- หน้าแรก
- ชาตินี้ขอร่ำรวย พ่อแม่เกิดใหม่กับลูกสาวทะลุมิติ
- บทที่ 1 แยกบ้าน
บทที่ 1 แยกบ้าน
บทที่ 1 แยกบ้าน
บทที่ 1 แยกบ้าน
เดือนสามแห่งวสันตฤดู เป็นช่วงเวลาอันเหมาะเหม็งแห่งฤดูทำนาที่แสนวุ่นวาย
ณ ผืนนาที่อยู่ติดกัน เหล่าป้าน้าอาต่างก้มหน้าก้มตาทำงานในนาไปพลาง จับกลุ่มซุบซิบนินทากันไปพลาง
“เหวย พวกเจ้ารู้หรือไม่? เมื่อเช้าบ้านสกุลเหมียวเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นล่ะ!” ผู้ที่เอ่ยปากคือมารดาของเอ้อร์โก่ว ภรรยาแห่งบ้านสกุลหลิวซึ่งเป็นเพื่อนบ้านรั้วติดกันกับสกุลเหมียว
“สกุลเหมียว? บ้านนั้นจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้?” ผู้ที่เอ่ยคือป้าฟางที่อาศัยอยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน เรือนของทั้งสองอยู่ห่างกันพอสมควร จึงไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวอันใด
ความเป็นอยู่ของสกุลเหมียวในหมู่บ้านนี้นับว่าดีนัก ประการแรกคือบ้านของพวกเขามีนาอยู่ยี่สิบกว่าหมู่ และยังมีที่ดินแห้งอีกสิบกว่าหมู่
ประการที่สองคือพวกเขามีบุตรชายแข็งแรงฉกรรจ์ซึ่งเป็นกำลังหลักถึงสามคน ทั้งหมดล้วนแต่งภรรยามีทายาทกันถ้วนหน้าแล้ว
เมื่อเทียบกับคนในหมู่บ้านแล้ว จะมีบ้านไหนไม่นึกอิจฉาบ้าง?
ต้องรู้ไว้ว่าช่วงหลายปีมานี้สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก หลายครอบครัวไม่สามารถหาลูกสะใภ้ให้บุตรชายได้ แม้แต่การจะกินให้อิ่มท้องก็ยังนับเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย
พวกเขามีที่นาผืนใหญ่ ทั้งยังมีเรือนหลังโตโอ่อ่า ชีวิตความเป็นอยู่ดีเลิศอย่างแท้จริง นับเป็นเศรษฐีประจำหมู่บ้านได้เลยทีเดียว
“เหมียวรองกับภรรยาของเขากำลังโวยวายขอแยกบ้าน!” มารดาของเอ้อร์โก่วรู้สึกพึงพอใจยิ่งนักที่ตนเป็นผู้กุมข่าววงในไว้ได้
“แยกบ้าน? เหมียวรองจะขอแยกบ้านรึ? คนที่ทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควายอย่างเขาน่ะนะ จะขอแยกบ้าน?” ครานี้แม้แต่ภรรยาผู้ใหญ่บ้านอย่างป้าซิ่วเอ๋อที่ปกติจะนิ่งเงียบมาตลอดก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
ในหมู่บ้านต้าเหอวาน ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเหมียวรองแห่งสกุลเหมียว หรือเหมียวชุนเซิง เป็นคนที่ทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควายจนขึ้นชื่อ ไม่ว่าจะทำนา ทำไร่ หรือขึ้นเขาตัดฟืน ก็ไม่เคยออมแรง ลำพังเขาคนเดียว ทำงานได้มากกว่าเหมียวใหญ่และเหมียวสามรวมกันเสียอีก
คนที่ทุ่มเทและขยันขันแข็งที่สุดเช่นนี้ กลับไม่เป็นที่โปรดปรานของผู้เฒ่าเหมียวและผู้เฒ่าหญิงเหมียว ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่
หรือว่าลูกคนกลางมักจะไม่เป็นที่รักใคร่เอ็นดู?
“ใช่แล้ว เป็นเหมียวรองจริงๆ ที่จะขอแยกบ้าน เมื่อเช้าข้าแอบฟังมา!” มารดาของเอ้อร์โก่วพูดยิ่งมายิ่งคึกคัก นางเท้าสะเอวพลางเล่าเรื่องทั้งหมดที่ได้ยินมาเมื่อเช้าอย่างออกรส
ในเรือนเก่าของสกุลเหมียว บรรยากาศในขณะนี้ไม่สู้ดีนัก
วันนี้เมฆครึ้ม อากาศไม่ร้อนไม่หนาว ช่างเป็นวันที่เหมาะแก่การไถพรวนดินยิ่งนัก แต่คนทั้งบ้านสกุลเหมียวกลับไม่มีใครออกมาทำงานเลย
เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก... เหมียวรอง เหมียวชุนเซิง “ก่อกบฏ” ในวันนี้
บิดามารดายังมีชีวิตอยู่แท้ๆ เขากลับโวยวายจะขอแยกบ้าน นี่ทำให้ผู้เฒ่าเหมียวโกรธจนคว้าไม้ไผ่สำหรับไล่ไก่มาฟาดใส่ร่างของเขา
ที่ผ่านมาฟาดทีไรก็โดนทุกที แต่น่าแปลกที่วันนี้คนซื่อผู้นี้กลับรู้จักหลบหลีกเสียแล้ว ทำเอาผู้เฒ่าเหมียวเหนื่อยหอบจนหายใจแทบไม่ทัน แต่ก็ยังตีไม่โดนแม้แต่ชายเสื้อของเขา
ดังนั้นสายตาของเขาจึงหยุดลงที่สตรีท้องโตซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง พร้อมกับเจ้าหัวไชเท้าน้อยสามคนที่อยู่ข้างกายนาง
สตรีท้องโตผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น นางคือภรรยาของเหมียวรอง โจวชิงหลิง และบุตรชายทั้งสามของพวกเขาซึ่งมีอายุหกขวบ สี่ขวบ และสองขวบตามลำดับ
แต่ถึงจะมองก็เท่านั้น ผู้เฒ่าเหมียวยังพอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง คงไม่ทำเรื่องทุบตีลูกสะใภ้ที่กำลังตั้งครรภ์ ดังนั้นเขาจึงส่งสายตาให้ผู้เฒ่าหญิงเหมียว
เป็นสามีภรรยากันมาหลายสิบปี สองเฒ่าสามีภรรยาย่อมมองตาก็รู้ใจ ผู้เฒ่าหญิงเหมียวพลันหน้าเคร่งขรึมลงทันใด จ้องเขม็งไปยังสะใภ้รองท้องโตอย่างอาฆาต
“สะใภ้รอง เจ้าลองพูดมาสิว่ามันเรื่องอะไรกัน เป็นเจ้าใช่หรือไม่ที่ยุยงให้เหมียวรองขอแยกบ้าน?”
“ใช่แล้ว น้องสะใภ้ บิดามารดายังอยู่ แต่พวกเจ้ากลับจะขอแยกบ้าน นี่มันอกตัญญูอย่างยิ่งนะ!” พี่สะใภ้ใหญ่ซึ่งมีรูปร่างค่อนข้างท้วม อุ้มลูกสาวตัวน้อยของตนพลางยืนดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆ ไม่ลืมที่จะสาดน้ำมันเข้ากองไฟ
“นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ พวกเราใช้ชีวิตต่อไปไม่ไหวแล้ว ท่านดูสิว่าชุนเซิงของพวกเราสาละวนอยู่กับการทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แต่กลับยังเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ ไม่ไหว
พี่สะใภ้ใหญ่กับน้องสะใภ้สามตอนตั้งครรภ์ล้วนถูกบำรุงจนขาวอวบ ท่านดูข้าสิ ผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว”
นางไม่ได้พูดเกินจริง ในตอนนี้นางอายุเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น ยังไม่นับว่าแก่ แต่ไม่ว่าผู้ใดมองก็ดูไม่ออกว่านางเพิ่งจะอายุยี่สิบต้นๆ
ต้องรู้ไว้ว่าเมื่อหลายปีก่อนตอนที่นางแต่งเข้าบ้านสกุลเหมียว นางก็เคยเป็นสาวงามผิวขาวนวลผุดผ่อง เป็นหญิงสาวที่งดงามที่สุดคนหนึ่งในหมู่บ้านเกิดของนาง
ผลคือหลังจากแต่งงานมาเพียงไม่กี่ปี นางก็ถูกใช้งานหนักจนร่างกายซูบซีดเหลือง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตั้งครรภ์ท้องนี้ ไม่มีของดีๆ ให้กิน ไข่ไก่ในบ้านล้วนถูกเก็บไว้ให้เด็กชายสองคนของบ้านใหญ่ นานๆ ครั้งนางจะได้กินน้ำแกงไข่สักคำก็นับว่าเป็นเรื่องยากยิ่งแล้ว
ทารกในครรภ์ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นสารอาหารจึงถูกดึงไปจากร่างของนางจนผอมแห้งเหลือแต่กระดูก ยิ่งทำให้ท้องของนางดูใหญ่โตจนน่ากลัว
นางดึงลูกชายสองคนมาอยู่ข้างหน้า “ท่านแม่ ท่านดูสิว่าเป็นหลานชายเหมือนกัน ต้าจู้กับเอ้อร์จู้ของบ้านใหญ่ถูกเลี้ยงดูจนอ้วนท้วนขาวผ่อง แต่กลับมาดูต้าจ้วงกับเอ้อร์จ้วงบ้านข้าสิ นอกจากชื่อจะมีคำว่า ‘จ้วง’ ที่แปลว่าแข็งแรงแล้ว มีตรงไหนที่ใกล้เคียงกับคำว่าแข็งแรงบ้าง?
ผอมแห้งลงทุกวันๆ หากบอกใครไปคงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเป็นพี่น้องร่วมอุทรที่เกิดจากครอบครัวเดียวกัน”
เด็กทั้งสามคน นอกจากซานจ้วงคนสุดท้องที่ใบหน้ายังพอมีแก้มยุ้ยของทารกอยู่บ้าง เด็กชายอีกสองคนล้วนผอมแห้งเหมือนมารดา ผอมจนหนังหุ้มกระดูก ร่างกายเล็กๆ แบกศีรษะที่ใหญ่โต เหมือนตุ๊กตาหัวโต ดูแล้วช่างน่าเวทนา
น้ำเสียงของโจวชิงหลิงเจือสะอื้น นางกวาดสายตามองพ่อแม่สามี รวมทั้งพี่น้องของสามีไปทีละคน คำพูดของนางแฝงไว้ด้วยคำถามที่เจ็บปวด “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าคิดไม่ตกจริงๆ หรือว่าชุนเซิงบ้านข้าเป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยง? ทำไมถึงทำงานหนักที่สุดในบ้าน แต่กลับใช้เงินน้อยที่สุดในบ้าน อาศัยอยู่ในห้องที่ทรุดโทรมที่สุดสองห้อง แต่ภรรยาและลูกกลับกินไม่อิ่มท้อง!”
เหมียวชุนเซิงเดินอ้อมไปด้านหลังของโจวชิงหลิงอย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยถามตามนางไปว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ หรือว่าข้าเป็นเด็กที่เก็บมาเลี้ยงจริงๆ?”
“เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล เจ้าเป็นลูกที่แม่คนนี้อุ้มท้องสิบเดือน คลอดออกมาอย่างยากลำบากแทบตาย ตกเลือดอย่างหนัก เจ้าไม่เชื่อก็ไปถามคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านได้ พวกนางทุกคนรู้ดี” ผู้เฒ่าหญิงเหมียวถ่มน้ำลายลงพื้น สายตาจับจ้องไปมาระหว่างสองสามีภรรยาบุตรชายคนที่สอง
“ดีล่ะ! พวกเจ้าปีกกล้าขาแข็งกันแล้วสินะ ถึงได้รู้จักเถียงคำไม่ตกฟาก คิดจะแยกบ้านแล้วใช่หรือไม่!”
น้ำเสียงของนางแหลมสูงขึ้นทันที พร้อมกับชี้หน้าด่าเหมียวชุนเซิง
“เหมียวรอง ข้าขาดตกบกพร่องอะไรกับเจ้า? ไม่ได้เลี้ยงดูเจ้าจนเติบใหญ่ หรือไม่ได้หาภรรยาให้เจ้า? แบ่งห้องให้สองห้องก็ยังไม่พอใจอีก เจ้าลองไปถามคนในหมู่บ้านดูสิว่ามีกี่บ้าน ที่มีลูกตั้งมากมายแต่ยังต้องแออัดกันอยู่ในห้องเดียว!
ครอบครัวเจ้ามีกันห้าปากท้อง มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ลงนาไปทำงาน ทำงานมากขึ้นหน่อยมันไม่สมควรหรือ! เจ้าไปถามดูสิว่ายุคนี้สมัยนี้บ้านไหนได้กินอิ่มท้องบ้าง? ทำไมข้าถึงได้เลี้ยงดูเจ้าลูกเนรคุณเช่นนี้ขึ้นมาได้”
ผู้เฒ่าหญิงเหมียวยิ่งพูดยิ่งรู้สึกว่าตนมีเหตุผล “ลูกชายสองคนของบ้านใหญ่ได้เชื้อแม่มาแต่เกิด มีวาสนาดีจึงอ้วนท้วนสมบูรณ์ ส่วนลูกชายของเจ้า...” นางมองไปยังโจวชิงหลิงที่ผอมแห้ง ราวกับมีคำว่า ‘อาภัพ’ เขียนอยู่บนใบหน้า
พี่สะใภ้ใหญ่ที่เดิมทีถูกพูดจนรู้สึกผิดอยู่บ้าง พอได้ฟังคำพูดของแม่สามีก็พลันได้ใจขึ้นมาทันที นางเท้าสะเอวอวบๆ ของตน พลางโยกตัวลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนเบาๆ “ใช่แล้ว น้องสะใภ้รอง ท่านแม่พูดถูก! ตอนข้าอยู่บ้านเดิมก็อ้วนแล้ว มันเป็นวาสนาที่ติดตัวมาแต่เกิด ช่วยไม่ได้หรอก เจ้าดูสิ ลูกสาวคนเล็กของข้า อ้วนกว่าลูกสาวบ้านน้องสามอีกใช่หรือไม่”
เหมียวเซี่ยยา ลูกสาวคนเล็กของนาง และเหมียวพ่านพ่าน ลูกสาวคนเล็กของบ้านที่สาม เกิดในเดือนเดียวกัน ห่างกันเพียงยี่สิบกว่าวันเท่านั้น
แต่เมื่อมองดูตอนนี้ ลูกสาวของนางอ้วนท้วนกว่าลูกสาวของบ้านที่สามเป็นเท่าตัว
หากเป็นชาติก่อน เหมียวชุนเซิงและโจวชิงหลิงคงจะเชื่อคำพูดของพวกนางไปแล้ว เพราะในชาติก่อน พวกเขาก็ถูกใช้งานเยี่ยงวัวเยี่ยงม้ามาค่อนชีวิต เชื่อมั่นในคำพูดของบิดามารดาและพี่สะใภ้อย่างไม่เคยสงสัย