจยอมรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดไว้แล้ว

แต่กลับคาดไม่ถึงว่าท่านผู้ใหญ่บ้านและท่านปู่ทั้งสองจะยอมยื่นมือเข้ามามอบความเป็นธรรม จนทำให้เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้ได้

“ขอบพระคุณท่านพ่อที่เมตตา” เหมียวชุนเซิงลดเปลือกตาลง เพื่อปิดซ่อนอารมณ์อันซับซ้อนในดวงตา กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ลูกไม่มีความเห็นขอรับ”

“ดี ในเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน ข้าก็จะเขียนเรื่องนี้ลงในเอกสารแยกบ้าน” ผู้ใหญ่บ้านหลิวกุ้ยชุน ซึ่งกำลังเตรียมกระดาษและฝนหมึกอยู่ที่โต๊ะเล็กด้านข้าง พยักหน้ารับคำ แล้วจึงยกพู่กันขึ้นจุ่มหมึกจนชุ่ม เขียนข้อตกลงเรื่องการแบ่งเงินทองเพิ่มเติมลงไปใต้ข้อความที่ร่างไว้

ปลายพู่กันกรีดผ่านผิวของกระดาษหยาบ เกิดเป็นเสียงเสียดสีแผ่วเบา แต่สำหรับคนสกุลเหมียวแล้ว เสียงนั้นกลับหนักอึ้งในโสตประสาทอย่างผิดปกติ

“แม้ว่าบ้านรองจะสมัครใจไม่เอาบ้านที่อยู่ปัจจุบัน” ปู่ใหญ่เหมียวเดินวนอยู่ในลานบ้านสองสามรอบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ อีกครั้ง ประหนึ่งว่ากำลังสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป

“แต่เสบียงอาหารที่สะสมมาตลอดทั้งปี ถ้วยโถโอชามในครัว หรือแม้แต่ปศุสัตว์ในสวนหลังบ้าน ทั้งของมีชีวิตและข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ ล้วนต้องแบ่งสรรปันส่วนให้ยุติธรรม ในเมื่อวันนี้ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ก็ควรแบ่งให้ชัดเจนเสียทีเดียว จะได้ไม่เกิดเรื่องบาดหมางในภายภาคหน้า จนทำลายสายสัมพันธ์ฉันพี่น้อง”

คำพูดของเขาสมเหตุสมผลยิ่งนัก ทว่าทุกถ้อยคำกลับราวกับมีดที่กรีดลึกลงในใจของผู้เฒ่าหญิงเหมียว

หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายคือผู้อาวุโสที่น่าเคารพนับถือในตระกูลแล้วละก็ ผู้เฒ่าหญิงเหมียวคงพุ่งเข้าไปเอาผ้าขี้ริ้วยัดปากที่ขยับไม่หยุดของเขาไปแล้ว! เหตุใดจึงต้องเอ่ยแต่วาจาที่ทำให้นางต้องเจ็บปวดราวกับถูกเฉือนเนื้อเถือหนังเช่นนี้!

“แบ่ง! แบ่ง! แบ่ง! เอาชีวิตแก่ๆ ของข้าแบ่งไปด้วยเลยสิ! เอาไปให้หมด! ข้าว่าบ้านนี้แยกกันแล้ว ข้าก็คงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว!”

นางอดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา แม้จะไม่ดังมาก แต่ก็ชัดเจนพอให้คนรอบข้างได้ยิน เสียงนั้นอัดแน่นไปด้วยความขุ่นเคืองและเจ็บใจ

แต่ถึงจะบ่นไปก็เท่านั้น ภายใต้สายตาที่จับจ้องของผู้ใหญ่บ้าน ผู้อาวุโสทั้งสอง และเหล่าเพื่อนบ้าน นางก็ไม่กล้าเล่นลูกไม้อีกต่อไป

การแบ่งทรัพย์สินที่ตามมานั้น ไม่ต่างอะไรกับการถูกลงทัณฑ์ประหารอย่างเชื่องช้าต่อหน้าสาธารณชน

เสบียงอาหารที่เก็บไว้ถูกยกออกมา เปิดออกทีละกระสอบ ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี… คละเคล้าไปกับกลิ่นอับอันเป็นเอกลักษณ์ของธัญพืชเก่า

ถ้วยโถโอชามถูกขนออกมาจากครัว ทั้งชามดินเผาเนื้อหยาบ อ่างที่ปากบิ่น และหม้อเหล็กใบใหญ่

ทุกครั้งที่ผู้เฒ่าหญิงเหมียวชี้ไปยังสิ่งของชิ้นหนึ่ง หัวใจของนางก็กระตุกวูบ ราวกับว่านั่นไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นเนื้อที่ถูกแล่ออกจากร่างกายของนาง

ท้ายที่สุด ทั้งสามบ้านจึงได้รับส่วนแบ่งเป็นธัญพืชอย่างดีคนละสองชั่ง และธัญพืชหยาบอีกสามชั่ง

ส่วนของมีชีวิตนั้น ที่สวนหลังบ้านมีแม่ไก่ไข่สิบตัว และหมูดำที่ขุนไว้ได้ครึ่งทางอีกหนึ่งตัว

ของเหล่านี้ยากจะแบ่งให้ลงตัวได้

เหมียวชุนเซิงเหลือบมองโจวชิงหลิงภรรยาของตน เมื่อเห็นนางพยักหน้าให้เป็นสัญญาณ เขาก็เสนอขึ้นมาด้วยตนเองว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ น้องสาม หมูกับไก่นี้แบ่งกันลำบาก

เช่นนี้แล้วกัน บ้านรองของพวกเราขอเพียงแม่ไก่ห้าตัว ถือเสียว่าเอาไว้บำรุงร่างกายให้เด็กๆ พอถึงสิ้นปีตอนที่ฆ่าหมูปีใหม่ พวกเราขอเพียงเนื้อหมูสิบจินเท่านั้น เกินมาแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่เอา”

ในใจของเขาคำนวณอย่างกระจ่างแจ้ง หมูหนึ่งตัวให้เนื้อได้ไม่น้อย การขอเพียงสิบจินนับว่าเป็นข้อเสนอที่คุ้มค่าสำหรับผู้เฒ่าเหมียวและคนอื่นๆ ทั้งยังเป็นการแสดงออกว่าบ้านรองของพวกเขาไม่ละโมบและไม่คิดแก่งแย่ง

เป็นดังคาด สองสามีภรรยาเฒ่าสกุลเหมียวที่กำลังมึนงงกับเรื่องแยกบ้านจนใกล้จะด้านชา ขอเพียงให้เรื่องจบลงโดยเร็วที่สุด รวมทั้งเหมียวใหญ่ที่แอบคำนวณในใจว่าการเลี้ยงหมูนั้นสิ้นเปลืองเสบียงอาหาร สิ้นปีได้เนื้อหมูเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยย่อมคุ้มค่ากว่า ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ลังเล

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากทุกฝ่ายไม่มีข้อโต้แย้งอื่นใด ก็ลงนามประทับลายนิ้วมือบนเอกสารแยกบ้านฉบับนี้เถิด”

ผู้ใหญ่บ้านหลิวกุ้ยชุนคลี่เอกสารทั้งห้าฉบับออกบนโต๊ะ

เนื้อหาเหมือนกันทุกฉบับ โดยผู้เฒ่าเหมียวและพี่น้องสามคนสกุลเหมียวจะเก็บไว้คนละฉบับ ส่วนฉบับที่เหลือจะต้องนำไปเก็บไว้ที่ศาลบรรพชนของหมู่บ้านเพื่อเป็นหลักฐาน

พี่น้องทั้งสามคนยังไม่มีผู้ใดขยับ ต่างมองไปยังผู้เฒ่าเหมียวที่นั่งอยู่หัวโต๊ะด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

ผู้เฒ่าเหมียวแค่นเสียง “หึ” ออกมาจากจมูกอย่างหนักหน่วง เสียงนั้นเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่ยังไม่จางหาย

เขาลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซมาที่ข้างโต๊ะ รับพู่กันที่ผู้ใหญ่บ้านยื่นให้ แล้วเขียนชื่อของตนเองลงไปอย่างเบี้ยวๆ บูดๆ — “เหมียวโก่วตั้น”

ตัวอักษรทั้งสามตัวนั้นเขียนอย่างใหญ่โต ลายเส้นแข็งทื่อ เผยให้เห็นถึงความกระด้างกระเดื่อง

เขียนเสร็จแล้ว ก็กดนิ้วโป้งลงบนตลับหมึกสีแดงชาดอย่างแรง แล้วกดลงข้างชื่อของตนเองอย่างหนักหน่วง ทิ้งรอยนิ้วมือสีสดที่ชัดเจนแต่เปรอะเปื้อนเล็กน้อยไว้

เมื่อเห็นว่าบิดาประทับลายนิ้วมือแล้ว ทุกอย่างก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก ในใจของเหมียวใหญ่ก็บังเกิดความรู้สึกซับซ้อนหลากหลาย

ความรู้สึกทั้งเสียดายที่ทรัพย์สมบัติของตระกูลต้องถูกแบ่งแยก และทั้งโล่งใจที่ได้สลัด ‘ตัวหายนะ’ อย่างบ้านรองออกไปได้เสียที สุดท้ายจึงกลั่นออกมาเป็นเสียงถอนหายใจอันยาวนานและซับซ้อน ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปลงนามและประทับลายนิ้วมือของตน

คนสกุลเหมียวหลายชั่วอายุคนล้วนเป็นชาวไร่ชาวนาที่หาเลี้ยงชีพจากผืนดิน ไม่สันทัดเรื่องการขีดเขียนนัก จะมีก็แต่เพียงปู่ของพวกเขาที่เคยติดตามปู่ใหญ่เหมียวเดินทางท่องไปทั่วหล้าในอดีต ได้เปิดหูเปิดตามาบ้าง ท่านจึงตระหนักถึงความลำบากของการไม่รู้หนังสือ และเคยว่าจ้างบัณฑิตเฒ่าในหมู่บ้านมาสอนลูกหลานให้พอรู้จักตัวอักษรที่จำเป็น...ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือชื่อของตนเองและตัวเลขง่ายๆ

ในขณะนี้ “วิชาความรู้” อันน้อยนิดนี้ก็ได้ใช้ประโยชน์แล้ว

เหมียวชุนเซิงและเหมียวสามจึงเดินเข้าไปทีละคน บรรจงเขียนชื่อของตนและประทับลายนิ้วมือ

หลังจากทุกคนลงนามและประทับลายนิ้วมือเสร็จสิ้น ห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าประหลาดชั่วขณะ

สายใยครอบครัวที่ผูกพันกันมานานหลายสิบปีได้พังทลายลงในบัดดล ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติที่ทั้งแน่นแฟ้นและบิดเบี้ยวได้ถูกตัดสะบั้นลงอย่างเป็นทางการด้วยลายหมึกสีดำและรอยนิ้วมือสีชาด

หลิวกุ้ยชุนรวบรวมเอกสารขึ้นมาสี่ฉบับเพื่อมอบให้แก่คนในสกุลเหมียว ก่อนจะพับฉบับสุดท้ายอย่างระมัดระวังแล้วสอดเก็บไว้ในอกเสื้อของตน

เขาเงยหน้าขึ้นประเมินเวลา ก่อนจะหันไปทางเหมียวต้าจ้วงที่ยืนจ้องสถานการณ์ตาแป๋วอยู่ที่หน้าประตู “ต้าจ้วง วิ่งไปอีกรอบนะ

ไปที่ทุ่งนาทางตะวันออกของหมู่บ้าน เรียกท่านลุงเจิ้งเจียกับท่านลุงเจิ้งเย่ของเจ้ามาด้วย เอาเชือกวัดที่ดินมาด้วย พวกเราต้องไปวัดขนาดที่ดินที่แบ่งให้แต่ละบ้าน และปักหลักเขตให้เรียบร้อย”

“ขอรับ!” เหมียวต้าจ้วงขานรับเสียงดัง

แม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจความหมายอันลึกซึ้งเบื้องหลังคำว่า “แยกบ้าน” มากนัก แต่สัญชาตญาณอันเฉียบแหลมของเด็กก็บอกเขาว่า นับจากนี้ไปพ่อแม่ของเขาดูเหมือนจะไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างก้มหน้าก้มตาอีกแล้ว นี่ต้องเป็นเรื่องดีอย่างแน่นอน!

ฝีเท้าเล็กๆ ในรองเท้าผ้าเก่าๆ พลันเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรง เขากลายเป็นดั่งลมหมุนน้อยๆ ที่เปี่ยมสุข พุ่งออกจากห้องโถง เบียดผ่านกลุ่มเพื่อนบ้านที่ยังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันไม่เลิกราอยู่หน้าประตูรั้ว และวิ่งสุดแรงเกิดไปยังทุ่งนาทางตะวันออกของหมู่บ้าน แสงแดดยามบ่ายของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องลงบนแผ่นหลังเล็กๆ นั้น ขับเน้นให้เห็นถึงความเบิกบานใจประหนึ่งได้หลุดพ้นจากพันธนาการ

เมื่อเอกสารแยกบ้านเสร็จสมบูรณ์ ขั้นตอนต่อไปก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น

ผู้ใหญ่บ้านหลิวกุ้ยชุนนำบุตรชายทั้งสองของตน หลิวเจิ้งเจียและหลิวเจิ้งเย่ พร้อมด้วยพี่น้องสามคนสกุลเหมียว และมีปู่ใหญ่เหมียวกับปู่รองเหมียวเป็นพยาน คนกลุ่มใหญ่ถือเชือกวัด แบกหลักไม้ มุ่งหน้าไปยังที่นา ภูเขาชา และที่ดินแห้งของสกุลเหมียว

พวกเขาจำเป็นต้องสำรวจและปักปันเขตแดนให้ชัดเจน ปักหลักเขตที่มั่นคงลงบนคันนาและหัวไร่ปลายนา นี่ไม่เพียงแต่เป็นการแบ่งแยกทางกายภาพ แต่ยังเป็นการยืนยันในความหมายทางกฎหมายและจารีตของหมู่บ้านอีกด้วย

การวัดที่ดินดำเนินไปเนิ่นนาน กินเวลาจนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำจึงจะแล้วเสร็จ

จบบทที่ บทที่ 7 แยกบ้าน 7

คัดลอกลิงก์แล้ว