- หน้าแรก
- สุดยอดเด็กแสบแห่งต้าถัง
- บทที่ 3: ก็แค่แม่นางผู้หนึ่งมิใช่หรือ
บทที่ 3: ก็แค่แม่นางผู้หนึ่งมิใช่หรือ
บทที่ 3: ก็แค่แม่นางผู้หนึ่งมิใช่หรือ
บทที่ 3: ก็แค่แม่นางผู้หนึ่งมิใช่หรือ
[ระบบแจ้งเตือน: ค่าความโกรธสะสมครบ 500 แต้ม ระบบอัปเกรดเสร็จสิ้น ปัจจุบันระบบอยู่ในระดับที่สอง โฮสต์สามารถรวบรวม 'ความตกตะลึง' จากผู้อื่นเพื่อแลกเป็นคะแนนได้]
"ความตกตะลึงมันคือสิ่งใดกัน?"
หลี่เฉิงเฉียนเอ่ยถามในใจด้วยความฉงน
[มันคือการทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์ประหลาดใจ ตื่นตะลึง หรือคาดไม่ถึงพ่ะย่ะค่ะ]
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง...
หลี่เฉิงเฉียนปรายตามองพลุดอกไม้ไฟ มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ดูยียวนกวนประสาทในสายตาผู้อื่นยิ่งนัก
{ได้รับค่าความโกรธจากหลี่ซื่อหมิน +35...}
"เจ้าสารเลว!"
หลี่ซื่อหมินกริ้วจนหนวดชี้ เขาอุตส่าห์เอ่ยถาม แต่เจ้าเด็กนี่นอกจากจะไม่ตอบแล้ว ยังแสยะยิ้มหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร? หากมิใช่เห็นแก่ว่าเป็นบุตรในไส้ เขาคงจะให้เจ้าเด็กนี่ได้ลิ้มรส 'โทสะแห่งโอรสสวรรค์' ให้รู้รอดไปแล้ว
หลี่เฉิงเฉียนพลันได้สติ ระลึกขึ้นได้ว่าต่อหน้ายังมี 'พระพุทธรูปองค์ใหญ่' ที่ยังนิมนต์กลับไปไม่ได้ประทับยืนอยู่
"ทูลเสด็จพ่อ สิ่งนี้เรียกว่า พลุดอกไม้ไฟพ่ะย่ะค่ะ"
"พลุดอกไม้ไฟ?"
หลี่ซื่อหมินหรี่ตาลง ยามก้าวเข้ามาในจวนเขาได้ทันเห็นประกายเพลิงที่พุ่งพรวยออกมางดงามแปลกตา ในยุคสมัยที่ยังไม่มีสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน แม้ใบหน้าของหลี่ซื่อหมินจะยังคงรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ ทว่าภายในใจกลับสั่นสะท้านด้วยความตื่นตาไม่น้อย
หากหลี่เฉิงเฉียนไม่บอกว่านี่คือพลุ เขาคงนึกว่าเป็นวิชาอาคมประหลาดของพวกลัทธิมารไปเสียแล้ว
"พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ" หลี่เฉิงเฉียนรีบพรรณนาสรรพคุณราวกับจะอวดของล้ำค่า "นี่คือสิ่งที่ลูกเพียรพยายามวิจัยอยู่นานโขกว่าจะรังสรรค์ขึ้นมาได้"
"เจ้าทำขึ้นมาเองอย่างนั้นหรือ?"
หลี่ซื่อหมินประหลาดใจยิ่งนัก แต่กลับตีสีหน้าเรียบเฉยพลางพยักหน้าเล็กน้อย "ประกายไฟที่พวยพุ่งออกมานั้น ก็นับว่าแปลกใหม่ตื่นตาดีอยู่"
{ได้รับค่าความตกตะลึงจากหลี่ซื่อหมิน +35...}
"เสด็จพ่อก็ทรงคิดเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เมื่อทำพลุสำเร็จและระบบยังอัปเกรดให้อีก หลี่เฉิงเฉียนก็เริ่มลิงโลดจนลืมตัว "ของสิ่งนี้หากนำไปวางขายในตลาด ลูกกล้ารับประกันด้วยเกียรติเลยว่า มันจักต้อง..."
{ได้รับค่าความโกรธจากหลี่ซื่อหมิน +38}
คำว่า 'รวยเละ' ยังไม่ทันหลุดจากปาก เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขัดจังหวะเสียก่อน หลี่เฉิงเฉียนรีบหันขวับไปมอง ก็พบกับหลี่ซื่อหมินที่ยืนแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เพื่อเลี่ยงการโดนโบย หลี่เฉิงเฉียนจึงรีบเอามืออุดปากตนเองไว้ทันควัน
หลี่ซื่อหมินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "หากเจิ้นได้ยินเจ้าพูดเรื่องจะไปแย่งชิงผลกำไรกับราษฎรอีกแม้แต่คำเดียว เจิ้นจะหักขาเจ้าทิ้งเสีย!"
หากมิใช่เพราะรักใคร่เอ็นดูบุตรคนนี้จากใจจริง เขาคงสั่งประหารไปให้สุนัขกินนานแล้ว มีที่ไหนมาบังอาจทำตัวยโสโอหังต่อหน้าเขาเช่นนี้?
ยามนี้หลี่ซื่อหมินลืมจุดประสงค์เดิมที่มาหาบุตรชายไปสิ้น เขาถลึงตาใส่หลี่เฉิงเฉียนหนึ่งคราก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ด้วยเกรงว่าหากขืนอยู่ต่ออีกเพียงครู่เดียว เขาคงระงับใจไม่อยู่จนต้องประเคนฝ่าเท้าใส่เจ้าเด็กนี่อีกสักหลายๆ ที
เดิมทีเขายังนึกเสียใจที่ลงมือหนักไปหน่อยเมื่อตอนกลางวัน แต่ตอนนี้เห็นชัดแล้วว่าเขาลงมือน้อยไปเสียมากกว่า เจ้าเด็กนี่มันไม่จำใส่หัวเลยสักนิด!
เจ้าจะรู้บ้างหรือไม่ว่า วาจาเหลวไหลไร้สาระของเจ้านั้น ทำลายความอ่อนโยนของบิดาไปสิ้นแล้ว!
มองส่งหลี่ซื่อหมินจนลับตา หลี่เฉิงเฉียนก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ทว่ายังไม่ทันจะได้หันหลังกลับ เสียงถอนหายใจอีกสายหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกาย
หลี่เฉิงเฉียนสะดุ้งสุดตัว รีบหันไปมองพบบุรุษหนุ่มรูปงามวัยราวสิบห้าสิบหกปี ยืนทำหน้าอมทุกข์อยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจทราบได้
"เสด็จพี่?"
เห็นหน้าอีกฝ่าย หลี่เฉิงเฉียนก็งงเป็นไก่ตาแตก
บุรุษผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่คือ 'หลี่ฉงอี้' บุตรชายคนโตของเหอเจียนจวิ้นอ๋อง หลี่เสี้ยวกง เนื่องจากหลี่เสี้ยวกงและหลี่ซื่อหมินต่างสืบเชื้อสายมาจากตระกูลหลี่แห่งหล่งซีเหมือนกัน ตามลำดับอาวุโสแล้วหลี่เฉิงเฉียนจึงต้องเรียกเขาว่าเสด็จพี่ และอีกประการหนึ่ง... เขาคือสหายคนแรกของหลี่เฉิงเฉียนนับตั้งแต่ข้ามภพมายังโลกใบนี้
"มองข้าเช่นนั้นทำไม?" ใบหน้าของหลี่ฉงอี้เขียนคำว่าเศร้าสร้อยไว้อย่างชัดเจน ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า
"ท่านพี่ไม่ยอมอยู่บ้านศึกษากลศึกร่ายบทกวี วิ่งมาหาข้าที่นี่ด้วยเหตุอันใดกัน?"
แม้ปกติอีกฝ่ายจะมาหาบ่อยๆ แต่ยามนี้เป็นเวลาอาหารค่ำแล้ว เจ้าหมอนี่คงมิได้มาเพื่อขอข้าวกันกินหรอกนะ?
หลี่เฉิงเฉียนแบมืออย่างจนใจ "หากจะมาฝากท้องก็บอกมาตามตรง ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนคนดวงกุดเช่นนี้เลย"
"เจ้าเด็กเมื่อวานซืนจะไปรู้อะไร?" ด้วยความสนิทสนมและเห็นว่าอีกฝ่ายยังเป็นเพียงเด็กน้อย หลี่ฉงอี้จึงหลงลืมฐานะองค์ชายใหญ่ของหลี่เฉิงเฉียนไปเสียสิ้น ยามนี้เขาแหงนหน้ามองฟ้าทำมุมสี่สิบห้าองศาด้วยแววตาโศกศัลย์ "นี่คือความกลัดกลุ้มใจที่ผู้ใหญ่อย่างพวกเราเท่านั้นถึงจะเข้าใจ..."
ผู้ใหญ่งั้นหรือ? เจ้าเพิ่งจะสิบห้าเองนะโว้ย!
เห็นท่าทางเหมือนคนอกหักเช่นนั้น หลี่เฉิงเฉียนก็พอจะเดาเรื่องราวได้เจ็ดแปดส่วน จึงเอ่ยลองเชิงว่า "หรือว่า... ท่านถูกแม่นางบ้านใดปฏิเสธมากันเล่า?"
หลี่ฉงอี้เลิกคิ้วมองหลี่เฉิงเฉียน แววตาที่สั่นไหวของเขานั้นทรยศสิ่งที่อยู่ในใจไปเสียหมดแล้ว
"รักมากเพียงใด สิ้นรักก็เหลือเพียงแค้น... ความแค้นนี้ยาวนานมิอาจสิ้นสุด..."
หลี่เฉิงเฉียนทำท่าทีราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก เขามุดมือเข้าแขนเสื้อพลางโคลงศีรษะไปมา "ว่ามาเถิด ท่านไปหมายตาแม่นางบ้านใดไว้?"
เขากระตุกยิ้มมุมปากพลางปรายตามอง "หากข้าเดาไม่ผิด คงเป็นคุณหนูตระกูลหลู (盧) ใช่หรือไม่?"
เมื่อไม่กี่วันก่อน ยามทั้งสองออกไปท่องเมืองด้วยกัน พวกเขาได้พบกับ 'หลูหว่านเจี๋ย' บุตรสาวสายตรงของตระกูลหลู ยามนั้นหลี่ฉงอี้จ้องมองนางจนตาแทบจะหลุดออกมาจากเบ้า แม้ภายนอกหลี่เฉิงเฉียนจะดูเหมือนเด็กแปดขวบ แต่เนื้อในเขาคือชายหนุ่มวัยเกือบสามสิบ หากมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ก็คงเสียชาติเกิดไปยี่สิบกว่าปีแล้ว
หลี่เฉิงเฉียนยักไหล่ "ชอบก็น่าจะตามจีบเสียสิ จะมาทำหน้าเหมือนสูญเสียบิดาให้ใครดูเล่า?"
"ข้าก็อยากจะทำเช่นนั้นใจจะขาด..."
ได้ยินคำแทงใจดำ หลี่ฉงอี้ก็เก็บทรงไม่อยู่ รีบทิ้งตัวลงนั่งยองๆ เล่าความในใจที่มีต่อคุณหนูหลูให้หลี่เฉิงเฉียนฟัง ทั้งเรื่องที่หลงรักนางจนเข้ากระดูกดำ ยามค่ำคืนพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ ยามกลางวันก็ไร้สมาธิจะอ่านตำรา
อย่างไรเสียหลี่ฉงอี้ก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มวัยสิบห้า รอบกายเขานอกจากบ่าวรับใช้ก็มีเพียงหลี่เฉิงเฉียนเท่านั้นที่พอจะรับฟังความคับข้องใจนี้ได้ สุดท้ายเขาจึงถอนหายใจยาว "แต่น่าเสียดายน้อย ที่นางดูถูกพวกเราที่เป็นตระกูลขุนศึกเช่นนี้"
"ดูถูกตระกูลขุนศึก?" หลี่เฉิงเฉียนเลิกคิ้วสูง "นั่นเป็นคำพูดจากปากคุณหนูหลูเองหรือ?"
"ข้าส่งบ่าวไปสืบข่าวมาหลายทาง จนได้ความจากปากสาวใช้คนสนิทของนางว่า คุณหนูหลูเกลียดพวกขุนศึกหยาบช้าที่สุด" หลี่ฉงอี้กล่าวด้วยความรันทด "ข้ามีใจรักมั่นต่อนางเพียงนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ไปได้"
"นางไม่ได้เป็นคนพูดเองเสียหน่อย ท่านจะมานั่งตรอมใจไปทำไม?" หลี่เฉิงเฉียนกลอกตา "อีกอย่าง ท่านน่ะหรือขุนศึกหยาบช้า?"
หลี่ฉงอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อนึกดูดีๆ หลี่เสี้ยวกงและหลี่ซื่อหมินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แม้จะเรียกว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ได้ไม่เต็มปาก แต่ก็เป็นตระกูลขุนนางชั้นสูงที่เพียบพร้อมด้วยอำนาจและเกียรติยศ ไม่ว่าจะมองมุมไหน เขาก็ห่างไกลจากคำว่า 'ขุนศึกหยาบช้า' อยู่มาก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มได้สติ หลี่เฉิงเฉียนจึงรุกต่อ "ท่านไม่รู้หรือว่าหัวใจสำคัญของการจีบสตรีมีอยู่สามประการ?"
หลี่ฉงอี้รีบถาม "คือสิ่งใด?"
หลี่เฉิงเฉียนตีสีหน้าจริงจัง "หน้าด้าน... หน้าด้านเป็นที่สุด... และด้านให้ถึงที่สุด!"
"..."
เห็นท่าทางโง่งมของหลี่ฉงอี้แล้ว หลี่เฉิงเฉียนก็ได้แต่ถอนใจ ทว่าทันใดนั้นเขากลับผุดแผนการอันอาจหาญขึ้นมาในใจ
เขาเงยหน้ามองหลี่ฉงอี้พลางโบกมืออย่างใจกว้าง "เอาเถิดๆ เห็นแก่ที่ยามปกติท่านมักจะหิ้วของอร่อยมาฝากข้าบ่อยครั้ง วันนี้ข้าจะยื่นมือเข้าช่วยท่านสักครา!"
หลี่ฉงอี้เงยหน้ามองหลี่เฉิงเฉียนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแคลงใจ...