- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 5 แยกบ้าน 5
บทที่ 5 แยกบ้าน 5
บทที่ 5 แยกบ้าน 5
บทที่ 5 แยกบ้าน 5
ผู้ใหญ่บ้านหลิวกุ้ยชุนเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็ชี้ขาดลงไป “ได้ เช่นนั้นบ้านของพี่ใหญ่ เหมียวรอง และเหมียวสามก็ได้ที่ดินไปครัวเรือนละหกหมู่ แต่ละบ้านต้องแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาด้วยเงินปีละหนึ่งตำลึง พร้อมข้าวสารหนึ่งชั่งและธัญพืชหยาบอีกสามชั่ง” เขาหันไปมองเหมียวต้าจ้วงที่ตามเขามา “ต้าจ้วง รีบไปเอาพู่กันกับกระดาษมา ข้าจะร่างหนังสือสัญญาให้พวกเจ้า”
“ขอรับ!” เหมียวต้าจ้วงแม้จะยังเยาว์วัย แต่ก็พอจะเข้าใจถึงได้เปรียบเสียเปรียบในคำพูดของผู้ใหญ่แล้ว
เขารู้ดีว่าผลลัพธ์ของการหารือครั้งนี้เป็นคุณต่อบิดามารดาของตน ใบหน้าเล็กๆ ที่กรำแดดจนแดงก่ำพลันสว่างวาบขึ้นมา ขานรับเสียงใส ก่อนจะหมุนตัววิ่งเข้าบ้านราวกับกระต่ายน้อยเริงร่า หายลับเข้าไปเพื่อหาพู่กันกับกระดาษ
ร่างเล็กๆ ของเขาวิ่งข้ามธรณีประตูห้องโถง ทำให้เกิดลมพัดเบาๆ ปลุกให้อากาศที่นิ่งสงบภายในบ้านเกิดการเคลื่อนไหว
ปู่รองเหมียวมองแผ่นหลังปราดเปรียวของเด็กน้อยที่วิ่งเร็วราวกับเหาะเหินเดินอากาศ สีหน้าที่เคร่งขรึมของเขาก็พลันอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น แต่แล้วรอยยิ้มนั้นก็จมลึกลงสู่ห้วงความคิด
เขาถอนหายใจในใจเงียบๆ ทายาทบ้านน้องสาม... เหมียวโก่วตั้นถูกสองสามีภรรยาตามใจจนเสียคนมาแต่เล็ก พอโตขึ้นก็เอาอกเอาใจลูกชายคนโตของตนจนเสียผู้เสียคนไปอีกทอด ส่วนตัวน้องสาม... อย่าให้พูดถึงเลยดีกว่า สุดท้ายก็ไร้ซึ่งบุตรชายไว้สืบสกุล
ในบรรดาหลานชายทั้งสามคน เขาชื่นชมเหมียวรองชุนเซิงมากที่สุดเสมอมา เป็นคนหนักแน่นมั่นคง สู้งานหนัก บัดนี้เมื่อมองดูต้าจ้วง บุตรชายคนโตของเขา อายุเพียงเท่านี้กลับฉลาดหลักแหลมรู้ความถึงเพียงนี้ ความขุ่นเคืองในใจที่เขามีต่อเหมียวโก่วตั้นพลันจางหายไปไม่น้อย ในใจบังเกิดความรู้สึกปลอบประโลมและความหวังขึ้นมาอย่างเงียบงัน
อีกด้านหนึ่ง ผู้เฒ่าหญิงเหมียวยังคงเจ็บปวดรวดร้าวกับการต้องเสียที่นาไปถึงหกหมู่ ความเจ็บปวดนั้นมิใช่ทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดที่กรีดลึกลงไปในหัวใจ
เมื่อคิดว่าที่ดินที่ถูกแบ่งไปนั้นตกเป็นของบุตรชายคนที่สองที่นางชิงชังที่สุด มันจะต่างอะไรกับการถูกเฉือนเนื้อของตนเองออกไปเล่า!
บัดนี้ เมื่อได้ยินท่านปู่รองเหมียวเอ่ยถึงเรื่องการแบ่งเงินทองอีกครั้ง นางก็ราวกับถูกเข็มแหลมทิ่มแทง กรีดร้องโวยวายขึ้นมาตามสัญชาตญาณ เสียงนั้นเจือสะอื้นและเต็มไปด้วยความโอเวอร์ดราม่าเช่นเคย
“สวรรค์! จะมีเงินที่ไหนให้แบ่งอีก! ของในบ้านถูกผลาญจนเกลี้ยงแล้ว! พวกเจ้าคิดจะไม่ให้พวกข้าสองผัวเมียมีชีวิตอยู่ต่อไป คิดจะบีบให้พวกข้ารีบลงโลงใช่หรือไม่!”
นางโวยวายไปพลาง ใช้ฝ่ามือหยาบกร้านตบตีเข่าของตนไปพลาง แต่ดวงตากลับเหลือบมองสามีและผู้ใหญ่บ้านอย่างรวดเร็วเพื่อสังเกตสีหน้า
“ท่านแม่ คำพูดของท่านช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก” โจวชิงหลิงที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างตลอดเวลา เอ่ยขึ้นพร้อมกับลูบหน้าท้องที่นูนเด่นของตนเบาๆ น้ำเสียงของนางไม่ดัง แต่ชัดเจนและหนักแน่น ทุกถ้อยคำล้วนกระทบโสตประสาทของทุกคน
“เรื่องอื่นข้าจะไม่พูดมาก หกปีที่ข้าแต่งเข้าสกุลเหมียวมานี้ เงินที่ได้จากการขายธัญพืชทุกปี ข้าจะถือว่ามันถูกใช้ไปกับค่ากินอยู่เสื้อผ้าและค่าใช้จ่ายทางสังคมของทุกคนในครอบครัว จะไม่ขอรื้อฟื้น
แต่เงินที่ได้จากการขายชาในทุกฤดูเก็บเกี่ยว กับเงินค่าแรงที่ชุนเซิงและน้องสามออกไปทำงานรับจ้างหามาได้นั้น ข้ารู้ดีว่าทุกอีแปะล้วนถูกเก็บออมไว้อย่างดี ไม่เคยรั่วไหลออกไปข้างนอกแม้แต่น้อย”
เมื่อพูดถึงการเก็บชา ในน้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความขมขื่นและความทรหดที่ยากจะสังเกตเห็น
หลายปีมานี้ ไม่ว่าจะอุ้มท้องจนร่างกายอุ้ยอ้าย หรือสะพายทารกที่ร้องหิวนมไว้บนหลัง นางก็ไม่เคยกล้าขาดงานเก็บชาแม้แต่วันเดียว
น้ำค้างยามเช้าบนภูเขาในฤดูใบไม้ผลิช่างหนาวเหน็บ ความเย็นจากยอดใบชาสามารถซึมผ่านปลายนิ้วเข้าไปถึงขั้วหัวใจได้ นางต้องอุ้มท้องหรือแบกลูก นั่งยองๆ อยู่ในไร่ชานานค่อนวัน
ดังนั้น ชาใหม่ในแต่ละปีจะขายได้เงินเท่าใด ในใจของนางย่อมมีบัญชีที่ชัดเจนอยู่แล้ว
บวกกับเงินหยาดเหงื่อแรงงานที่สามีเหมียวชุนเซิงและเหมียวสามหามาจากการทำงานรับจ้าง มีเงินก้อนไหนบ้างที่ไม่ถูกส่งมอบให้แก่แม่สามี?
นางคาดคะเนว่า เงินที่แม่สามีกำไว้อย่างแน่นหนาในมือนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเงินแท้บริสุทธิ์ราวสามสิบถึงสี่สิบตำลึง ซึ่งล้วนเป็นเงินที่พวกนางหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานทั้งสิ้น
“สวรรค์! เจ้าลูกสะใภ้ใจดำผู้นี้ คิดจะใส่ร้ายข้าให้ตายรึ!”
ผู้เฒ่าหญิงเหมียวราวกับแมวถูกเหยียบหาง เสียงของนางพลันแหลมสูงขึ้น กลายเป็นเสียงกรีดร้องที่โหยหวนบาดหู
“ครอบครัวใหญ่โตมีตั้งยี่สิบกว่าปากท้อง อ้าปากก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องมีเสื้อผ้าใส่ ไหนจะงานมงคลงานอวมงคลอีก ทุกอย่างล้วนเป็นค่าใช้จ่าย! หลายปีมานี้ที่ไม่มีใครอดตายหรือหนาวตาย ก็เป็นบุญคุณของพระโพธิสัตว์ เป็นเพราะพวกข้าสองผัวเมียใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์!
จะมีเงินเหลือเก็บที่ไหนกันอีก? เจ้า... เจ้าคิดจะสูบเลือดสูบเนื้อพวกข้าคนแก่ คิดจะบีบคั้นพ่อแม่สามีให้ตายหรืออย่างไร!”
พูดไม่ทันขาดคำ นางก็ทิ้งตัวลงไปกองกับพื้นทันที สองมือทุบตีพื้นดินที่เย็นเฉียบ พลางแผดเสียงร้องไห้โฮ น้ำมูกน้ำตาไหลปนเปกันไปหมด
“ข้าไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว! พ่อแม่ยังไม่ทันตาย ลูกหลานอกตัญญูพวกนี้ก็มาร้องแรกแหกกระเชอขอแยกบ้าน ยังจะมาปล้นเงินเก็บก้นโลงของพวกข้าอีก นี่มันยังมีฟ้าดินอยู่หรือไม่!”
นางร้องไห้โหยหวนไปพลาง แอบชำเลืองมองปฏิกิริยาของทุกคนผ่านซอกนิ้วไปพลาง โดยเฉพาะสามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว และผู้อาวุโสสกุลเหมียวทั้งสองท่าน
“ท่านแม่! ท่านรีบลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ บนพื้นมันเย็น เดี๋ยวจะไม่สบาย!”
ครั้งนี้พี่สะใภ้ใหญ่กลับมีปฏิกิริยาว่องไวอย่างน่าประหลาด นับว่าแสดงความหลักแหลมออกมาอย่างหาได้ยาก
นางรีบยัดลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนใส่มือของเหมียวใหญ่ที่ยืนงุนงงอยู่ข้างๆ จากนั้นก็พุ่งตัวลงไปที่พื้น แต่ไม่ได้ร้องไห้ตาม กลับทำทีเป็นเข้าไปประคองแม่สามี ปากก็กล่าวปลอบโยนไม่หยุด
“เงินของท่านก็คือของท่าน เก็บไว้ใช้ยามแก่เฒ่าเถิดเจ้าค่ะ ไม่มีใครแตะต้องได้หรอก! พวกเรายังหนุ่มยังสาวมีมือมีเท้า ต่อไปก็หาเงินเองได้!”
คำพูดของนางช่างไพเราะ จริงใจและเปี่ยมด้วยความห่วงใยยิ่งนัก แต่เสียงลูกคิดที่นางดีดอยู่ในใจนั้นดังจนแทบจะทะลุออกมาข้างนอก
แน่นอนว่านางไม่ยินยอมแม้แต่น้อยที่จะแบ่งเงินกองกลางให้บ้านของเหมียวรองและเหมียวสาม
เหมียวรองไม่เป็นที่โปรดปรานของบิดามารดามาแต่ไหนแต่ไร ส่วนเหมียวสามก็เป็น “คนไร้ทายาท” เงินในบ้านนี้ สมควรจะตกเป็นของบ้านใหญ่อย่างพวกนางทั้งหมด!
ใครใช้ให้พวกนางมีบุตรชายคนโต มีหลานชายคนโต เป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของตระกูลเล่า?
บัดนี้เมื่อถูกพี่สะใภ้ใหญ่ ‘ปลอบประโลม’ เช่นนี้ ประกอบกับการร้องห่มร้องไห้ราวกับฟ้าถล่มดินทลายของผู้เฒ่าหญิงเหมียว ก็ทำให้บ้านรองและบ้านสามตกที่นั่งลำบากราวกับถูกย่างบนกองไฟ กลายเป็นฝ่ายอกตัญญูไร้ความเคารพ เพียงเพื่อเงินไม่กี่สตางค์ถึงกับบีบคั้นมารดาจนคิดสั้น
เหมียวสาม หรือเหมียวเกินเจิ้ง เป็นคนหน้าบาง ทนรับสถานการณ์เช่นนี้ไม่ไหว ใบหน้าของเขาเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด รู้สึกราวกับสายตาของเพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ นั้นเป็นดั่งเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงร่างกาย
เขาเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว เอ่ยปากขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “ท่านแม่ ท่านอย่าร้องไห้เลย... พวกข้า... พวกข้าไม่เอาเงินของท่านก็ได้ เงินก้นโลงของท่านก็เก็บไว้ให้ดีเถิด”
เสียงของเขาไม่ดังนัก เจือไปด้วยความลังเลและแฝงไว้ด้วยการประจบเอาใจเช่นเคย
“เกินเจิ้ง!” สวีเหมยเหนียง ภรรยาของเขา พอได้ยินคำพูดนี้ก็ร้อนใจจนต้องกระชากแขนเสื้อของสามีไว้
ในใจของนางร้อนรนดั่งไฟเผา เจ้าคนโง่เอ๊ย เหตุใดถึงไม่เอาเงินเล่า? แยกบ้านแล้ว เตาไฟก็ต้องก่อขึ้นใหม่ ถ้วยชามหม้อไหก็ต้องซื้อเพิ่ม ไหนจะน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว และเครื่องปรุงต่างๆ อีก ล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น!
อาศัยเพียงเงินเก็บส่วนตัวของนางที่แอบซ่อนไว้เพียงหนึ่งตำลึงกว่าๆ จะไปพอทำอะไรได้?
พ่อแม่สามีลำเอียงมาโดยตลอด ไม่มีทางที่จะแอบช่วยเหลือบ้านสามของพวกนางเป็นการส่วนตัวเป็นแน่
บ้านใหญ่อยู่กับพ่อแม่สามี ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านนี้ย่อมตกเป็นของพวกเขาโดยปริยาย เงินในมือของพ่อแม่สามี ในอนาคตก็ย่อมไม่มีทางตกมาถึงบ้านของนางแม้แต่อีแปะเดียว