- หน้าแรก
- ฉันก็แค่กำลังตัดต้นไม้ ทำไมมันกลายเป็นวันสิ้นโลกไปได้เนี่ย
- บทที่ 5: สมุดบันทึกในห้องน้ำ
บทที่ 5: สมุดบันทึกในห้องน้ำ
บทที่ 5: สมุดบันทึกในห้องน้ำ
เมื่อเขากลับมาถึงกระท่อม ท้องฟ้าก็ยังคงมืดสนิท
หลินเซี่ยวางปืนลูกซองลงบนโต๊ะ ร่างกายของเขารู้สึกเหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
เขาคุ้ยหาโทรศัพท์ดาวเทียมในตู้แล้วกดโทรหาบอสหลี่
รอสายอยู่นานกว่าจะมีคนรับ เสียงของบอสหลี่ที่เจือไปด้วยความง่วงดังขึ้นมา "ฮัลโหล? ใครวะ โทรมาหาพระแสงอะไรตอนกลางดึก?"
"บอสหลี่ ผมเอง หลินเซี่ย"
"อ้าว เสี่ยวหลิน" เสียงของบอสหลี่ดูตื่นตัวขึ้นมาเล็กน้อย "มีเรื่องอะไรถึงโทรมาดึกดื่นขนาดนี้?"
หลินเซี่ยสูดลมหายใจลึก "คืนนี้ผมเกือบตาย"
เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับกวางมูสให้ฟังคร่าวๆ ทั้งเรื่องขนาดตัวที่ผิดปกติ ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของมัน และฉากที่น่าขนลุกตอนที่มันคุกเข่ากราบไหว้ไม้พยุงดำ
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
"เสี่ยวหลิน นายอย่าเพิ่งลนลานไป" เสียงของบอสหลี่เปลี่ยนเป็นนุ่มนวล "สัตว์ตัวใหญ่พวกนั้นมันฉลาดนะ มันอาจจะแค่เลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ก็ได้ ไอ้ที่นายเห็นว่ามันกราบๆ ไหว้ๆ น่ะ น่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญมากกว่า"
"บังเอิญเหรอ?" หลินเซี่ยหัวเราะอย่างเยือกเย็น "บอสหลี่ แล้วทำไมก่อนผมจะมาที่นี่ บอสไม่เห็นบอกเลยว่ามีคนตัดไม้ตายไปเป็นสิบคนแล้ว?"
บอสหลี่หัวเราะแห้งๆ "เสี่ยวหลิน งานเงินเดือนสามหมื่นน่ะนายไปหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนะ ถ้าทุกอย่างมันราบรื่นเหมือนเดินเล่นในสวน ฉันจะให้เงินเดือนสูงขนาดนี้ทำไม?"
"สรุปคือ เงินสามหมื่นนี่คือค่าซื้อชีวิตผมงั้นเหรอ?"
"ฉันเข้าใจความรู้สึกนายนะ" บอสหลี่ถอนหายใจ "เอาอย่างนี้แล้วกัน เห็นว่าสถานการณ์ของนายค่อนข้างพิเศษ ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้อีกหมื่นนึง เป็นเดือนละสี่หมื่น นายโอเคไหม?"
"สี่หมื่นเลขไม่มงคล เพิ่มมาอีกสองหมื่นเลยแล้วกัน"
"ก็ได้ ฉันให้หกหมื่น"
"แล้วผมต้องการอาวุธที่อนุภาพร้ายแรงกว่านี้ด้วย" หลินเซี่ยเสริม
"เสี่ยวหลิน นายก็รู้สถานการณ์ในประเทศเราดี ฉันจะไปหาอาวุธร้ายแรงจากไหนมาให้นายได้? ปืนลูกซองนั่นก็เป็นอาวุธที่ดีที่สุดที่บริษัทจะหาให้ได้แล้ว"
"แค่นี้แหละ ตั้งใจทำงานล่ะ บริษัทไม่ทิ้งนายหรอก"
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
สายถูกตัดไป
หลินเซี่ยถือโทรศัพท์ดาวเทียมค้างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างสมเพชตัวเอง
หกหมื่นดูเหมือนจะเรียกน้อยไปหน่อยแฮะ เขาน่าจะเรียกมากกว่านี้
สัญญาถูกเซ็นไปแล้ว แถมค่าปรับตั้งสิบล้าน ตอนนี้เขาทำได้เพียงพยายามกอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองมากที่สุด เพื่อสะสมเงินไว้ให้พวกน้องสาว
เด็กผู้หญิงที่ไม่มีเงินน่ะเดินหลงทางได้ง่าย แม้น้องสาวทั้งสองคนจะเติบโตมาภายใต้สายตาของเขาและเขาก็เชื่อมั่นว่าพวกเธอจะไม่มีความคิดแบบนั้นแน่ๆ แต่หลินเซี่ยก็ยังไม่อยากเห็นพวกเธอต้องมาลำบากไปกับเขา
เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วมองไปยังหน้าต่างที่แตกกระจาย
กรอบหน้าต่างเบี้ยวผิดรูป เศษกระจกเกลื่อนเต็มพื้น ลมฤดูร้อนพัดโชยเข้ามาทำให้ในห้องเริ่มเย็นเยือก
"พรุ่งนี้ต้องหาแผ่นไม้มาตอกปิดหน้าต่างไว้ก่อน"
หลินเซี่ยพึมพำกับตัวเอง เขาคว้าหมอนจากบนเตียงแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ
ห้องน้ำมีขนาดเล็ก แต่ในเวลานี้ พื้นที่แคบๆ กลับให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่หลินเซี่ยอย่างบอกไม่ถูก
ที่นี่ไม่มีหน้าต่าง มีแค่ประตูบานเดียว ตราบใดที่เขาล็อคประตูไว้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามา อย่างมากที่สุดมันก็แค่พังประตูเข้ามา
อืม... ก็ดูไม่ต่างกันเท่าไหร่แฮะ
หลินเซี่ยเปิดฝาชักโครกลงแล้วนั่งลงบนนั้น กอดหมอนพิงกำแพง ตั้งใจว่าจะงีบหลับที่นี่สักคืน
จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำสี่คำที่แวบเข้ามาในหัวหลังจากฆ่ากวางมูสตัวนั้นได้
เหมือนจะเป็นคำว่า '...ขั้นต่ำ' กับ '...ขั้นสูง' อะไรสักอย่าง
เขาเริ่มจำไม่ค่อยได้แล้ว และก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมสิ่งเหล่านั้นถึงปรากฏขึ้นมาในหัว
ขณะที่กำลังเหม่อลอย สายตาของหลินเซี่ยก็เหลือบไปเห็นขอบประตูห้องน้ำโดยบังเอิญ
มีมุมของสมุดเล่มหนึ่งยื่นออกมาจากขอบด้านบนของวงกบประตู
มันเขรอะไปด้วยฝุ่นเหมือนถูกลืมทิ้งไว้ที่นั่นนานมากแล้ว
หลินเซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เขาลุกขึ้นยืนเขย่งเท้าแล้วดึงสิ่งนั้นลงมา
มันคือสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง
หน้าปกหนาเตอะไปด้วยฝุ่น ดูเหมือนมันจะถูกวางไว้บนนั้นมานานแสนนาน
บางทีแรงกระแทกจากตอนที่กวางมูสพุ่งชนหน้าต่างอาจจะทำให้มันสั่นจนเกือบจะหลุดออกมาจากขอบประตู
หลินเซี่ยใช้มือปัดฝุ่นออก เผยให้เห็นปกแข็งสีน้ำเงินเข้มที่อยู่ข้างใต้
เมื่อเปิดสมุดออก หน้าแรกมีข้อความเขียนไว้เพียงไม่กี่คำ:
หน่วยยามราตรี, ต้วนมู่
ลายมือนั้นค่อนข้างหวัดแต่ยังพออ่านออก
หลินเซี่ยอ่านต่อไป
[วันที่ 1]
แทรกซึมเข้าบริษัทเกรทฟอเรสต์สำเร็จ กลายเป็นคนตัดไม้
เพื่อสืบหาความลับเบื้องหลังบริษัทนี้ ฉันต้องเข้าไปให้ลึกที่สุด
วันนี้คนขับรถพาฉันมาที่กระท่อม สภาพแวดล้อมที่นี่ห่างไกลกว่าที่คิดไว้มาก แต่สิ่งอำนวยความสะดวกถือว่าครบครัน
ตาแก่ถังบอกว่าคนตัดไม้คนก่อนตายไปแล้ว และเตือนให้ฉันระวังตัว
ฉันสัมผัสได้... ที่นี่มีบางอย่างผิดปกติ
[วันที่ 3]
ยืนยันแล้ว ที่นี่คือ 'อาณาเขตพิศวง'
'ผู้พิทักษ์' ในตัวฉันถูกสะกดไว้จนหมด ฉันไม่สามารถใช้ความสามารถอะไรได้เลย ไม่ต่างจากคนธรรมดา
ความรู้สึกนี้มันแย่มาก ทันทีที่มาถึงที่นี่ ฉันก็กลายเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
สิ่งผิดปกติ ที่สร้างอาณาเขตพิศวงได้ขนาดนี้ต้องอยู่ในระดับ 'ทำลายล้างเมือง' เป็นอย่างน้อย บริษัทเกรทฟอเรสต์กำลังวางแผนบ้าอะไรอยู่กันแน่!
[วันที่ 7]
เริ่มตัดไม้พยุงดำ
ต้นไม้ชนิดนี้ประหลาดมาก เปลือกสีดำ ใบสีแดง และมีกลิ่นหอมของลูกแพร์จางๆ
บริษัทต้องการแค่ต้นไม้ชนิดนี้เท่านั้น มันต้องมีอะไรพิเศษแน่ๆ แต่ฉันยังไม่รู้ว่าความพิเศษนั้นคืออะไร
[วันที่ 10]
วันนี้ในป่าลึก ฉันพบหมูป่าที่กำลังจะตายตัวหนึ่ง มันกำลังคุกเข่าอยู่หน้าต้นไม้พยุงดำ
ขาหน้าของมันงอลง หัวแนบติดพื้น เหมือนท่ากราบของมนุษย์ไม่มีผิด
มันมีสติปัญญา มันคือสิ่งผิดปกติ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังบูชาต้นไม้นี้อยู่
หลังจากหมูป่าจากไป ฉันลองกรีดเปลือกไม้พยุงดำต้นนั้นดู ข้างในมันเป็นสีดำสนิทจริงๆ
ฉันตัดไม้สีดำนั่นออกมาท่อนหนึ่งแล้วนำกลับมาด้วย ลองเลียนแบบพวกสิ่งผิดปกติโดยการกราบไหว้บูชามันดู แต่ก็ไม่พบอะไรเลย
[วันที่ 15]
สัตว์ผิดปกติในป่าแห่งนี้จะพากันไปคุกเข่ากราบไหว้ต้นไม้พยุงดำใจดำก่อนที่พวกมันจะตาย
ฉันไม่รู้ว่าพวกมันบูชาอะไรกันแน่ แต่พฤติกรรมนี้ไม่ใช่สัญชาตญาณแน่นอน มันดูเหมือนพิธีกรรมบางอย่างมากกว่า
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของฉันคือ อาณาเขตพิศวงที่นี่อาจถูกสร้างขึ้นโดยต้นไม้พยุงดำใจดำเหล่านี้
หรือบางที... ต้นไม้พวกนี้เองนั่นแหละที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งผิดปกติที่ทรงพลังบางอย่าง
[วันที่ 20]
ฉันกำลังจะตาย
วันนี้ในป่า ฉันเจอหมีผิดปกติตัวหนึ่ง ขนาดตัวของมันใหญ่โตจนน่าเกลียด ความสูงช่วงไหล่อย่างน้อยสี่เมตร
มันโจมตีฉัน ขาของฉันถูกกัดและเลือดออกมาก
ฉันใช้ปืนลูกซองยิงเข้าที่ตามันจนมันหนีไป แต่ฉันรู้ว่ามันต้องกลับมาอีกแน่
ฉันลองกราบไหว้ไม้พยุงดำใจดำนั่นอีกครั้ง ครั้งนี้เหมือนฉันจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง แต่มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
ถ้าใครพบสมุดบันทึกเล่มนี้ โปรดนำมันกลับไปที่เมืองและส่งมอบให้ทางรัฐบาลด้วย
นี่สำคัญต่อพวกเรามาก บริษัทเกรทฟอเรสต์ดูเหมือนจะมีแผนการที่อันตรายมาก พวกเขาต้องถูกกำจัด!
......
บันทึกจบลงเพียงเท่านี้
หน้าถัดจากนั้นถูกฉีกออกไปหลายหน้า เหลือเพียงรอยขาดวิ่น บางทีมันอาจจะถูกนำไปใช้แทนกระดาษชำระในห้องน้ำไปแล้ว
หลินเซี่ยปิดสมุดบันทึกพลางจมดิ่งลงในความรู้สึก
ผู้พิทักษ์? อาณาเขตพิศวง? สิ่งผิดปกติ?
คำพวกนี้ฟังดูเหมือนบทนิยายเลยแฮะ หรือว่าจะมีนักเขียนนิยายออนไลน์ที่ไหนมาแอบทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่กันแน่?
"คนสติดีๆ ที่ไหนเขาเขียนไดอารี่กัน..."
หลินเซี่ยพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วเขาก็ส่ายหัว
"หลินเซี่ย แกตั้งสติหน่อยสิวะ ต่อให้มีเรื่องประหลาดจริง แล้วมันน่ากลัวตรงไหน?"
"มันจะน่ากลัวไปกว่าปีศาจความจนหรือไง?"
"พรุ่งนี้ต้องรีบจัดการซากมูสก่อน ไม่อย่างนั้นกลิ่นเลือดจะล่อสัตว์ป่าตัวอื่นในเขามากันหมด แล้วตอนนั้นแหละที่ฉันจะยิ่งอันตราย"
สำหรับหลินเซี่ยแล้ว เขาเลือกที่จะเชื่อในประสบการณ์ตลอดยี่สิบปีของตัวเองมากกว่าสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง
ถ้าเรื่องพิศวงมีจริง พวกมันควรจะปรากฏตัวออกมาตั้งตอนที่เขาไปนอนเฝ้าบ้านผีสิง แบกศพ หรือกู้ศพในแม่น้ำแล้วสิ แต่เขาทำงานมาตั้งนานก็ไม่เคยเจอ "ผี" จริงๆ เลยสักครั้ง
แต่ว่า... กวางมูสตัวนั้นมันก็ประหลาดจริงๆ นั่นแหละ... เขายังคงต้องระมัดระวังตัวให้ถึงที่สุด เพื่อจะได้ไม่ตายอยู่ที่นี่เร็วเกินไป
หลินเซี่ยส่ายหน้า บังคับตัวเองให้หยุดฟุ้งซ่าน
ถ้าเชื่อว่ามีมันก็มี ถ้าไม่เชื่อมันก็ไม่มี เขาแค่ต้องระวังตัว ไม่ปล่อยให้มันมาทำลายสภาวะจิตใจ ไม่อย่างนั้นนานไปคนเราจะเสียสติเอาได้
เขาวางสมุดบันทึกไว้ข้างตัว กอดหมอนพิงกำแพง
ความเหนื่อยล้าทางกายเข้าจู่โจมจนชนะความกังวลในใจ ในที่สุดหนังตาของหลินเซี่ยก็หนักอึ้งลงเรื่อยๆ
และเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราในห้องน้ำนั้นเอง