- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 2 แยกบ้าน 2
บทที่ 2 แยกบ้าน 2
บทที่ 2 แยกบ้าน 2
บทที่ 2 แยกบ้าน 2
แต่ก็เป็นเพราะความเชื่อมั่นอย่างงมงายในชาติก่อนนั่นเอง ที่ทำให้บุตรทั้งสี่ของพวกเขาต้องประสบเคราะห์กรรมและทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสไปกับพวกเขาด้วย สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต
จนกระทั่งความตายอันน่าอนาถของบุตรคนสุดท้ายนั่นแหละ ที่ทำให้พวกเขาทั้งสองตาสว่างในที่สุด คว้ามีดฟืนกับจอบเข้าต่อสู้กับคนเหล่านั้นจนตัวตาย
ทว่าบุตรสังหารบิดา สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องที่ฟ้าดินมิอาจให้อภัย นายอำเภอจึงตัดสินประหารชีวิตพวกเขาทั้งสองทันที
มิทราบว่าเป็นเพราะสวรรค์เวทนาในชะตากรรมของพวกเขาหรือไม่ จึงได้มอบโอกาสให้ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง... ทั้งสองได้ย้อนกลับมาในปีที่พวกเขาอายุยี่สิบสามปี และเป็นช่วงเวลาที่บุตรสาวในครรภ์ของนางยังมีชีวิตอยู่
เหมียวชุนเซิงและโจวชิงหลิงต่างตั้งปณิธานว่า ในชีวิตใหม่นี้ จะต้องปกป้องบุตรสาวในครรภ์ให้ดี เลี้ยงดูบุตรชายทั้งสามให้เติบใหญ่ ให้พวกเขาสร้างครอบครัวและฐานะของตนเอง จะไม่ยอมออกแรงแม้แต่น้อยเพื่อสกุลเหมียวนี้อีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น เหมียวชุนเซิงก็แค่นเสียงเย็นชาขึ้นคราหนึ่ง “ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ บ้านเราเลี้ยงไก่ทั้งหมดสิบตัว ในจำนวนนั้นเป็นแม่ไก่แปดตัว อากาศเช่นนี้ แม่ไก่หนึ่งตัวอย่างน้อยก็ออกไข่วันละฟอง วันหนึ่งก็คือแปดฟอง เดือนหนึ่งก็คือสองร้อยสี่สิบฟอง
แต่ทุกเดือนไข่ไก่ที่ข้านำไปขายในเมืองมีเพียงสองร้อยฟอง เหลือไข่สี่สิบฟองไว้กินกันเอง ทว่าบ้านเราสามวันถึงจะได้กินน้ำแกงไข่หนึ่งชามซึ่งมีไข่เพียงฟองเดียว เช่นนั้นแล้วไข่ไก่อีกสามสิบฟองที่เหลือหายไปไหนกัน?”
“ที่ไหนรึ? ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าหายไปไหน อีกอย่างไก่ก็ไม่ได้ออกไข่ทุกวันเสียหน่อย!” พี่สะใภ้ใหญ่ จางชุ่ยหลาน ถูกกล่าวหาจนร้อนตัวขึ้นมาทันที นางถลึงตามองน้องสะใภ้สามที่ไม่เอ่ยคำใดสักคำ ในใจก็แอบด่าทอว่าตอนกินไข่ไก่ปากหวานเชียว พอเกิดเรื่องกลับหลบอยู่ข้างหลัง ทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน
“พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ของเจ้าอยู่เดือนไม่ต้องกินไข่ไก่หรืออย่างไร! เจ้าเป็นบุรุษตัวโตๆ ทุกวันเอาแต่จ้องไข่ไก่ไม่กี่ฟองนี้ ไม่อายบ้างรึ?” ผู้เฒ่าหญิงเหมียวแค่นเสียงเย็นชา
“ท่านแม่? ที่แท้ตอนอยู่เดือนมีไข่ไก่ให้กินด้วยหรือเจ้าคะ? เช่นนั้นแล้วเหตุใดตอนข้าคลอดต้าจ้วง เอ้อร์จ้วง และซานจ้วง ถึงไม่เคยได้กินไข่ไก่ของที่บ้านเลย?” โจวชิงหลิงแสร้งทำเป็นประหลาดใจแล้วเอ่ยขึ้น
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ตอนเจ้าอยู่เดือนครั้งไหนที่ไม่ได้กิน!” พี่สะใภ้ใหญ่ จางชุ่ยหลาน ทนฟังไม่ได้อีกต่อไป ตอนนั้นที่นางชงชาไข่ให้ ก็ไม่ลืมที่จะให้ต้าจู้กับเอ้อร์จู้ดื่มคนละอึกใหญ่ก่อนจะส่งไปให้เรือนที่สอง
“นั่นเป็นไข่ไก่ของที่บ้านหรือ? นั่นล้วนเป็นไข่ไก่ที่ท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายพี่สะใภ้ของข้าส่งมาให้! ตอนนั้นท่านพ่อท่านแม่พูดว่าอย่างไรนะ? บอกว่าช่วงนั้นสถานการณ์ไม่ดี ไข่ไก่ต้องเก็บไว้ขายเพื่อแลกเป็นเสบียงอาหาร แต่กลับไม่เคยให้ข้ากินแม้แต่ฟองเดียว!” โจวชิงหลิงยิ่งพูดก็ยิ่งนึกถึงสภาพอันน่าสังเวชในตอนนั้น ดวงตาของนางก็พลันแดงก่ำขึ้นมา
เหตุใดถึงได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น? หากบุตรของตนไม่ได้ถูกย่ำยีจนตายไปทีละคน ก็คงไม่ตาสว่างขึ้นมาใช่หรือไม่!
เมื่อเหมียวชุนเซิงเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ ในใจก็พลันเจ็บปวดรวดร้าว
เหมียวชุนเซิงผู้นี้ ทั้งผิดต่อภรรยา ทั้งผิดต่อบุตรธิดา ช่างเสียชาติเกิดที่เป็นชายโดยแท้
เรื่องนี้พวกตนก็ผิดอยู่ส่วนหนึ่ง ผู้เฒ่าหญิงเหมียวเหลือบมองสามีของตน เห็นเขาไม่ปริปาก จึงเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก “เจ้าก็รู้ว่าช่วงนั้นสถานการณ์ไม่สู้ดี... อีกอย่าง ไข่ไก่ที่บ้านเดิมของเจ้าส่งมาพวกเราก็ไม่ได้เอาไปแม้แต่ฟองเดียว ทั้งหมดล้วนลงท้องเจ้าไปแล้ว ลูกของเจ้าเลี้ยงดูไม่อ้วนท้วน จะมาโทษพวกเราได้อย่างไร?”
“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ความลำเอียงของพวกท่าน พวกเราล้วนเห็นอยู่เต็มตา ดังนั้นก็ต้องแยกบ้านสถานเดียว ในอนาคตเรื่องที่สมควรจะกตัญญูต่อพวกท่านก็ยังคงกตัญญูเหมือนเดิม แต่จะให้ข้าออกแรงเพื่อพี่ใหญ่กับน้องสามอีก นั่นเป็นไปไม่ได้” ในเมื่อเหมียวชุนเซิงเอ่ยปากแล้ว ก็ย่อมต้องการบทสรุป
“เหมียวรอง คำพูดของเจ้านี่ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี! ข้ากับน้องสามไปให้เจ้าออกแรงตอนไหนกัน พวกเราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านนี้ไม่ใช่หรือ? มีเพียงเจ้าที่ทำนาไถดินรึ? พวกเราอยู่ที่บ้านเอาแต่นอนหลับทั้งวันหรืออย่างไร?” เหมียวใหญ่ เหมียวโส่วเถียน ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ใช่แล้ว พี่รอง ท่านมีกำลังวังชามากกว่าผู้อื่นมาตั้งแต่เล็ก ออกแรงเพื่อที่บ้านมากขึ้นหน่อยไม่สมควรหรือ! ผู้มีความสามารถย่อมทำงานมากกว่า คำพูดนี้ท่านไม่เคยได้ยินหรือ?” เหมียวสาม เหมียวเกินเจิ้ง เอ่ยเสริมขึ้น
“พอได้แล้ว พี่ใหญ่ น้องสาม พวกเจ้าหยุดพูดได้แล้ว ข้ามองออกแล้วว่าวันนี้เหมียวรองตั้งใจจะแยกบ้านให้ได้!” ผู้เฒ่าเหมียวขว้างไม้ไผ่ในมือทิ้ง ทำเอาแม่ไก่ในลานบ้านตกใจแตกฮือหนีไปคนละทิศคนละทาง
บรรยากาศในลานบ้านพลันเงียบงันลงในบัดดล
นอกเสียจากเสียงอ้อแอ้ของทารกหญิงในอ้อมแขนของพวกนางที่ไม่เข้าใจเรื่องราวแล้ว ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นใดอีก
แม้แต่เหมียวซานจ้วงที่อายุเพียงสองขวบก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เขาโอบแขนพี่ชายไว้แน่นและไม่ส่งเสียงใดๆ
เหมียวต้าจ้วงยื่นแขนออกไปปกป้องเขาไว้ด้านหลัง
“ใช่แล้ว บ้านนี้ต้องแยก” เหมียวชุนเซิงคุ้นเคยกับการเชื่อฟังคำพูดของบิดามารดา ความนอบน้อมต่อพวกเขาในใจยังไม่อาจปรับเปลี่ยนได้ในทันที คำพูดเหล่านี้ล้วนวนเวียนอยู่ในปากหลายต่อหลายครั้งกว่าจะเอ่ยออกมาได้
แต่หลังจากที่พูดออกไปแล้ว เขาก็รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก
“ได้สิ เจ้าอยากแยกก็แยก ในบ้านนี้ไม่มีของที่เป็นของเจ้า พาภรรยาและลูกๆ ของเจ้าไสหัวไปซะ ข้าไม่ต้องการให้ลูกอกตัญญูเช่นเจ้ามาเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า!” ผู้เฒ่าเหมียวชี้ไปยังประตูรั้ว “ไปซะ ไปให้ไกลๆ เลย”
ผู้เฒ่าหญิงเหมียวกดมือที่สามีของตนยกลง “พ่อเฒ่า ท่านพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะมาพูดเรื่องขับไล่ไสส่งได้อย่างไร” จากนั้นก็หันไปมองบุตรชายคนที่สอง “เหมียวรองเอ๋ย เจ้าไปขอขมาพ่อเจ้าเสีย แล้วทำเหมือนว่าเรื่องวันนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเถิด เราควรจะไปทำงานก็ไปทำงานกัน อากาศดีๆ เช่นนี้จะมาเสียเวลาไม่ได้”
โจวชิงหลิงมองดูทุกอย่างด้วยสายตาเย็นชา คนหนึ่งเล่นบทโหด อีกคนเล่นบทดี ช่างเข้าขากันได้ดียิ่งนัก!
“ท่านพ่อ ที่ไหนกันจะมีเหตุผลให้แยกบ้านเช่นนี้ พวกเราไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าสามานย์อะไร เหตุใดจึงไม่แบ่งทรัพย์สินให้พวกเรา? เรื่องนี้ข้าคงต้องเชิญผู้เฒ่าในตระกูลและท่านผู้ใหญ่บ้านมาตัดสินให้!”
นางส่งสายตาให้เหมียวต้าจ้วง “ไปเชิญท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งท่านปู่ใหญ่และท่านปู่รองของเจ้ามาด้วย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เหมียวใหญ่ก็คิดจะขวางตามสัญชาตญาณ น่าเสียดายที่เหมียวต้าจ้วงตัวเล็กและปราดเปรียว เขาลอดใต้แขนของอีกฝ่ายหนีไปได้อย่างฉิวเฉียด
ผู้เฒ่าเหมียวหน้าดำคล้ำ “บุรุษกำลังพูดกันอยู่ ถึงตาเจ้าที่เป็นสตรีมาสอดปากแล้วหรือ?”
“ทำไมหรือเจ้าคะ สตรีอย่างข้า ลงนาทำงานได้ ซักผ้าทำอาหารได้ ดูแลพี่สะใภ้กับน้องสะใภ้ที่อยู่เดือนได้ แต่กลับพูดไม่ได้อย่างนั้นหรือ? นี่มันเหตุผลอะไรกัน?”
เมื่อมองดูโจวชิงหลิงที่พลันมีฝีปากคมคายขึ้นมา ทุกคนต่างก็ประหลาดใจนัก
ผู้ใหญ่หลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างอดไม่ได้ที่จะสบตากัน... เหมียวรองกับภรรยาของเขาเหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงนี้ในชั่วข้ามคืน หรือว่าจะถูกคุณไสย หรือถูกสิ่งใดเข้าสิง?
ผู้เฒ่าเหมียวถูกตอกกลับจนพูดไม่ออก ในที่สุดก็ได้แต่เอ่ยคำคมโบราณออกมาประโยคหนึ่ง “มีเพียงสตรีกับคนต่ำช้าที่รับมือได้ยากยิ่ง”
เขาไม่มีความรู้ ประโยคนี้ยังได้เรียนรู้มาจากบัณฑิตเฒ่าในหมู่บ้าน ทุกครั้งที่บัณฑิตเฒ่าโต้เถียงกับสตรีในหมู่บ้านไม่ชนะ ก็จะเอ่ยประโยคนี้ออกมา พูดซ้ำไปซ้ำมาจนคนทั้งหมู่บ้านของพวกเขาเรียนรู้ตามกันไปหมด
“ท่านพ่อ ท่านคงไม่อยากให้เรื่องมันน่าเกลียดเกินไปใช่หรือไม่! วิธีการแยกบ้านของท่านจะทำให้คนทั้งหมู่บ้านหัวเราะเยาะ และนิสัยของพี่ใหญ่กับน้องสามเป็นอย่างไรท่านย่อมรู้ดีแก่ใจมิใช่หรือ?
ในอนาคตเรื่องการเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าจะพึ่งพาผู้ใดได้ ในใจท่านย่อมมีตราชั่งชั่งวัดอยู่มิใช่หรือ? จำเป็นต้องบีบคั้นบุตรชายจนถึงขั้นนี้เลยหรือ?”
คำข่มขู่ของเหมียวชุนเซิงนั้นโจ่งแจ้งยิ่งนัก