- หน้าแรก
- สุดยอดเด็กแสบแห่งต้าถัง
- บทที่ 42: คำขู่จากพี่สาว
บทที่ 42: คำขู่จากพี่สาว
บทที่ 42: คำขู่จากพี่สาว
บทที่ 42: คำขู่จากพี่สาว
"ทำเช่นนี้แล้วมันมิควรตรงไหนรึ?"
เห็นได้ชัดว่าหลี่เฉิงเฉียนมิเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของจื่อเถา เขาโบกมือปัดอย่างรำคาญใจ "ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปจัดเตรียมห้องหับให้ พวกเจ้าก็ติดตามข้าไปก่อนก็แล้วกัน"
กล่าวจบ หลี่เฉิงเฉียนก็เดินสะบัดก้นจากไป
ทิ้งให้สองนายบ่าวมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่ภายในห้องพัก
ใบหน้าของหลูหว่านเจี๋ยแดงระเรื่อด้วยความรู้สึกลำบากใจ
จื่อเถาเม้มปากพลางเอ่ยปลอบ "คุณหนูเจ้าคะ มิเป็นไรหรอกเจ้าค่ะ พระองค์เป็นถึงองค์ชายใหญ่ ทั้งยังดำรงพระยศเป็นจงซานอ๋อง ย่อมมิมีผู้ใดกล้านินทาหรอกเจ้าค่ะ..."
"อีกอย่าง พระองค์เพิ่งจะพระชนมายุเพียงแปดชันษา จะทรงทำอันใดพวกเราได้เล่าเจ้าคะ คุณหนูวางใจเถอะเจ้าค่ะ พักผ่อนให้สบายใจ พอถึงซูโจวเราค่อยไปตามหาฮูหยินผู้เฒ่ากันนะเจ้าคะ"
การได้พึ่งใบบุญหลี่เฉิงเฉียนนั้น มีทั้งอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่มที่ครบครัน ทั้งยังมีทหารคอยคุ้มกันความปลอดภัย มิต้องหวาดผวาพวกโจรสลัดหรือโจรป่าอีก การได้ร่วมขบวนไปกับหลี่เฉิงเฉียนนับเป็นทางเลือกที่ประเสริฐที่สุดแล้ว
สำหรับจื่อเถา นางพอใจที่จะอยู่เสียด้วยซ้ำ
หลูหว่านเจี๋ยค้อนขวับใส่จื่อเถาวงโต "เจ้านี่ ยิ่งนับวันยิ่งเหลวไหลใหญ่แล้วนะ กลับไปถึงจวนเมื่อใด ข้าจะลงโทษเจ้าให้หนักเชียว"
"แหะๆ"
จื่อเถาติดตามรับใช้หลูหว่านเจี๋ยมาตั้งแต่เยาว์วัย เติบโตมาด้วยกัน มีหรือจะไม่ล่วงรู้นิสัยใจคอของคุณหนูตน
ที่แท้นางก็แค่ขัดเขินเท่านั้นเอง
จื่อเถาจับมือหลูหว่านเจี๋ย "คุณหนูเจ้าคะ เลิกไว้ตัวเถอะเจ้าค่ะ อย่างไรเสียพวกเราก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ในเมื่อมาแล้วก็จงอยู่ให้สบายเถิดเจ้าค่ะ"
"หากมิอยู่ให้สบาย แล้วจะให้ทำเช่นไรได้เล่า?"
หลูหว่านเจี๋ยทอดถอนใจ "จะให้ข้าพาเจ้าไปนั่งเฝ้าท่าเรือรอท่านย่าจริงๆ หรือ?"
"ดูท่า ยามนี้คงทำได้เพียงเท่านี้กระมัง"
ในที่สุด หลูหว่านเจี๋ยก็ตกลงปลงใจที่จะรั้งอยู่ต่อ
เมื่อล่วงรู้ว่านางมิใคร่จะชอบพอตน หลี่เฉิงเฉียนก็มิได้แวะเวียนมาวอแวหรือรบกวนนางอีกเลย อาหารทั้งสามมื้อก็มีคนคอยจัดส่งให้ถึงห้องมิเคยขาด
หลี่เฉิงเฉียนนั้นมิได้มักใหญ่ใฝ่สูงในลาภยศอำนาจ ทว่าเรื่องปากท้องกลับเป็นเรื่องที่เขาพิถีพิถันเป็นที่สุด มิว่าจะเดินทางไปที่ใด เขามักจะหนีบจ้าวสือ ยอดพ่อครัวประจำตัวไปด้วยเสมอ
แม้ในยามที่จ้าวสือมิอยู่ เขาก็ยินดีที่จะลงมือเข้าครัวรังสรรค์อาหารด้วยตนเอง
เพื่อมิให้ผู้ใดครหาว่าเขาตระหนี่ถี่เหนียว อาหารที่หลี่เฉิงเฉียนรับประทานในแต่ละมื้อเป็นเช่นไร สองนายบ่าวหลูหว่านเจี๋ยก็ได้รับประทานเฉกเช่นเดียวกัน
วันหนึ่ง ชิงเหอหิ้วปิ่นโตเดินตามชิงฉือออกมาจากห้องพักของสองนายบ่าว
เมื่อนึกถึงใบหน้าที่เย็นชาปานน้ำแข็งของหลูหว่านเจี๋ย ชิงเหอก็รู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก "บ่าวมิเข้าใจเลยว่าเตี้ยนเซี่ยทรงคิดอันใดอยู่ สตรีพรรค์นี้น่าจะจับโยนลงแม่น้ำให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย"
ได้ยินเช่นนั้น ชิงฉือก็ส่ายหน้าพลางยิ้มขำ "เจ้าก็เพลาๆ ปากลงบ้างเถอะ หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้า จะพาลหาว่าเตี้ยนเซี่ยของเราเป็นคนใจแคบเอานะ"
"ก็บ่าวหมั่นไส้ท่าทางเสแสร้งจองหองของนางนี่เจ้าคะ"
"เตี้ยนเซี่ยอุตส่าห์มีพระเมตตาช่วยชีวิตนางแท้ๆ"
ชิงเหอเป็นคนซื่อตรงและเปิดเผย ในใจนางมิได้มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนอันใด "ทว่ายามนี้นางกลับทำตัวราวกับเตี้ยนเซี่ยไปติดหนี้นางมาแต่ชาติปางก่อน วางมาดใหญ่โตยิ่งกว่าท่านหญิงเสียอีก"
"เมื่อครู่นี้ตอนที่เจ้าเข้าไป เจ้าก็จงใจโอ้เอ้รอจนกับข้าวเย็นชืดแล้วค่อยยกเข้าไปให้นางมิใช่รึ?"
"เจ้าไปว่านางวางมาดใหญ่โตกว่าท่านหญิง เจ้าเองก็มิต่างกันหรอก พวกเราล้วนเป็นบ่าวไพร่ นายจะแสดงสีหน้าเช่นไรเราก็ต้องทนรับให้ได้"
"เจ้าก็หัดสงบปากสงบคำลงบ้างเถิด"
ชิงฉือรู้สึกจนปัญญาเกับนิสัยมุทะลุของชิงเหอยิ่งนัก
ชิงเหอทำแก้มป่อง จ้องมองชิงฉือตาเป๋ง
ชิงฉือเห็นดังนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา "มาจ้องหน้าข้าทำไมกัน ข้ามิได้เป็นคนรังแกเจ้าเสียหน่อย"
"เอาเถิดๆ บ่าวมิพูดแล้วก็ได้"
ชิงเหอโบกมืออย่างขอไปที ก่อนจะเดินเคียงคู่กับชิงฉือออกไป
ยามนั้นเอง หลี่ทิงเสวี่ยก็เดินสวนมาพอดี
ทั้งสองรีบหยุดฝีเท้าแล้วย่อกายคำนับ "ท่านหญิง..."
"อืม"
หลี่ทิงเสวี่ยปรายตามองปิ่นโตในมือของทั้งสอง "ส่งอาหารให้พวกนางเรียบร้อยแล้วรึ?"
"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ท่านหญิง"
หลี่ทิงเสวี่ยพยักหน้ารับ โดยมิตรัสสิ่งใดเพิ่มเติม นางก้าวเดินตรงไปยังห้องพักของสองนายบ่าวทันที
หลี่ทิงเสวี่ยผลักประตูเปิดออกแล้วก้าวเข้าไปภายในห้อง
ยามนั้น จื่อเถากำลังจัดแจงสำรับอาหาร ส่วนหลูหว่านเจี๋ยกำลังนั่งอ่านตำรากวีอยู่ริมหน้าต่าง
เมื่อเห็นหลี่ทิงเสวี่ยก้าวเข้ามา ทั้งสองก็รีบวางมือแล้วลุกขึ้นมาทำความเคารพ
"ท่านหญิง..."
หลี่ทิงเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นางเดินไปที่โต๊ะ ปรายตามองอาหารเลิศรสบนโต๊ะแล้วเหยียดยิ้ม
"เจ้าเด็กนั่นช่างเอาใจสตรีรูปงามเสียจริง อาหารการกินยังหรูหรากว่าพี่สาวอย่างข้าเสียอีก"
หลูหว่านเจี๋ยและจื่อเถาสบตากัน มิกล้าปริปากเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
มิล่วงรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ยามอยู่ต่อหน้าองค์ชายใหญ่อย่างหลี่เฉิงเฉียน นางยังกล้าปั้นปึ่งและแสดงอารมณ์ใส่เขา
ทว่ายามต้องเผชิญหน้ากับหลี่ทิงเสวี่ย ผู้มีรังสีอำมหิตแผ่ซ่าน นางกลับมิกล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนตัวทำสิ่งใดที่ผิดแผกไปจากจารีตเลยแม้แต่น้อย
บางทีอาจเป็นเพราะในส่วนลึกของจิตใจนางตระหนักดีว่า ไม่ว่านางจะทำตัวเช่นไร หลี่เฉิงเฉียนก็มิมีวันทำร้ายนางกระมัง
หลี่ทิงเสวี่ยเหลือบมองหลูหว่านเจี๋ย สายตาปะทะเข้ากับตำรากวีในมือของนาง นางก็พลันหลุดเสียงหัวเราะเยาะออกมา
"ตำรากวีเล่มนี้ก็นับว่ามิเลว น่าเสียดายที่บทกวีบางบทในนี้ ยังเทียบฝีมือของน้องชายข้ามิได้เลยด้วยซ้ำ"
น้ำเสียงของนางแม้จะราบเรียบและเย็นชา ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความหยิ่งผยองอย่างเต็มเปี่ยม
อย่างไรเสียนางก็เคยประจักษ์ถึงความสามารถในการประพันธ์กวีของหลี่เฉิงเฉียนมาแล้ว โดยเฉพาะบทกวีที่ว่า 'มิเห็นสุสานขุนศึกผู้เกรียงไกร ไร้บุปผาร้ายสุรา มีเพียงคันไถในไร่นา' นั้น ทำเอานางประทับใจมิรู้ลืม
หลูหว่านเจี๋ยเงยหน้าขึ้นสบตาหลี่ทิงเสวี่ย
เหตุการณ์ในงานโต้วาทีที่หลี่เฉิงเฉียนร่ายกวีบทเดียวตบหน้าบุตรหลานตระกูลใหญ่ทั้งงาน นางเองก็อยู่ในเหตุการณ์และเห็นกับตาตนเอง
นางยอมรับว่าหลี่เฉิงเฉียนนั้นมีพรสวรรค์จริง ทว่าในใจก็ยังคงมีความรู้สึกต่อต้านเจือปนอยู่
มีคำกล่าวไว้ว่า 'ราชวงศ์ร้อยปี ตระกูลใหญ่พันปี'
หลี่เฉิงเฉียนยังมิทันได้ก้าวเข้าสู่อำนาจศูนย์กลาง ก็ริอ่านล่วงเกินบุตรหลานตระกูลใหญ่ไปมากมายถึงเพียงนี้ ช่างเป็นการกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี
และเมื่อมองดูหลี่ทิงเสวี่ยในยามนี้ นิสัยวู่วามและหยิ่งยโสของหลี่เฉิงเฉียน คงจะได้รับการถ่ายทอดมาจากสายเลือดของตระกูลหลี่เป็นแน่
หลูหว่านเจี๋ยอดมิได้ที่จะเอ่ยเถียง "องค์ชายใหญ่ทรงมีพรสวรรค์นั้นเป็นเรื่องจริง ทว่าก็ใช่ว่าทุกบทกวีที่ทรงประพันธ์จะล้ำเลิศกว่ากวีเอกในยุคก่อนเสมอไปนะเจ้าคะ"
"เช่นนั้นรึ?"
หลี่ทิงเสวี่ยกระตุกยิ้มมุมปาก "เช่นนั้นเจ้าลองตรองดูสิว่า กวีเอกเหล่านั้นประพันธ์บทกวีขึ้นในวัยใด?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลูหว่านเจี๋ยก็ถึงกับชะงักงัน
หลี่ทิงเสวี่ยเดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่าง ไพล่มือไว้ด้านหลังพลางกล่าว "ข้ามองออก ว่าในใจเจ้ายังคงมีอคติและขุ่นเคืองน้องชายข้าอยู่อีกมาก"
"ข้ามิรู้หรอกนะว่าพวกเจ้าเคยมีเรื่องบาดหมางอันใดกันมาก่อน ทว่าข้ามั่นใจว่า เขาหาใช่อย่างที่เจ้าคิดไม่"
"อายุเพียงแปดชันษาก็สามารถรังสรรค์บทกวีอมตะ ท่องจำสี่ตำราห้าคัมภีร์ได้อย่างขึ้นใจ เสนอหลักการสิบมณฑลแห่งเจินกวน ปัดเป่าความกังวลในพระทัยขององค์จักรพรรดิ"
"ใช้กลหมากที่ถูกลิขิตให้พ่ายแพ้ เอาชนะองค์จักรพรรดิได้อย่างขาวสะอาดในพระราชวัง"
"นั่นคือเรื่องราวระดับชาติ ส่วนเรื่องเล็กน้อย เขายังเป็นผู้คิดค้นพลุดอกไม้ไฟ เก้าอี้โยก และสิ่งประดิษฐ์แปลกใหม่อีกมากมายที่ผู้คนมิเคยพานพบมาก่อน"
หลี่ทิงเสวี่ยหันกลับมาสบตาหลูหว่านเจี๋ย รอยยิ้มบางๆ ประดับบนใบหน้า "เจ้าลองทบทวนดูเถิดว่า ยามเจ้าอายุแปดขวบ เจ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่? หรือลองมองดูพี่ชายของเจ้า หรือบรรดาผู้อาวุโสในตระกูลเจ้าสิว่า ยามพวกเขาอายุเท่านี้ พวกเขากำลังทำสิ่งใดอยู่?"
"ยามนี้เขาเพิ่งจะอายุเพียงแปดชันษา กลับสามารถสร้างความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้แล้ว ในภายภาคหน้า เขาจะยิ่งใหญ่เกรียงไกรเพียงใด เจ้ากล้าจินตนาการหรือไม่?"
กล่าวจบ หลี่ทิงเสวี่ยก็ก้าวเดินมุ่งหน้าออกจากห้อง
"ข้าคงมิต้องสาธยายให้มากความว่าน้องชายข้าปฏิบัติต่อเจ้าดีเพียงใด ในใจเจ้าย่อมรู้ดีที่สุด"
เมื่อเดินมาถึงประตู หลี่ทิงเสวี่ยก็หยุดชะงัก แล้วหันกลับมามองหลูหว่านเจี๋ยอีกครั้ง
"ทว่าเจ้าจงจดจำไว้ให้ดี... อย่าได้บังอาจใช้สิ่งที่เรียกว่า 'ความรู้สึก' มาหลอกใช้หรือปั่นหัวน้องชายข้าเป็นอันขาด"
"หากเจ้าริอ่านทำเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งว่า การมีชีวิตอยู่ที่ทรมานยิ่งกว่าความตายนั้นเป็นเช่นไร"
สิ้นคำขู่ หลี่ทิงเสวี่ยก็ก้าวออกจากห้องไป พร้อมกับปิดประตูลงอย่างแรง
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัด แม้แต่เสียงเข็มตกก็ยังได้ยินชัดเจน
หลูหว่านเจี๋ยถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อกับถ้อยคำของหลี่ทิงเสวี่ย
มิใช่คำขู่ที่ว่าจะทำให้นาง 'อยู่มิสู้ตาย' ที่ทำให้นางตื่นตระหนก
ทว่าสิ่งที่ทำให้นางตกใจแทบสิ้นสติคือประโยคที่ว่า... 'ผู้คิดค้นพลุดอกไม้ไฟ และเก้าอี้โยก'
พลุดอกไม้ไฟ... เป็นฝีมือการประดิษฐ์ของเขาอย่างนั้นรึ?
เด็กวัยเพียงแปดขวบ... สามารถรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์เช่นนั้นออกมาได้จริงรึ?
หลูหว่านเจี๋ยรู้สึกยากจะเชื่อ
ทว่าถ้อยคำเหล่านี้หลุดออกมาจากปากของหลี่ทิงเสวี่ยด้วยตนเอง นางมีเหตุผลอันใดที่จะต้องปั้นน้ำเป็นตัวมาหลอกลวงตน?
นางมีความจำเป็นอันใดที่จะต้องโกหก?
ความขมขื่นแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อกของหลูหว่านเจี๋ย
"ผู้ใดจะไปคาดคิดว่า... พลุดอกไม้ไฟอันวิจิตรตระการตานั้น จะเป็นผลงานการประดิษฐ์ของเด็กอายุแปดขวบ..."