- หน้าแรก
- สุดยอดเด็กแสบแห่งต้าถัง
- บทที่ 18: องค์ชายดวงกุดถูกโบยอีกครา
บทที่ 18: องค์ชายดวงกุดถูกโบยอีกครา
บทที่ 18: องค์ชายดวงกุดถูกโบยอีกครา
บทที่ 18: องค์ชายดวงกุดถูกโบยอีกครา
{ได้รับค่าความโกรธจากหลี่ซื่อหมิน +257...}
หลี่เฉิงเฉียนที่กำลังสนุกกับการเล่นฉุยหวันอยู่ในจวน ถึงกับสะดุ้งโหยงเมื่อข้อความแจ้งเตือนจากระบบเด้งขึ้นมา
ค่าความโกรธ +257?!
ในความทรงจำของเขา ตั้งแต่ข้ามภพมายังมิเคยได้รับค่าความโกรธที่สูงลิบลิ่วถึงเพียงนี้มาก่อน
ตาเฒ่านั่นคิดจะฆ่าข้าหรืออย่างไรกัน?
ทว่านี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น? วันนี้เขาก็มิได้ทำตัวเหลวไหลมิใช่หรือ? สี่ตำราห้าคัมภีร์ [1] เขาก็ท่องจำได้หมดสิ้นแล้ว พระองค์ยังจะเอาสิ่งใดอีก? หรือว่าความอัจฉริยะที่โดดเด่นเกินไปของเขาจะกลายเป็นปัญหาเสียแล้ว?
พริบตานั้น หลี่เฉิงเฉียนก็พลันตระหนก... หรือว่าเสด็จพ่อจะล่วงรู้ความลับว่าเขาเป็นผู้ข้ามภพมาสวมร่างบุตรชาย?
มิเห็นจะเป็นไปได้... ต่อให้ข้าข้ามภพมา ข้าก็ยังเป็นบุตรชายในไส้ของพระองค์อยู่ดีมิใช่หรือ?
เนิ่นนานมิเท่าใด ขันทีคนสนิทของหลี่ซื่อหมินก็รุดมาถึงวังจงซานอ๋องพลางเอ่ยกับหลี่เฉิงเฉียนว่า "เตี้ยนเซี่ย ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาให้เข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าไม่ไป!"
หลี่เฉิงเฉียนโบกมือพัลวัน "หากข้าไป ยามนี้ตาเฒ่านั่นจักต้องฆ่าแกงข้าเป็นแน่"
ได้ยินคำเรียกขานนั้น กล้ามเนื้อบนใบหน้าของขันทีเฒ่าถึงกับกระตุกถี่ๆ กล้าเรียกโอรสสวรรค์ว่าตาเฒ่า เห็นจะมีเพียงองค์ชายใหญ่ผู้นี้คนเดียวในปฐพี
ขันทีเฒ่าโน้มกายลง "เตี้ยนเซี่ยโปรดอย่าทำให้บ่าวลำบากใจเลยขอรับ บ่าวเพียงทำตามหน้าที่เท่านั้น"
ในที่สุด หลี่เฉิงเฉียนก็จำต้องลากสังขารตามขันทีเข้าวังไปพบหลี่ซื่อหมินอย่างเลี่ยงมิได้ ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องทรงอักษร เขาสัมผัสได้ทันทีว่าอุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนหนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ
หลี่เฉิงเฉียนลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาปรายตามองฝางเสวียนหลิงที่ยืนอยู่ด้านข้างพลางส่งสัญญาณถามทางสายตาว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทว่าฝางเสวียนหลิงกลับทำสีหน้าละอายใจยิ่งนัก เขาพยายามอธิบายให้หลี่ซื่อหมินฟังแล้ว ทว่ามหาจักรพรรดิกลับปักใจเชื่อไปแล้วว่าฝางเสวียนหลิงเกรงกลัวในอำนาจขององค์ชายใหญ่จึงมิกล้ากล่าวความจริง
"ลูก... ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ"
"คุกเข่าลง!"
หลี่ซื่อหมินตบโต๊ะดังปังจนหลี่เฉิงเฉียนสะดุ้งทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันควัน
{ได้รับค่าความโกรธจากหลี่ซื่อหมิน +37...}
หลี่ซื่อหมินชี้หน้าบุตรชายด้วยความพิโรธจนแทบจะตรัสไม่ออก "เจ้า... เจ้า... เจ้าช่างทำให้เจิ้นผิดหวังนัก!"
หลี่เฉิงเฉียนทำหน้าเศร้าสร้อย "เสด็จพ่อ ลูกยังมิได้ทำสิ่งใดผิดเลยนะพ่ะย่ะค่ะ"
"หุบปาก!"
"เจ้ามันเด็กไร้สัมมาคารวะ ขับไสอาจารย์หนีไปคนแล้วคนเล่า!" หลี่ซื่อหมินกริ้วจนหนวดสั่น "เจ้ายังกล้าบอกว่ามิได้ทำสิ่งใดอีกรึ?"
พระองค์ทรงพิโรธจนแทบกระอัก เสียแรงที่ทรงทุ่มเทวางแผนเพื่ออนาคตของบุตรชาย ทว่าเจ้าเด็กนี่กลับมิเห็นคุณค่า มิหนำซ้ำยังกำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน เห็นทีหากมิสั่งสอนให้รู้สำนึก เจ้าเด็กนี่คงนึกว่าบิดาอย่างเขาเป็นเพียงตุ๊กตาดินปั้นที่มิมือมีเท้ากระมัง!
หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ฝางเสวียนหลิงกราบทูลนั้นคือความจริงทุกประการ ทว่าหลี่เฉิงเฉียนผู้ดวงกุด ยามที่คิดจะใส่เกียร์สุนัขโกยอ้าวหนีไปนั้น ก็ถูกหลี่ซื่อหมินคว้าตัวไว้ได้ทัน ก่อนจะถูกกดลงกับพื้นแล้วระดมไม้เรียวเข้าใส่บั้นท้ายอย่างหนักหน่วง
เสียงร้องโวยวายของหลี่เฉิงเฉียนดังลั่นประดุจสุกรถูกเชือด ทว่าเสียงร้องนั้นกลับมิอาจเรียกความเวทนาจากหลี่ซื่อหมินได้แม้เพียงนิด
"สำนึกผิดหรือยัง?!"
"สำนึกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่เฉิงเฉียนกุมก้นแน่น มิกล้าสบพระเนตรหลี่ซื่อหมินแม้เพียงนิด
"ผิดที่ใด พูดมา!" หลี่ซื่อหมินถลึงตาจ้องเขม็ง
หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยเสียงอ่อย "ผิดที่... ลูกยอดเยี่ยมเกินไปพ่ะย่ะค่ะ"
ได้ยินคำตอบนั้น เพลิงพิโรธของหลี่ซื่อหมินก็ยิ่งลุกโชนขึ้นกว่าเก่า
{ได้รับค่าความโกรธจากหลี่ซื่อหมิน +38...}
"เสด็จพ่อ ลูกมิรู้จริงๆ ว่าลูกผิดที่ใดพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่เฉิงเฉียนรู้สึกอัดอั้นตันใจยิ่งนัก เขาผิดที่ตรงไหน? ก็แค่ผิดที่อัจฉริยะเกินไปมิใช่หรือ? เขาหันไปมองฝางเสวียนหลิงหวังจะให้ช่วย ทว่าตาเฒ่ากลับเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเสียอย่างนั้น
เจ้าฝางเสวียนหลิงสารเลว! เจ้าจดจำไว้ให้ดี หากข้ามิทำให้จวนเจ้าปั่นป่วนจนไก่บินสุนัขกระโดด ข้าจะขอเปลี่ยนแซ่ไปใช้นามสกุลเดียวกับเจ้าเลยเชียว!
วันนี้ถือเป็นวันมืดมนที่สุดนับตั้งแต่หลี่เฉิงเฉียนข้ามภพมา ทั้งที่เขาประพฤติตนเป็นเด็กดีแตกฉานคัมภีร์ ทว่ากลับต้องมาถูกโบยจนน่วม ยามที่ก้าวขาเดินออกจากห้องทรงอักษร ฝางเสวียนหลิงก็ปรี่เข้ามาประคองพลางเอ่ยเสียงอ่อย "เตี้ยนเซี่ย กระหม่อมพยายามอธิบายแล้วจริงๆ ทว่าฝ่าบาทมิทรงเชื่อเองขอรับ"
"แล้วท่านคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดท่านรึ?"
"เอาเถิด มิต้องกล่าวอันใดให้มากความ เจ้าคนตระกูลฝาง... ข้าจดจำเจ้าไว้แล้ว หนี้เลือดครานี้ข้าจะทวงคืนในวันหน้าแน่นอน!"
การลงไม้ลงมือของหลี่ซื่อหมินในครั้งนี้หาได้มีการออมแรงไม่ นอกจากจะทำเอาหลี่เฉิงเฉียนเดินตัวเอียงไปมาแล้ว ความเจ็บปวดยังส่งผลให้เสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าผิดเพี้ยนไปเสียสิ้น
ฝางเสวียนหลิงได้แต่ลอบปาดเหงื่อ ในฐานะคนฉลาด เขาย่อมมองออกว่าหลี่ซื่อหมินรักใคร่เอ็นดูโอรสองค์นี้เพียงใด และย่อมมองออกว่าในภายภาคหน้าผู้ใดจะขึ้นครองบัลลังก์สืบต่อ ดูท่าเขาจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่จนไปล่วงเกินว่าที่นายเหนือหัวในอนาคตเสียแล้ว...
หลังจากหลี่เฉิงเฉียนและฝางเสวียนหลิงจากไป
โจวกงกง ผู้เปรียบเสมือนเงาตามตัวของจักรพรรดิก็ค่อยๆ ก้าวออกมา เมื่อเห็นหลี่ซื่อหมินยังมีสีพระพักตร์มิสู้ดี โจวกงกงจึงมิกล้าปริปาก จนกระทั่งเนิ่นนานผ่านไป หลี่ซื่อหมินจึงระบายลมหายใจยาวพลางตรัสว่า "โจวกงกง เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวกับเจิ้นรึ?"
"พ่ะย่ะค่ะ" โจวกงกงโน้มกายคำนับ
"ว่ามา"
โจวกงกงทำท่าทีลำบากใจ "ทว่า... ผู้น้อยมิกล้ากราบทูลพ่ะย่ะค่ะ"
"มีสิ่งใดที่มิกล้า? เจิ้นเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว"
หลี่ซื่อหมินหรี่ตาพลางควงไม้เรียวในมือไปมา ที่ทรงบอกว่าเตรียมใจพร้อมแล้วนั้น คือเตรียมใจที่จะตามไปโบยหลี่เฉิงเฉียนซ้ำอีกรอบถึงจวนนั่นเอง
โจวกงกงรีบกราบทูลว่า "ครานี้ฝ่าบาททรงพิโรธองค์ชายผิดไปแล้วจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ระหว่างองค์ชายและใต้เท้าฝางมิได้มีเรื่องบาดหมางอันใดเกิดขึ้นเลย"
"อะไรนะ?!"
หลี่ซื่อหมินประหลาดใจนัก "นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?"
"ความจริงแล้ว สิ่งที่ใต้เท้าฝางกราบทูลนั้นล้วนเป็นความจริงทุกประการพ่ะย่ะค่ะ"
โจวกงกงจึงได้ถ่ายทอดภาพเหตุการณ์ในห้องเรียนยามที่หลี่เฉิงเฉียนท่องจำหลุนอวี่ พร้อมทั้งแปลความหมายได้อย่างลึกซึ้ง รวมถึงการพรรณนาถึงสี่ตำราห้าคัมภีร์ที่แสนแตกฉานให้หลี่ซื่อหมินฟัง
ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด หลี่ซื่อหมินก็ตกตะลึงราวกับถูกสายฟ้าฟาดกลางแสกหน้า นิ่งงันไปเนิ่นนานมิอาจขยับเขยื้อน
เห็นดังนั้น โจวกงกงจึงเปรยขึ้นเบาๆ "ฝ่าบาท หรือจะให้ผู้น้อยไปเบิกยาจากกรมหมอหลวงส่งไปให้องค์ชายใหญ่ดีพ่ะย่ะค่ะ?"
เมื่อได้สติ หลี่ซื่อหมินก็โบกมือ "ช่างเถิดๆ เจ้าไปเบิกยามา เจิ้นจะนำไปมอบให้เขาด้วยตนเอง"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" โจวกงกงรับคำแล้วถอยออกจากห้องทรงอักษรไป
หลี่ซื่อหมินทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างพลางทอดถอนใจ "หลี่เฉิงเฉียนเอ๋ยหลี่เฉิงเฉียน... เจ้าลูกคนนี้ยังมีเรื่องให้เจิ้นประหลาดใจอีกมากเพียงใดกัน?"
ให้ตายสิ หากเจิ้นมิมือเบาไว้บ้าง มีหวังเจ้าเด็กนี่คงสิ้นชื่อไปแล้ว
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลี่ซื่อหมินก็รู้สึกกระดากอายยิ่งนัก ฝางเสวียนหลิงพูดความจริงกับพระองค์ตั้งนานแล้ว ทว่าพระองค์กลับหูเบามิยอมเชื่อ คำลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเห็นจะเป็นการหลอกตัวเองจริงๆ เสียด้วย
คราก่อนพระองค์ยังเที่ยวติเตียนผู้อื่นว่ามีอคติต่อหลี่เฉิงเฉียน ทว่าครานี้ดูเหมือนพระองค์เองนั่นแหละที่เป็นตัวปัญหาที่สุด
ณ จวนจงซานอ๋อง
ยามที่หลี่เฉิงเฉียนถูกเซียวชูจื่อแบกกลับมาถึงจวน บั้นท้ายของเขาบวมเป่งขึ้นมาจนใหญ่กว่าปกติเกือบเท่าตัว
ชิงฉือและชิงเหอเห็นบาดแผลของนายเหนือหัวก็ถึงกับใจคอหวาดหวั่น ฝ่าบาทช่างลงมือได้โหดเหี้ยมอำมหิตนัก หากหนักมือกว่านี้อีกเพียงนิด คาดว่าเนื้อหนังคงได้หลุดลุ่ยออกมาเป็นแน่
ชิงฉือรับยาจากเซียวชูจื่อมาบรรจงทาลงบนแผลอย่างเบามือ ความเย็นของตัวยาและสัมผัสอันอ่อนโยนของชิงฉือช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้หลี่เฉิงเฉียนได้บ้าง
"เหตุใดข้าต้องถูกโบยอยู่ร่ำไป ครานี้เป็นครั้งที่สองแล้วนะ!"
หลี่เฉิงเฉียนร้องคร่ำครวญใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา "ต่อไปนี้ข้าจะไม่ยอมเอ่ยวาจากับอาจารย์คนไหนอีกแล้ว!"
ยามที่หลี่ซื่อหมินก้าวเดินเข้ามา พระองค์ก็ได้ยินวาจาประชดประชันประดุจเด็กน้อยนั้นพอดี
เมื่อเห็นสภาพของบุตรชาย หลี่ซื่อหมินก็บังเกิดความเวทนาขึ้นมาจับใจ วันนี้หลี่เฉิงเฉียนแสดงออกได้ยอดเยี่ยมเพียงนั้น ถึงขั้นข่มรัศมีของฝางเสวียนหลิงได้มิด ทว่าเขากลับถูกบิดาโบยตีอย่างไร้เหตุผล
หากเปลี่ยนเป็นพระองค์เองที่ถูกกระทำเช่นนี้ในวัยเยาว์ ก็คงจะเสียใจมิแพ้กัน หลี่ซื่อหมินถอนใจยาวพลางเดินเข้าไปลูบศีรษะหลี่เฉิงเฉียนอย่างอ่อนโยน
เมื่อสัมผัสได้ว่าหลี่ซื่อหมินมาถึง หลี่เฉิงเฉียนก็สะดุ้งสุดตัวกระโดดหนีไปซุกอยู่ที่มุมห้องพลางเอามือกุมก้นไว้แน่น "ท่าน... ท่านอย่าเข้ามานะ! รอ... รอให้ก้นข้าหายดีก่อนแล้วท่านค่อยมาตีใหม่เถิด!"