- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 3 แยกบ้าน 3
บทที่ 3 แยกบ้าน 3
บทที่ 3 แยกบ้าน 3
บทที่ 3 แยกบ้าน 3
เหมียวใหญ่เกียจคร้าน เหมียวสามเห็นแก่ตัว
ก็เพราะสองสามีภรรยาเฒ่าสกุลเหมียวรู้ซึ้งถึงนิสัยของบุตรชายทั้งสามเป็นอย่างดี จึงยิ่งไม่ยอมปล่อยให้บ้านของเหมียวรองแยกออกไป... พวกเขายังคาดหวังให้บ้านของเหมียวรองทำงานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้า ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับครอบครัวใหญ่นี้ต่อไป!
ทว่าคำพูดนี้ก็ช่วยเตือนสติผู้เฒ่าเหมียวได้ในที่สุด แม้จะแยกบ้านไปแล้ว อย่างไรเสียเหมียวรองก็ยังเป็นบุตรชายของเขา ยังคงต้องกตัญญูต่อพวกเขาต่อไป
หากไม่กตัญญู เพียงแค่น้ำลายของคนในหมู่บ้านก็สามารถกดทับจนเขาแทบยืนไม่ตรงแล้ว
“ได้สิ แยกบ้าน ข้ากับแม่ของเจ้าจะไปอยู่กับเจ้าด้วย” ผู้เฒ่าเหมียวพลันเกิดความคิดแยบยลขึ้นมาในหัว เขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างมีเล่ห์นัย
“ท่านพ่อ เช่นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร! ข้าเป็นพี่ใหญ่ ท่านทั้งสองสมควรจะอยู่กับข้าถึงจะถูก!” เหมียวชุนเซิงยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใด เหมียวใหญ่กลับเดือดพล่านขึ้นมาทันที
แม้ชาวบ้านจะเรียกเขาว่าผู้เฒ่าเหมียว แต่แท้จริงแล้วเขาเพิ่งอายุสี่สิบกว่าปี ยังไม่ถึงห้าสิบ กำลังวังชาในการทำงานยังคงดีเยี่ยม
ผู้เฒ่าหญิงเหมียวก็เช่นกัน อายุสี่สิบกว่าปี แต่การลงนา ปักดำ เก็บเกี่ยวล้วนเป็นกำลังหลัก
หากสองสามีภรรยาเฒ่าไปอยู่กับเหมียวรอง แล้วบ้านของเขาจะทำอย่างไร?
ภรรยาของเขาก็เหมือนกับเขา เกียจคร้านจนเป็นนิสัย ส่วนลูกๆ ของเขา คนโตก็เพิ่งจะอายุเจ็ดแปดขวบ คนเล็กยังไม่หย่านม จะไปคาดหวังอะไรได้
ในบ้านมีเพียงเขาที่เป็นเรี่ยวแรงหลักในการทำนา แค่คิดก็เหนื่อยสายตัวแทบขาดแล้ว
เขาไม่ยินยอมเป็นแน่
เมื่อเขาไม่ยินยอม ภรรยาของเหมียวสาม สวีเหมยเหนียงย่อมไม่ยินยอมเช่นกัน
นางกระทุ้งศอกใส่สามีเบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาพูดอะไรบ้าง
น่าเสียดายที่เหมียวสาม เหมียวเกินเจิ้ง อ้าปากแล้วก็หุบปาก ในที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
คนอย่างเขาที่ไม่มีบุตรชาย มีแต่ “ตัวผลาญเงิน” ถึงสามคน จะมีสิทธิ์มีเสียงอันใดในการเสนอตัวเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่เฒ่า?
สวีเหมยเหนียงมองดูปฏิกิริยาของสามี ในใจก็รู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งนัก
นางรู้ดีว่าสามีกำลังโทษนางที่ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้
นางมองดูลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขน แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อนอย่างยิ่ง
ใช่ว่านางไม่อยากให้กำเนิดบุตรชายเสียเมื่อไหร่! การมีลูกสาวติดต่อกันสามคนเป็นสิ่งที่นางต้องการหรืออย่างไรกัน!
สองท้องแรก พ่อแม่สามียังคงปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี
แต่ตั้งแต่ครรภ์ที่สามเป็นลูกสาวอีกครั้ง พวกเขาก็มองอะไรขวางหูขวางตาไปเสียหมด
หากไม่ใช่เพราะนางยังพอมีรูปโฉมสะสวยอยู่บ้าง ป่านนี้เหมียวเกินเจิ้งคงรังเกียจนางไปแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็ก้มหน้าลงหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน
ย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของสองสามีภรรยาบ้านสาม
ผู้เฒ่าเหมียวแอบสบถในใจว่าเหมียวใหญ่ช่างโง่เง่านัก แม้แต่แผนลวงตาง่ายๆ ก็ยังดูไม่ออก
เขาจึงพูดเปรยขึ้นเพื่อบอกใบ้ “บ้านเหมียวรองยังมีคนท้องอยู่ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ย่อมต้องดูแลเอาใจใส่เป็นธรรมดา ไม่ใช่ว่าจะไปอยู่กับพวกเขาตลอดไป รออีกหลายปีให้ฐานะของพวกเขาดีขึ้นแล้ว พวกเราค่อยย้ายกลับมาอยู่กับพวกเจ้าก็ยังไม่สาย”
“ท่านพ่อ ท่านจะลำเอียงไม่ได้นะ! บ้านเขามีคนท้อง บ้านข้าก็มีทารกแรกเกิดเช่นกัน ขาดคนดูแลไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ท่านกับท่านแม่ไปอยู่กับเหมียวรอง แล้วจะให้บ้านของพวกเราทำอย่างไรเล่า!” พี่สะใภ้ใหญ่ จางชุ่ยหลาน ไม่ยอมอีกต่อไป นางตบหน้าขาของตนแล้วร้องคร่ำครวญขึ้นมา
พ่อสามีผู้นี้ปกติพูดจาไพเราะ บอกว่ารักใคร่เอ็นดูพี่ใหญ่บ้านนางที่สุด แต่ดูคำพูดของเขาตอนนี้สิ นี่มันใช่คำพูดของคนหรือ?
ในช่วงเวลาที่มีเรี่ยวแรงสามารถช่วยเหลือได้ ก็จะไปทำงานให้บ้านเหมียวรอง
พออีกหลายปีให้หลังแก่เฒ่าลง ไม่มีเรี่ยวแรงต้องการคนดูแล ก็จะกลับมาที่บ้านของพวกนางอย่างนั้นรึ?
จางชุ่ยหลานถึงกับเริ่มสงสัยว่าท่าทีปกติของพ่อแม่สามีล้วนเป็นเรื่องจอมปลอม เกรงว่าสามีของนางเองต่างหากที่เป็นเด็กเก็บมาเลี้ยง
ผู้เฒ่าหญิงเหมียวเองก็ยังตามความคิดไม่ทันชั่วขณะ นางมองไปยังผู้เฒ่าเหมียวอย่างงุนงง “ท่านนี่มัน...”
ผู้เฒ่าเหมียวจะทำอย่างไรได้ ได้แต่ถอนหายใจอย่างสุดซึ้ง
ภรรยาของเขากับภรรยาของเหมียวใหญ่ ช่างโง่เง่าเหมือนกันไม่มีผิด สมแล้วที่เป็นญาติกัน
ตอนนี้บ้านเหมียวรองตั้งใจแน่วแน่ว่าจะแยกบ้าน นั่นย่อมหมายความว่าไม่อยากจะอยู่ร่วมกับพวกเขาอีกต่อไป
ตอนนี้เขาและภรรยาเฒ่าแสดงท่าทีว่ายินดีจะไปอยู่กับพวกเขา เหมียวรองย่อมต้องไม่ยินยอม
เมื่อพวกเขาไม่ยินยอม ก็ย่อมเกิดช่องให้ต่อรองได้ การแยกบ้านครั้งนี้ก็จะสามารถแบ่งทรัพย์สินให้พวกเขาน้อยลงสักหน่อย
เหตุผลง่ายๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงไม่เข้าใจกัน?
เขายังไม่ยอมแพ้ คิดจะบอกใบ้ภรรยาอีกครั้ง แต่กลับได้ยินเสียงของบุรุษวัยกลางคนดังมาจากนอกประตู “เกิดอะไรขึ้น? อยู่ดีๆ ทำไมถึงจะแยกบ้านกัน?”
ผู้ที่ก้าวเข้ามาจากประตูรั้วเป็นคนแรกคือหลิวกุ้ยชุน ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านต้าเหอวาน
ด้านหลังยังตามมาด้วยผู้อาวุโสในตระกูลอีกสองท่าน... ปู่ใหญ่เหมียวและปู่รองเหมียว รวมทั้งญาติผู้พี่คนโตในรุ่นนี้อย่างเหมียวเป่าซิง
ถัดมาคือเหล่าสตรีและเด็กๆ ที่ได้ยินเรื่องวุ่นวายจึงตามมามุงดู เหมียวต้าจ้วงกำลังถูกพวกนางรุมล้อมอยู่ตรงกลาง ซักถามไม่หยุดปาก
“ท่านลุงกุ้ยชุน เป็นข้าเองที่ต้องการจะแยกบ้าน ลำบากท่านต้องมาด้วยตนเองแล้ว” เหมียวชุนเซิงตอบ
หลิวกุ้ยชุนเพิ่งจะกลับขึ้นมาจากทุ่งนา ขากางเกงยังคงถกขึ้นมาถึงน่อง รองเท้าสานและน่องของเขาเต็มไปด้วยจุดโคลน
เมื่อได้ยินว่าผู้ที่เอ่ยปากคือเหมียวชุนเซิงจริงๆ เขาก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ
ล้วนเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน เขามองดูเหมียวชุนเซิงเติบโตมาตั้งแต่เล็ก และเคยทอดถอนใจกับซิ่วเอ๋อภรรยาของตนเองนับครั้งไม่ถ้วน “เหมียวรองผู้นี้หากเป็นลูกของบ้านเราจะดีเพียงใดนะ ทั้งเชื่อฟังทั้งกตัญญู ทั้งยังอดทนทำงานหนัก”
คาดไม่ถึงว่าซิ่วเอ๋อจะถลึงตาใส่เขา “นี่ถ้าออกมาจากท้องของข้า ข้าคงไม่ยอมให้เขาต้องลำบากเช่นนี้หรอก”
แม้จะบอกว่าเด็กในชนบททำงานมาตั้งแต่เล็ก แต่ก็ไม่มีผู้ใดเหมือนกับเหมียวรอง ที่อายุสี่ห้าขวบก็ติดตามผู้ใหญ่ลงนาขึ้นเขา อายุเจ็ดแปดขวบก็ถูกใช้งานเยี่ยงแรงงานครึ่งคน อายุสิบสองขวบก็ทำงานหนักเทียบเท่าบุรุษฉกรรจ์แล้ว
หากลูกของตนเองเป็นเช่นนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะใจสลาย
หลิวกุ้ยชุนครุ่นคิด ก็เห็นว่าจริง
“ชุนเซิงเอ๋ย นี่เกิดเรื่องอันใดขึ้น? พ่อแม่ของเจ้ายังอยู่แท้ๆ จะมีเหตุผลใดให้แยกบ้านกัน”
ผู้อาวุโสในตระกูลสองท่านที่ตามมาด้วยก็เอ่ยเสริม “ใช่แล้ว บิดามารดายังอยู่แต่กลับแยกบ้าน นี่มันอกตัญญูยิ่งนัก!”
“ท่านลุงกุ้ยชุน พวกเราก็สุดหนทางแล้วจริงๆ” โจวชิงหลิงอุ้มท้องโต จูงลูกน้อยที่ผอมแห้งสองคนเดินเข้ามาในลานบ้านสองสามก้าว ไม่สนใจใบหน้าที่ดำคล้ำของผู้เฒ่าเหมียวและผู้เฒ่าหญิงเหมียว นางเล่าถึงความไม่เป็นธรรมที่บ้านของตนได้รับออกมาทั้งหมดด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้นและติดๆ ขัดๆ
เสียงของนางดังมาก เพื่อให้แน่ใจว่าชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูนอกรั้วจะได้ยินกันอย่างถ้วนทั่ว
“ท่านลุงกุ้ยชุน ข้าสุดหนทางแล้วจริงๆ ช่วงฤดูทำนา ข้าทำงานในนาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ช่วงว่างเว้นจากการทำนา ข้าก็ไปทำงานรับจ้างในเมือง ไปเป็นจับกังริมแม่น้ำ ตลอดทั้งปีไม่เคยได้หยุดพักแม้แต่วันเดียว แม้แต่ช่วงตรุษจีนก็ยังต้องทำงาน”
น้ำเสียงของเหมียวชุนเซิงก็เจือสะอื้นเช่นกัน
“แต่ข้าทำงานหนักถึงเพียงนี้ ภรรยาและลูกของข้ากลับยังต้องอดๆ อยากๆ ท่านดูพวกเขาสี่คนสิ ผอมโซกันขนาดไหน”
ทุกคนต่างมองตามสายตาของเขาไปยังลูกๆ ของบ้านเขา แล้วหันไปมองลูกๆ ของบ้านเหมียวใหญ่
ไม่ต้องพูดถึงเลย ฝ่ายหนึ่งอ้วนท้วนสมบูรณ์ อีกฝ่ายผอมแห้ง ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันเลยสักนิด
“ท่านปู่ใหญ่ ท่านปู่รอง ท่านลุงใหญ่ ข้าเพียงแค่อยากจะลองดูว่า หลังจากแยกบ้านแล้ว ข้าจะสามารถเลี้ยงดูภรรยาและลูกของข้าให้อยู่ดีกินดีได้หรือไม่
ส่วนท่านพ่อท่านแม่ของข้า ข้ายังคงกตัญญูเหมือนเดิม เงินและเสบียงที่ต้องส่งเสียในแต่ละปีจะไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ในอนาคตเมื่อพวกท่านแก่เฒ่าหรือเจ็บป่วย ส่วนที่ข้าต้องรับผิดชอบ ข้าจะไม่บ่ายเบี่ยงเป็นอันขาด”
ปู่ใหญ่เหมียวถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ล้วนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ใครบ้างจะไม่รู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ลำเอียง?
เห็นได้ชัดว่าเป็นลูกชายแท้ๆ แต่เป็นเพราะตอนคลอดเหมียวรองนั้นเป็นการคลอดที่ยากลำบาก ทั้งยังถูกหลวงจีนพเนจรที่เดินผ่านทางมาขออาหารกล่าวประโยคหนึ่งว่า “ดวงชะตาของเด็กคนนี้ไม่สมพงศ์กับบิดามารดา ในภายหน้าจะข่มดวงของพวกเขา” ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยสนใจไยดีเด็กคนนี้เลย จึงโยนภาระให้ปู่ย่าเป็นคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก
ตอนที่ปู่ย่ายังมีชีวิตอยู่ก็ยังดี อย่างน้อยก็เลี้ยงดูจนเติบใหญ่
พอผู้เฒ่าทั้งสองเสียชีวิตไป สองสามีภรรยาคู่นี้ก็ไม่เคยปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงบุตรในไส้เลย งานหนักงานสกปรกทั้งหมดล้วนโยนให้เขาที่ตอนนั้นอายุเพียงเจ็ดแปดขวบ ทั้งยังไม่ให้กินอิ่มท้องอีกด้วย