- หน้าแรก
- สุดยอดเด็กแสบแห่งต้าถัง
- บทที่ 53: ถูกปล้น! อีกแล้วรึ!
บทที่ 53: ถูกปล้น! อีกแล้วรึ!
บทที่ 53: ถูกปล้น! อีกแล้วรึ!
บทที่ 53: ถูกปล้น! อีกแล้วรึ!
"สมุดแผนที่อาณาเขตเจินกวนรึ?"
"มิใช่สมุดแผนที่อาณาเขตต้าถังหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
หลี่เฉิงเฉียนเลิกคิ้วมองหลี่ซื่อหมินด้วยความฉงน
หลี่ซื่อหมินก้มลงสบตาหลี่เฉิงเฉียนด้วยสายตาดุดัน "ทำไม? เจ้ามีข้อข้องใจรึ?"
ข้องใจรึ?
เจอสายตาพิฆาตของเสด็จพ่อเข้าไปเช่นนี้ ข้ายังจะกล้ามีข้อข้องใจอันใดได้อีกเล่า!
หลี่เฉิงเฉียนรีบปั้นยิ้มประจบสอพลอ "จะมีข้อข้องใจได้อย่างไรกันเล่าพ่ะย่ะค่ะ! เสด็จพ่อมิเพียงแต่ทรงปรีชาสามารถ เก่งกล้าสามารถเหนือผู้ใด ทว่ายังมีพระปรีชาชาญด้านอักษรศาสตร์ ชื่อที่พระองค์พระราชทานให้นั้น ช่างไพเราะเพราะพริ้งที่สุดเลยพ่ะย่ะค่ะ!"
หลังจากได้รับคำยกยอไปชุดใหญ่ อารมณ์ของหลี่ซื่อหมินก็ดีขึ้นมาอักโข
ขณะที่กำลังกวาดสายตามองไปรอบๆ พระเนตรของหลี่ซื่อหมินก็ไปสะดุดเข้ากับกระดาษอีกแผ่นหนึ่งในมือของหลี่เฉิงเฉียน
"ภาพวาดนั่นคือสิ่งใดรึ?"
"อ้อ... สิ่งนี้คือ..."
"เอ่อ... 'ใบพัดเกลียวพลังงานลมแห่งเจินกวน' พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนรีบเติมคำว่า 'แห่งเจินกวน' ต่อท้ายอย่างรู้ธรรมเนียม
"ใบพัดเกลียวพลังงานลมคือสิ่งใดกัน?"
หลี่ซื่อหมินรับกระดาษแผ่นนั้นมาทอดพระเนตร ภาพวาดบนนั้นเป็นกลไกที่พระองค์มิเคยพานพบและมิอาจทำความเข้าใจได้เลยแม้แต่น้อย
"สิ่งนี้มีไว้สำหรับดัดแปลงเรือพ่ะย่ะค่ะ"
"ดัดแปลงเรือรึ?"
หลี่ซื่อหมินมองหลี่เฉิงเฉียนด้วยความไม่เข้าใจ
หลี่เฉิงเฉียนจึงอธิบายว่า "หากนำใบพัดเกลียวพลังงานลมนี้ไปติดตั้งไว้ที่ท้ายเรือ ในวันที่คลื่นลมเป็นใจ เรือจะสามารถแล่นได้ถึงห้าร้อยลี้ในเวลากลางวัน และอีกสองร้อยลี้ในเวลากลางคืนพ่ะย่ะค่ะ"
"และต่อให้เป็นวันที่ไร้ลม เรือก็ยังสามารถแล่นได้สามร้อยลี้ในเวลากลางวัน และอีกร้อยลี้ในเวลากลางคืนพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินวาจาโอ้อวดเช่นนั้น หลี่ซื่อหมินก็คิดโดยสัญชาตญาณว่าหลี่เฉิงเฉียนกำลังพูดจาเหลวไหล
แม้เทคโนโลยีการต่อเรือของต้าถังในยามนี้จะก้าวล้ำนำหน้าแว่นแคว้นอื่นไปไกล ทว่าต่อให้เป็นวันที่ลมพัดเป็นใจที่สุด เรือก็สามารถแล่นได้เพียงร้อยลี้ในเวลากลางวัน และห้าสิบลี้ในเวลากลางคืนเท่านั้น
ทว่าเจ้าเด็กนี่กลับบอกว่า เพียงแค่ติดตั้งกลไกเล็กๆ ชิ้นนี้ลงไป ก็จะสามารถเพิ่มความเร็วได้ถึงสิบเท่าตัว!
นี่มิใช่การพูดจาเพ้อเจ้อ แล้วจะเรียกว่าอันใด?
หลี่ซื่อหมินแย้มพระสรวลบางๆ ก่อนจะโยนภาพวาดใบพัดเกลียวพลังงานลมทิ้งไปด้านข้าง "วาจาโอ้อวดของเจ้าครานี้ เจิ้นมิเชื่อเด็ดขาด"
"เสด็จพ่อมิเชื่อจริงๆ รึพ่ะย่ะค่ะ?"
"เจิ้นมิเชื่อเด็ดขาด"
"เช่นนั้น... เสด็จพ่อกล้าพนันกับลูกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"พนันรึ?"
หลี่ซื่อหมินเลิกพระขนงขึ้น ทอดพระเนตรมองหลี่เฉิงเฉียน "เจ้าคิดจะพนันเช่นไรรึ?"
"ลูกขอพนันว่า หากลูกนำกลไกนี้ไปติดตั้งบนเรือแล้ว เรือจะสามารถแล่นได้ถึงห้าร้อยลี้ต่อวันจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนจ้องมองหลี่ซื่อหมินด้วยแววตาจริงจัง
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ซื่อหมินก็เริ่มรู้สึกลังเล
เจ้าเด็กนี่ไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน?
"อ้อ?"
"แล้วหากเจ้าชนะจะเป็นเช่นไร และหากเจ้าแพ้จะเป็นเช่นไรเล่า?"
"หากลูกแพ้ ลูกยอมให้เสด็จพ่อลงทัณฑ์ตามพระทัย ลูกจะมิปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำเลยพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย "ทว่าหากลูกเป็นฝ่ายชนะ เสด็จพ่อจะต้องทรงอนุญาตคำขอของลูกหนึ่งประการนะพ่ะย่ะค่ะ"
"คำขออันใดรึ?"
"ลูกขออนุญาตทำการค้าพ่ะย่ะค่ะ"
"เป็นไปมิได้!"
"ในชาตินี้ เจ้าเลิกฝันเรื่องการค้าขายไปได้เลย! หากขืนเจ้ายังดึงดัน เจิ้นจะหักขาเจ้าเสีย!"
เมื่อได้ยินว่าหลี่เฉิงเฉียนยังคงหมกมุ่นอยู่กับการค้าขาย หลี่ซื่อหมินก็พิโรธขึ้นมาทันที
เจ้าเด็กนี่เห็นแก่เงินจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วรึไง?
เป็นถึงองค์ชายผู้สูงศักดิ์ มิรู้จักคิดอ่านทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง วันๆ เอาแต่คิดจะหาเงินเข้าพกเข้าห่อ ช่างใช้มิได้!
หลี่ซื่อหมินรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะจับเจ้าเด็กนี่มาฟาดให้ก้นลายเสียเดี๋ยวนี้
หากมิลงไม้ลงมือเสียบ้าง เจ้าเด็กนี่คงมิรู้จักหลาบจำ
{ได้รับค่าความโกรธจากหลี่ซื่อหมิน +38...}
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ หลี่เฉิงเฉียนก็เริ่มหวั่นเกรง
เขารีบขยับเข้าไปใกล้หลี่ซื่อหมินพลางอธิบาย "ทว่าเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ ลูกรู้สึดเสียดายเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ ลูกมิอยากปล่อยให้ผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้หลุดลอยไปตกอยู่ในมือของผู้อื่น"
"การเดินทางไปเจียงหนานในครานี้ ลูกได้ลอบสืบราคามาแล้ว ราคาข้าวที่นั่นเพียงสิบอีแปะต่อหนึ่งโต่ว ทว่าราคาข้าวที่ฉางอานของเรากลับสูงถึงสามสิบกว่าอีแปะ"
"หากลูกสามารถกว้านซื้อข้าวจากแดนใต้ แล้วนำมาขายในแดนเหนือ ส่วนต่างของราคาก็มากถึงยี่สิบกว่าอีแปะเลยนะพ่ะย่ะค่ะ..."
"เจิ้นว่าเจ้ากำลังฝันกลางวันอยู่กระมัง"
"เจ้าคิดว่าการค้าขายเช่นนี้ มันทำได้ง่ายดายนักรึ?"
หลี่ซื่อหมินรู้สึกระอาใจกับความไร้เดียงสาของบุตรชายผู้นี้เหลือเกิน
ทว่ายังมิทันที่พระองค์จะตรัสสั่งสอน หลี่เฉิงเฉียนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน "เสด็จพ่อกำลังจะตรัสถึงเรื่องความสูญเสียระหว่างการขนส่งใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"ทว่าเสด็จพ่อทรงลืมไปแล้วหรือ ลูกบอกว่าเรือที่ลูกดัดแปลงนั้น สามารถแล่นได้ถึงวันละห้าร้อยลี้นะพ่ะย่ะค่ะ"
"หากใช้เส้นทางน้ำ ระยะทางจากซูโจวถึงฉางอานก็เพียงสามพันลี้ หากลูกใช้เรือบรรทุกสินค้าที่ดัดแปลงแล้ว อย่างมากก็ใช้เวลาเพียงสิบวันก็ถึงฉางอานแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
"เพียงระยะเวลาแค่สิบวัน ต่อให้มีความสูญเสียเกิดขึ้นบ้าง ก็คงจะมิมากมายอันใดหรอกพ่ะย่ะค่ะ"
"นี่..."
หลี่ซื่อหมินหาใช่คนโง่เขลาไม่
หากพระองค์โง่เขลา ก็คงมิอาจก้าวขึ้นมาประทับบนบัลลังก์มังกรได้หรอก
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของหลี่เฉิงเฉียน พระองค์ก็เริ่มกระจ่างแจ้งในทันที
หากสามารถเดินทางจากซูโจวถึงฉางอานได้ภายในสิบวันจริงๆ การค้าขายเช่นนี้ก็ย่อมมีความเป็นไปได้สูง
ยามนี้ ธุรกิจการค้าข้าวในแดนใต้นั้น ล้วนถูกผูกขาดโดยบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งสิ้น
หลี่ซื่อหมินทรงหมายตาผลประโยชน์ก้อนโตนี้มาเนิ่นนานแล้ว ทว่าด้วยยังคิดหาวิธีการที่เหมาะสมมิได้ จึงต้องปล่อยปละละเลยมาจนถึงบัดนี้
ทว่าวาจาของหลี่เฉิงเฉียนในวันนี้ กลับจุดประกายความคิดของหลี่ซื่อหมินให้สว่างวาบขึ้นมา
หลี่ซื่อหมินหรี่พระเนตรมองหลี่เฉิงเฉียน "ตอบเจิ้นมาตามตรง ที่เจ้าคิดจะทำการค้านี้ เป็นเพราะเจ้าตั้งใจจะเล่นงานพวกตระกูลใหญ่ใช่หรือไม่?"
เล่นงานตระกูลใหญ่รึ?
นี่พระองค์ทรงปรักปรำเขากันชัดๆ
หลี่เฉิงเฉียนเพียงแค่อยากจะหาเงินเข้ากระเป๋า ในขณะเดียวกันก็ได้ช่วยเหลือราษฎรไปด้วยเท่านั้นเอง
ทว่ายามนี้ เขาจะตอบไปตามตรงมิได้เด็ดขาด
หากขืนตอบไปตามตรง นอกจากจะโดนโบยแล้ว ดีไม่ดีอาจจะโดนลงโทษหนักกว่าเดิมเสียอีก
ดังนั้น หลี่เฉิงเฉียนจึงแสร้งทำสีหน้าขึงขัง มุ่งมั่น "หากมิถอนรากถอนโคนพวกตระกูลใหญ่ ภายภาคหน้าย่อมต้องเป็นภัยพิบัติต่อบ้านเมืองแน่พ่ะย่ะค่ะ"
"ทว่าอำนาจของตระกูลใหญ่เหล่านั้นหยั่งรากลึกเกินไป เรามิอาจใช้วิธีรุนแรงและหักหาญน้ำใจเฉกเช่นในยุคราชวงศ์ก่อนได้"
"เราทำได้เพียงใช้วิธี 'ต้มกบในน้ำอุ่น' ค่อยๆ บั่นทอนกำลังของพวกมันไปทีละน้อยจนสิ้นซากพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หลี่ซื่อหมินก็ถึงกับประหลาดใจ
เจ้าเด็กนี่รู้จักใช้กลอุบายและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองแล้วรึ?
ความประหลาดใจในครานี้ ยิ่งใหญ่กว่าตอนที่หลี่เฉิงเฉียนถวายสมุดแผนที่เสียอีก
และที่สำคัญที่สุดคือ ความคิดของเจ้าเด็กนี่ช่างสอดคล้องกับแนวทางของพระองค์เสียเหลือเกิน มิหนำซ้ำยังรู้จักยกเอาความล้มเหลวของราชวงศ์สุยมาเป็นอุทาหรณ์อีกด้วย
สิ่งนี้ทำให้หลี่ซื่อหมินเริ่มมองหลี่เฉิงเฉียนในมุมใหม่
หลี่ซื่อหมินลอบซ่อนรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจไว้ "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เจิ้นก็จะตกลงรับพนัน หากเจ้าสามารถดัดแปลงเรือให้แล่นได้วันละห้าร้อยลี้ได้จริง เจิ้นก็จะอนุมัติข้อเสนอของเจ้า ให้ริเริ่มนโยบาย 'ลำเลียงเสบียงใต้สู่เหนือ' ทันที..."
"ขอบพระทัย..."
เดี๋ยวก่อน...
หลี่เฉิงเฉียนที่กำลังจะเอ่ยปากขอบพระทัย พลันตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
เขาเงยหน้ามองหลี่ซื่อหมินด้วยสายตาหวาดระแวง "เสด็จพ่อ... เมื่อครู่พระองค์ตรัสว่า นโยบายลำเลียงเสบียงใต้สู่เหนือ รึพ่ะย่ะค่ะ?"
"ถูกต้องแล้ว"
หลี่ซื่อหมินเอียงพระเศียรมองหลี่เฉิงเฉียน "เจ้ามอบธุรกิจให้ท่านน้าของเจ้าไปตั้งมากมายก่ายกอง จะแบ่งให้บิดาผู้นี้สักอย่าง จะเป็นไรไป?"
เวรเอ๊ย...
นี่ข้าโดนปล้นอีกแล้วรึ!
หลี่เฉิงเฉียนทำหน้ามุ่ย "ทว่าเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ การดัดแปลงเรือและการต่อเรือ ล้วนต้องใช้เงินทุนมหาศาลนะพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อจะทรงพระกรุณาเบิกงบประมาณล่วงหน้าให้ลูกสักหน่อยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"หา?"
"เจ้าว่าอันใดนะ? พูดใหม่อีกทีซิ?"
"อ้อ ดูสิ วันนี้ดวงอาทิตย์ช่างกลมโตสวยงามเสียนี่กระไร"
หลี่ซื่อหมินแหงนพระพักตร์มองท้องฟ้าอย่างหน้าตาเฉย
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เฉิงเฉียนก็อดมิได้ที่จะยิ้มขื่น
ก็แค่ไม่อยากจะจ่ายเงินให้ข้า
ถึงกับต้องงัดข้ออ้างชื่นชมดวงอาทิตย์ในตอนกลางวันแสกๆ มาใช้เชียวรึ? ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!
หลี่ซื่อหมินเองก็รู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง พระองค์กระแอมไอเบาๆ "เจิ้นยังมีราชกิจต้องสะสาง คงต้องขอตัวกลับก่อน"
"ส่วนเรื่องทุนรอนในการดัดแปลงเรือนั้น เจ้าก็หาทางจัดการเอาเองก็แล้วกัน..."
"ลูก... น้อมส่งเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ..."
หลี่เฉิงเฉียนกัดฟันกรอดจนแทบแหลกละเอียด
การต่อเรือสักลำ มิใช่ว่าจะใช้เงินเพียงแค่หยิบมือ
ต่อให้หลี่เฉิงเฉียนเทหมดหน้าตัก ทรัพย์สินที่เขามีก็คงพอแค่สร้างเรือได้เพียงลำเดียวเท่านั้น
ทว่าเมื่อนึกถึงว่า ท้ายที่สุดแล้วเรือลำนี้ก็คงจะถูกหลี่ซื่อหมินยึดไปเป็นของหลวง หลี่เฉิงเฉียนก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก
ตาเฒ่าจอมงกเอ๊ย!
นอกจากจะปล้นความคิดข้าแล้ว ยังจะให้ข้าควักกระเป๋าจ่ายเองอีกรึ?
ชาวบ้านเขามีแต่ 'ลูกล้างผลาญพ่อ' ทว่านี่มัน 'พ่อล้างผลาญลูก' ชัดๆ!