- หน้าแรก
- ล่า ล้าง เลือด
- บทที่ 2 - เกม MMORPG ใหม่
บทที่ 2 - เกม MMORPG ใหม่
บทที่ 2 - เกม MMORPG ใหม่
บทที่ 2 - เกม MMORPG ใหม่
༺༻
วันที่ 10 สิงหาคม ปีเรควิเอมที่ 215
วิทยาเขตมหาวิทยาลัย เมืองลี้ภัย 9 —
"ฉันบอกแกแล้วไงว่าให้อยู่ห่างๆ ยัยนั่นไว้ ไม่ใช่หรือไง?"
คำพูดยังไม่ทันขาดคำ หมัดของเขาก็ปะทะเข้ากับหน้าท้องของเด็กหนุ่มอีกคน เด็กหนุ่มคนนั้นหอบหายใจ ร่างกายงอตัวลงจากแรงกระแทก ทันเวลาพอดีกับที่หมัดอีกหมัดพุ่งเข้าใส่หน้าเขาและส่งร่างเขาร่วงลงกระแทกพื้นอันหนาวเหน็บและแข็งกระด้าง
หนังสือและเอกสารกระจัดกระจายไปทั่ว ลื่นไถลไปตามพื้น เสียงที่ตกกระทบนั้นตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะจากกลุ่มนักเรียนที่ยืนมองอยู่
แต่เด็กหนุ่มคนนั้นยังคงนิ่งเฉย ราวกับว่าเขาคุ้นเคยกับการได้รับการปฏิบัติเช่นนี้แล้ว และเริ่มลงมือเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายจากพื้น
โคลยืนค้ำหัวเขาอยู่ด้วยความเดือดดาล "อะไรวะ แกคิดว่านี่เป็นเรื่องตลกเหรอ?" เขาตวาดพร้อมหักนิ้วดังกร๊อบ "หูหนวกหรือว่าโง่กันแน่?"
เขาคว้าผมสีดำยุ่งเหยิงของเด็กหนุ่มขึ้นมาเต็มกำมือแล้วกระชากหัวให้แหงนขึ้น บังคับให้จ้องหน้าเขา จากนั้นเขาก็ซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าโดยไม่ลังเล เลือดสองสามหยดกระเด็นลงบนพื้น
เด็กหนุ่มนิ่งไป ไหล่ของเขากระตุกเล็กน้อย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ดูไร้ชีวิตชีวาเหลือบมองไปที่หยดเลือด—จากนั้น... ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แค่ลมหายใจช้าๆ ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรำคาญเล็กน้อยเท่านั้น
เขาใช้หลังมือเช็ดเลือดจากริมฝีปาก แทบไม่ชายตาขึ้นมอง "ฉันก็นึกว่าพวก 'สลัดพันธุกรรม' อย่างพวกแกจะแข็งแกร่งกว่านี้ซะอีก" เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและราบเรียบ—เกือบจะเหมือนเบื่อหน่าย—ในขณะที่หันไปเก็บข้าวของที่กระจัดกระจายต่อ
"แกพูดว่าอะไรนะ?" โคลถามด้วยความตะลึง
"ฉันบอกว่า" เด็กหนุ่มตอบโดยที่ยังไม่มองเขา "แม้แต่น้องสาวตัวน้อยเลือดบริสุทธิ์ของฉันยังต่อยแรงกว่าแกเลย ไอ้โง่"
"แกมัน—" เสียงของโคลสั่นเครือด้วยความโกรธ
ไม่มีการอ้อนวอน ไม่มีการตื่นตระหนก—มีเพียงคำดูหมิ่นที่นิ่งเฉยและบาดลึก
หมัดของเขาไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มคนนี้พังทลาย คำขู่ของเขาไร้ความหมาย และตอนนี้ไอ้ขยะนี่บังอาจมาเยาะเย้ยเขาอย่างนั้นเหรอ?
ไม่เคยมีใครพูดกับเขาแบบนั้นมาก่อน—โดยเฉพาะไอ้คนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเลือดสถล ความอัปยศบิดมวนอยู่ในท้อง แผดเผาศักดิ์ศรีที่บอบช้ำให้กลายเป็นกองเพลิง
เขากัดฟันแน่น มือสั่นเทาด้วยความโกรธจัด เขาเลิกเท้าขึ้น เตรียมที่จะกระทืบลงบนหัวของเด็กหนุ่มคนนั้นเพื่อให้มันจบสิ้นไป
ทันใดนั้นเอง มีเสียงหนึ่งขัดจังหวะความตึงเครียด
"เฮ้ โคล พอได้แล้ว" เพื่อนคนหนึ่งของเขาพูดขึ้น พลางก้าวออกมาด้วยสายตาที่กังวล "แค่นี้เขาก็แย่แล้ว"
"เออเพื่อน ใจเย็นๆ" อีกคนพึมพำพลางขยับตัวอย่างไม่สบายใจ "จริงอยู่ว่าเขาเป็นไอ้ตัวประหลาด—แต่เขาก็เป็นเพื่อนสนิทของวิกเตอร์ด้วยนะ ขืนแกทำต่อไป พวกเรานี่แหละจะเดือดร้อนหนัก"
โคลชะงัก เท้ายังคงค้างอยู่ในอากาศ กรามของเขาขบแน่น ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านอยู่ในดวงตา แต่คำเตือนนั้นก็ได้ผล เขาพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะค่อยๆ วางเท้าลงบนพื้นและถอยออกไป ทิ้งค้อนใส่ไอ้ตัวประหลาดเป็นครั้งสุดท้าย
"ไปกันเถอะ" เขามะงุมมะงาหราและหันหลังเดินจากไป
คนอื่นๆ เดินตามไป บางคนหันมามองด้วยสายตาไม่สู้ดีนักในขณะที่เดินตามหลังเขาไป และเพียงครู่เดียว ทางเดินก็ว่างเปล่า เหลือเพียงความเงียบและเศษกระดาษที่กระจัดกระจายทิ้งไว้เบื้องหลัง
เด็กหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เก็บข้าวของชิ้นสุดท้ายและลุกขึ้นยืน
"สงสัยไม่มีใครสอนพวกมันว่า อย่าหาเรื่องคนเงียบๆ ในโรงเรียน" เขาหัวเราะเบาๆ—ก่อนจะครางออกมาเมื่อความเจ็บปวดแปลบแล่นผ่านริมฝีปาก เขาเอามือแตะปากและสัมผัสได้ถึงเลือด
ชั่ววินาทีหนึ่ง เขาจ้องมองรอยสีแดงบนนิ้วของเขา บางอย่างเกี่ยวกับสีของมัน... มันให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายอย่างประหลาด
เขาปาดมือไปตามปาก ลิ้มรสจางๆ ของเหล็กในขณะที่พ่นลมหายใจออกมา "มันให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิมแล้วสิ" เขามันพึมพำ "สงสัยต้องหาฮอบบี้ใหม่ทำแล้วล่ะ"
และโดยไม่มีคำพูดอื่นใด เขาก็หันหลังเดินจากไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงที่ดังและคุ้นเคยก็ตะโกนเรียก
"เฮ้ อาดีร์!"
เมื่อหันไปมอง เขาก็พบต้นเสียง—นักเรียนอีกคนที่ร่างกายผอมแห้งจนแทบจะเรียกได้ว่าขาดสารอาหาร เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังเดินกึ่งวิ่งมาทางเขาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงและไร้กังวล ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มกว้างที่ดูโง่เขลา
"ไง วิกเตอร์ นึกว่านายกลับบ้านไปแล้วซะอีก" อาดีร์พูดด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่เสแสร้งได้อย่างแนบเนียนบนริมฝีปากที่แตกยับ
"ยังหรอก คาบเรียนเพิ่งเลิกเมื่อกี้นี้เอง" อีกฝ่ายตอบพลางกวาดสายตามองเขา เมื่อตาไปหยุดอยู่ที่รอยแผล เขาก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม "เชี่ย เพื่อน โดนอัดมาอีกแล้วเหรอ? นั่นคือสิ่งที่นายได้รับจากการไปยุ่งกับราชินีของโรงเรียนล่ะนะ หืม?" เขาตบไหล่อาดีร์และหัวเราะร่า
อาดีร์ยักไหล่โดยไม่เสียจังหวะ "บอกแล้วไง ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่ช่วยเธอซ้อมเปียโนน่ะ" เขาตอบพยายามทำน้ำเสียงให้ดูไม่สนใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาทำเหมือนว่าข่าวลือเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขารำคาญใจ แต่ลึกๆ แล้วเขารู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่—เขาโหยหาความสนใจแบบนี้ โดยเฉพาะความสนใจที่มาจากพวกขี้แกล้ง
เขาไม่ใช่พวกมาโซคิสต์ที่สนุกกับการถูกทุบตี แต่ความเจ็บปวดคือวิธีการ เป็นทางเดียวที่จะระงับอาการเสพติดของเขาไว้ได้ ตั้งแต่ที่เขามาเกิดใหม่บนโลกคู่ขนานใบนี้เมื่อ 18 ปีก่อน เขาให้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่พรากชีวิตใครอีก ทว่าคำสัญญานั้นกลับทิ้งความว่างเปล่าที่กัดกินอยู่ภายในใจ ซึ่งเขายังคงต้องจัดการกับมัน
การทำลายอาการเสพติดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"จ้าๆ อะไรก็เถอะ" วิกเตอร์พูดอย่างไม่ใส่ใจพลางโบกมือปัดคำตอบของอาดีร์ เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้และลดเสียงลงเป็นเสียงกระซิบเหมือนกำลังคุยเรื่องลับๆ "คราวหน้าลองสอนเครื่องเป่าให้เธอดูสิ ใครจะไปรู้? บางทีเธออาจจะเป่า... เก่งก็ได้นะ?" เขาหัวเราะคิกคัก ดูจะภูมิใจกับมุกของตัวเองมาก
อาดีร์ไม่แม้แต่จะปรายตามองในขณะที่เขาถอนหายใจ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรำคาญ "สักวันเถอะ อารมณ์ขันแบบนั้นจะทำให้นายตายนะ วิกเตอร์"
วิกเตอร์ชะงักไปเพียงครู่เหลียวก่อนจะแค่นหัวเราะ "เฮ้ เดี๋ยวสิ มุกอะไรเนี่ย? อย่ามาปักธงตายให้ฉันดิเพื่อน ฉันยังมีอายุขัยเหลืออีกตั้งหลายปี" เขาเดินเคียงข้างไปพร้อมกับอาดีร์
"ยังไงก็ตาม" วิกเตอร์พูดต่อ น้ำเสียงเริ่มดูจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย "ที่ฉันตามหานายก็เพราะมีเรื่องสำคัญ เกมจะเปิดคืนนี้แล้วนะ นายไม่ได้ลืมใช่ไหม?"
เกมโลกเสมือนจริงเกมแรกที่ถือกำเนิดขึ้นนับตั้งแต่สงครามโลก
มันเริ่มต้นขึ้นจากการเป็นเพียงข่าวลือที่ถูกกระซิบกระซาบกันตามเว็บบอร์ดอินเทอร์เน็ตในท้องถิ่นและรายงานข่าวเมื่อสิบปีก่อน
ในช่วงแรก คนส่วนใหญ่ต่างพากันปฏิเสธ—ทำไมโลกที่ยังคงต้องฟื้นฟูจากหายนะถึงต้องเสียทรัพยากรไปกับเกม? แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสียงกระซิบเหล่านั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อผู้จัดการเมืองทั้ง 12 คนออกมายืนยันข่าวลือและประกาศว่าพวกเขามีส่วนร่วมโดยตรงในโปรเจกต์นี้ ตั้งแต่วินาทีนั้น เกมดังกล่าวก็ไม่ใช่แค่ข่าวลืออีกต่อไป—มันกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกคนต่างปรารถนาจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง
"เออ รู้แล้ว" อาดีร์พูดเสียงเรียบในขณะที่เดินต่อโดยไม่หยุดจังหวะ ความไม่กระตือรือร้นของเขาแสดงออกมาอย่างชัดเจน "ไม่สนใจ"
วิกเตอร์ชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความคาดไม่ถึง "หา—? แกพูดว่าอะไรนะ?" เขาโพล่งออกมาพลางรีบเดินตามให้ทัน ความคิดที่จะเล่นเกมโดยไม่มีเพื่อนสนิทไม่ได้อยู่ในหัวของเขาเลย โดยเฉพาะเกมนี้—สิ่งที่กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกอย่างที่เคยมีมา
วิกเตอร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ความไม่แน่ใจฉายชัดอยู่บนใบหน้า จากนั้นราวกับตัดสินใจได้แล้ว เขาจึงคว้าแขนอาดีร์ไว้เพื่อให้หยุดเดิน สีหน้าที่เคยขี้เล่นหายไป แทนที่ด้วยสิ่งที่ดูจริงจังกว่ามาก
"มีอีกเรื่องที่นายต้องรู้" เขาพูดเบาๆ ลดเสียงลง เขาหยุดอีกครั้งเพื่อชั่งน้ำหนักคำพูดก่อนจะโน้มตัวเข้าไป
"พ่อของฉันบอกว่า... เกมนี้ใช้ผลวิจัยการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมล่าสุดด้วย"
อาดีร์เหลือบมองวิกเตอร์ด้วยประกายแห่งความอยากรู้อยากเห็น
การกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมเป็นหัวข้อที่ร้อนแรงที่สุดในศตวรรษที่ผ่านมา
มันไม่ใช่แค่หนทางแก้ปัญหาอาการเจ็บป่วยส่วนใหญ่ของมนุษย์—ตั้งแต่โรคเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง—แต่มันยังมอบวิธีในการยืดอายุขัยของคนเราออกไปอย่างมหาศาล และปลดล็อกความสามารถทางกายภาพที่เหนือกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดาไปไกล
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับของขวัญจากโชคชะตาอื่นๆ มันมาพร้อมกับเงื่อนไข: มีเพียงผู้ร่ำรวย ผู้มีอิทธิพล และครอบครัวของพวกเขาเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงมันได้ หรือไม่ก็บุคลากรทางทหารชั้นยอด—กลุ่มคนที่ถูกคัดเลือกและให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะปกป้องเมืองจากภัยคุกคามภายนอก
'นี่มันเรื่องตลกหรือเปล่า?' อาดีร์คิด คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน 'พวกเขากำลังจะแจกจ่ายสิ่งนี้ให้กับสาธารณชนงั้นเหรอ? มันดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง...' เขากำลังจะถามวิกเตอร์ว่าที่พูดมานั่นจริงหรือเปล่า—คำพูดของพ่อเขามีน้ำหนักแค่ไหน—เมื่อเหตุผลที่เขาเข้าหาเจ้าวิกเตอร์กลับมาปรากฏในหัวอีกครั้ง
พ่อของเขา
เฮนรี่ เบตส์...
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเมืองลี้ภัย 9 ชายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมือง เป็นรองเพียงแค่ตัวผู้จัดการเมืองเองเท่านั้น โดยเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือกองทัพมนุษย์กลายพันธุ์ที่รู้จักกันในชื่อ หน่วยปฏิบัติการพิเศษเหนือมนุษย์
สิ่งใดก็ตามที่หลุดออกมาจากปากของชายคนนี้ ย่อมไม่ใช่เพียงแค่การพูดลอยๆ อย่างแน่นอน
༺༻