- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 39 - ฉันถูกใจนาย มาเป็นสุนัขรับใช้ฉันซะ!
บทที่ 39 - ฉันถูกใจนาย มาเป็นสุนัขรับใช้ฉันซะ!
บทที่ 39 - ฉันถูกใจนาย มาเป็นสุนัขรับใช้ฉันซะ!
บทที่ 39 - ฉันถูกใจนาย มาเป็นสุนัขรับใช้ฉันซะ!
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"หนูเอาอันนี้!"
"หนูเอาอันนั้น!"
ที่หน้าร้าน เด็กน้อยสองคนที่ทนรอไม่ไหวรีบเบียดตัวเข้าไปอย่างตื่นเต้น พวกเธอแทบจะทนรอแลกของรางวัลที่ตัวเองเล็งไว้ไม่ไหว การกระทำของพวกเธอทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดระหว่างผู้ใหญ่ทั้งสองลงในพริบตา
เมื่อเห็นว่าหลังจากได้ของไปแล้ว เด็กน้อยทั้งสองก็ยังคงเกาะติดอยู่ข้างโต๊ะ จ้องมองรางวัลชิ้นอื่นๆ ตาเป็นมัน ลอว์นและเด็กสาวผมสีเงินก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างรู้ใจ
"ถ้างั้น"
"ต่อเลยไหม"
จากนั้นเมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองก็เดินเข้าไป ลอว์นสอดมือเข้าไปหยิบปริศนาข้อที่ห้าออกมาจากไหตามคำใบ้ของเด็กสาวผมสีเงิน
"ทั้งที่เป็นสิ่งที่เบาที่สุดบนโลก แต่กลับเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะมันสามารถกักขังมนุษย์ที่แข็งแกร่งให้อยู่กับที่ได้ มันคืออะไร"
และในเสี้ยววินาทีที่ปริศนาปรากฏแก่สายตา เสียงของคนทั้งสองก็ดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
"ความคลางแคลงใจ!"
"ปริศนา!"
ความคลางแคลงใจและปริศนาสามารถทำให้คนที่แข็งแกร่งตกอยู่ในความลังเลและสับสน กลายเป็นพันธนาการทางจิตใจที่ทำให้ไม่ก้าวเดินต่อไป
ในเวลานี้ ผู้ตอบคำถามทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่สบตากัน ความรู้สึกชื่นชมซึ่งกันและกันอย่างน่าประหลาดก็ผุดขึ้นในดวงตา
มีคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อ เกมถึงจะสนุกยิ่งขึ้น
"ตาฉันบ้าง"
เด็กสาวผมสีเงินไม่รอช้า เธอเป็นฝ่ายหยิบปริศนาข้อที่หกออกมาทันที
"ฉันไม่มีตัวตนในอดีต แต่คงอยู่ตลอดไปในอนาคต ทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตต่างฝากความหวังไว้ที่ฉัน ฉันคืออะไร"
เมื่อเห็นปริศนาที่อยู่ตรงหน้า เด็กสาวผมสีเงินก็ชะงักไปเล็กน้อย เธอคิดไม่ออกในทันทีจึงขมวดคิ้วครุ่นคิด
"คือพรุ่งนี้ครับ"
ในตอนนั้นเอง เสียงพูดเรียบๆ จากด้านหลังก็ทำลายความเงียบลง ลอว์นที่ยืนกอดอกอยู่เผยรอยยิ้มมั่นใจและนิ่งสงบ
พรุ่งนี้เหรอ เข้าใจล่ะ...
เด็กสาวผมสีเงินคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หัวคิ้วที่ขมวดแน่นจะคลายออก
นี่คือปริศนาที่ตั้งขึ้นโดยมองจากมุมมองของมนุษย์
เพราะมีคำว่าพรุ่งนี้อยู่ สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอเหล่านี้ถึงได้เฝ้ารอและมีความหวัง ถึงได้อดทนต่อความทุกข์ยากในปัจจุบันแล้วก้าวต่อไป ถึงได้ก้าวข้ามอุปสรรคนับไม่ถ้วนและสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้
"ตานายแล้ว!"
เด็กสาวผมสีเงินทิ้งเศษกระเบื้องลง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วพยักพเยิดให้ลอว์น ทว่าคราวนี้ร่างกายของเธอตึงเครียด สายตาจ้องเขม็งไปที่ปากไห เห็นได้ชัดว่าเธอเริ่มรู้สึกกดดันขึ้นมาแล้ว
ลอว์นพยักหน้ารับ เขาเบี่ยงตัวแล้วสอดมือเข้าไปในปากไห เพื่อให้ผู้ร่วมแข่งขันที่อยู่ด้านหลังสามารถอ่านปริศนาไปพร้อมกันได้ทันที
เมื่อเห็นการกระทำที่ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นี้ ดวงตาของเด็กสาวผมสีเงินที่อยู่ด้านหลังก็ไหววูบ แววตาของเธอฉายแววชื่นชมออกมาเล็กน้อย
ไม่นาน ปริศนาข้อที่เจ็ดก็ถูกหยิบออกมาและปรากฏต่อหน้าคนทั้งสอง
"สิ่งใดในตัวคนทั่วไปที่ลดลงทุกวัน แต่จะไม่มีวันหายไปจนหมด"
ลมหายใจเหรอ ชีวิตเหรอ ไม่ใช่...
ลอว์นเองก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด หาคำตอบไม่เจออยู่ครู่หนึ่ง
"ความหวัง คือความหวัง..."
และในขณะเดียวกัน เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไพเราะก็ดังมาจากด้านหลัง
ทันใดนั้น ลอว์นก็ตาสว่าง ความมืดแปดด้านในใจมลายหายไปจนสิ้น
ถูกต้อง สำหรับคนทั่วไป มีเพียงความหวังเท่านั้นที่ลดน้อยถอยลงทุกวันจากการถูกชีวิตกัดกร่อน แต่จะไม่มีวันหายไปจนหมดสิ้น
เพราะหากความหวังดับสูญไปแล้ว แม้จะมีชีวิตอยู่ก็เป็นเพียงเปลือกกลวงเปล่าที่ไร้ความหมาย และย่อมไม่ใช่คนทั่วไปอีกต่อไป
ดูเหมือนว่าเขาจะเส้นผมบังภูเขาซะแล้ว
ลอว์นหันกลับไปมองด้านหลัง ทว่าเด็กสาวผมสีเงินผู้เป็นคนนอกที่มองเห็นปัญหาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง กลับไม่ได้มีท่าทีดีใจที่แย่งตอบคำถามสำเร็จเลยสักนิด เธอกลับเอาแต่เหม่อมองชาวมิโนอันที่เดินขวักไขว่ไปมาพร้อมกับรอยยิ้มเปี่ยมสุขบนใบหน้าในตลาด เธอเม้มริมฝีปากแน่น ถอนหายใจออกมาเงียบๆ
เธอนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีความสุขนัก
แต่ไม่นาน เด็กสาวผมสีเงินก็ดึงสติกลับมาจากความทรงจำ เธอส่งยิ้มขอโทษให้กับร่างที่ยืนรออยู่อย่างเงียบๆ เบื้องหน้า
"ขอโทษที เมื่อกี้ฉันเหม่อไปหน่อยน่ะ"
ลอว์นยิ้มรับพลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วผายมือเชิญ
"ข้อสุดท้ายแล้วล่ะครับ เราจะเหมาปริศนาและรางวัลทั้งหมดไว้คนเดียวไม่ได้หรอก ควรจะเหลือความโชคดีนี้ไว้ให้คนอื่นบ้างนะครับ"
"นั่นสินะ"
เด็กสาวผมสีเงินเม้มริมฝีปากยิ้ม เธอเดินเข้าไปหยิบปริศนาข้อที่แปดซึ่งเป็นข้อสุดท้ายออกมา
ส่วนลอว์นก็ทนสายตาออดอ้อนของเด็กน้อยสองคนไม่ไหว จึงช่วยพวกเธอเลือกของกินและของเล่นที่ถูกใจ
ความจริงแล้ว ผลลัพธ์ของเกมนี้ไม่สำคัญสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว
เพราะสิ่งที่เขาต้องการตั้งแต่แรกไม่ใช่อาหารหนึ่งมื้อหลังจากการแพ้ชนะ แต่เป็นการฉวยโอกาสเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรกับเด็กสาวผมสีเงินผู้ลึกลับตรงหน้า ลบล้างความรู้สึกแย่ๆ ที่เธอมีต่อเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันที่ไม่จำเป็น
ดูจากตอนนี้แล้ว เป้าหมายของเขาก็บรรลุแล้ว
ดังนั้น กิจกรรมคลายเครียดนี้ก็ถึงเวลาต้องจบลงก่อนกำหนดแล้ว
หลังจากปั๊มค่าความชอบจากเด็กน้อยสองคนเสร็จ ลอว์นก็เดินเข้าไปดูปริศนาที่เด็กสาวผมสีเงินหยิบออกมาอย่างรู้งาน พร้อมกับทำท่าทางเตรียมรับมืออย่างเต็มที่
ทว่า ผ่านไปหนึ่งนาที... สองนาที... จนกระทั่งผ่านไปถึงสามนาทีเต็ม
คนทั้งสองที่อยู่หน้าร้านต่างมองดูปริศนาตรงหน้า แล้วก็ตกอยู่ในความเงียบอันน่าอึดอัด ไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรออกมาเลย
เด็กน้อยสองคนเห็นดังนั้นก็เขย่งปลายเท้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชะโงกหน้าไปดูปริศนาบนเศษกระเบื้อง
"ฉันไม่สามารถถูกซื้อได้ แต่ก็ถูกขโมยไปได้ในพริบตา ฉันไม่มีค่าอะไรเลยสำหรับคนๆ เดียว แต่กลับเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับคนสองคน ฉันคืออะไร"
"ข้อนี้มันยากเหรอคะ"
เด็กน้อยสองคนกะพริบตาปริบๆ มองผู้ใหญ่สองคนที่เพิ่งจะตอบคำถามถูกรัวๆ ด้วยความงุนงง
"อะแฮ่ม..."
ลอว์นและเด็กสาวผมสีเงินกระแอมไอเบาๆ โดยไม่ได้นัดหมาย ความกระอักกระอ่วนใจฉายวาบขึ้นมาในดวงตาของพวกเขา
คำถามไม่ได้ยากอะไรเลย สำหรับพวกเขาสองคนแล้ว มันง่ายเกินไปซะด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่า คำตอบน่ะสิ...
ในที่สุด หลังจากยืนนิ่งกันอยู่พักหนึ่ง เด็กสาวผมสีเงินก็พ่ายแพ้ให้กับความอยากเอาชนะของตัวเอง เธอเบือนหน้าหนี กระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้น
"ความรัก..."
ความจริงแล้ว ถ้าจะพูดให้ถูก สิ่งที่ปริศนาข้อนี้กำลังสื่อถึงก็คือ ความรัก ระหว่างคนสองคนต่างหาก
ในเวลานี้ ในสถานการณ์และบรรยากาศแบบนี้ คำตอบมันก็เลยออกจะดูทะแม่งๆ ไปสักหน่อย
"อ่า ดูเหมือนว่าผมจะแพ้ซะแล้ว"
เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนใจไปมากกว่านี้ ลอว์นจึงฉวยโอกาสนี้เอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ และถามด้วยรอยยิ้ม
"สรุปแล้ว ทั้งสองคนอยากจะทานอะไรดีครับ มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง"
"เรื่องนั้นยังไม่ต้องรีบหรอก..."
เมื่อมีทางลงให้แล้ว เด็กสาวผมสีเงินก็ไม่รีบลง เธอหันมาพิจารณาลอว์นที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสนใจ และเอ่ยขึ้นอย่างสบายๆ
"ท่าทางของนาย ดูไม่เหมือนคนที่ออกเรือหาเลี้ยงชีพในทะเลเลยนะ"
"ช่วยไม่ได้นี่ครับ คนเราก็ต้องกินต้องใช้ ล้วนแต่ทำเพื่อปากท้องทั้งนั้นแหละครับ"
ลอว์นหัวเราะแห้งๆ อธิบายไปอย่างแกนๆ ภายใต้การจับจ้องของดวงตาสีม่วงคู่นั้น เขากลับรู้สึกร้อนตัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
และในตอนนั้นเอง รอยยิ้มที่กว้างขึ้นก็ปรากฏบนใบหน้าของเด็กสาวผมสีเงิน ราวกับว่าเธอเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว
"ถึงจะทำไปเพื่อหาเลี้ยงชีพเหมือนกัน แต่การเอาความฉลาดของนายไปทิ้งไว้ในทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล มันออกจะน่าเสียดายไปหน่อยนะ เอาอย่างนี้ดีไหม ฉันจะฝากนายให้เข้าไปทำงานในวิหาร แบบนี้พวกนายก็จะมีขนมกินไม่หวาดไม่ไหว แถมยังมีค่าตอบแทนก้อนโตอีกต่างหาก"
มีที่กินที่พักให้ แถมยังมีเงินเดือนอีกเหรอ!
เมดูซ่าน้อยนึกถึงรสชาติอันแสนอร่อยของขนมในวิหารที่ยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น ดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
ทว่า หัวที่กำลังส่ายไปมาด้วยความตื่นเต้นยังไม่ทันได้โผล่ออกมา ก็ถูกมือข้างหนึ่งกดกลับไปเสียก่อน
"ขอบคุณสำหรับความเมตตาของคุณมากนะครับ"
ลอว์นยังคงรักษารอยยิ้มตามมารยาทไว้บนใบหน้า ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
"ถึงแม้อาหารและค่าตอบแทนของวิหารจะช่วยเติมเต็มความว่างเปล่าทางร่างกายของผมได้ แต่มันไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดสนทางจิตใจของผมได้หรอกครับ หากเทียบกับการต้องมาถูกผูกมัดอยู่ในกรอบแคบๆ นี้ ผมชอบโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้มากกว่า"
เข้าไปทำงานในวิหารเหรอ ล้อเล่นรึเปล่า
ขนาดชาวมิโนอันยังเอาตัวเองแทบไม่รอด ขืนไปทำงานกับพวกเขามีหวังวันดีคืนดีคงถูกพวกทวยเทพที่แฝงตัวอยู่จัดการไปพร้อมๆ กันแน่
ในเมื่อเรือลำนี้มันถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องจม เขาจะกระโดดลงกองไฟไปอย่างคนโง่ได้ยังไงล่ะ
[จบแล้ว]