- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 32 - โลลิ ผมไม่ได้ลักพาตัวมาจริงๆ นะ
บทที่ 32 - โลลิ ผมไม่ได้ลักพาตัวมาจริงๆ นะ
บทที่ 32 - โลลิ ผมไม่ได้ลักพาตัวมาจริงๆ นะ
บทที่ 32 - โลลิ ผมไม่ได้ลักพาตัวมาจริงๆ นะ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"จึ๊ๆ กึ่งเทพสองคน ระดับทองคำอีกเป็นพรวน แถมยังรู้จักประสานงานกันอีก นี่มันกองทหารอาชีพแห่งเกาะเซรีฟอสชัดๆ"
ลอว์นที่กำลังพายเรือเอื่อยๆ อยู่รอบนอกสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอีเธอร์ที่ซัดสาดอย่างบ้าคลั่งบนเกาะ เขาลดความเร็วในการพายลง พลางชำเลืองมองชิวสเตอร์ที่อยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย
"ดูท่าทางองค์กษัตริย์ของพวกนายคงจะทุ่มสุดตัวกับงานนี้เลยสินะ"
เมื่อรู้ตัวว่าไม่มีทางลงจากเรือโจรลำนี้ได้แล้ว ชิวสเตอร์ก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เขาพยักหน้าอย่างจนใจและเล่าข้อมูลทั้งหมดที่เขารู้เกี่ยวกับการสำรวจครั้งนี้ออกมาจนหมดเปลือก
ที่แท้ก็เป็นเพราะเพอร์ซิอุสผู้เป็นลูกเลี้ยงเติบโตขึ้นทุกวันและฉายแววพรสวรรค์ที่เหนือมนุษย์ออกมา ในขณะที่ตัวเขาเองกลับแก่ชราลงเรื่อยๆ ผู้ปกครองเกาะเซรีฟอสจึงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและอันตรายที่บีบคั้นเข้ามาทุกที ท้ายที่สุดแล้วชาวกรีกก็มีประเพณีลูกทรพีฆ่าพ่อเพื่อชิงบัลลังก์ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
ดังนั้นเขาจึงทยอยตั้งรางวัลนำจับและส่งคนออกตามหาโลหิตแห่งความเป็นเทพของกอร์กอนในตำนาน
แต่กองกำลังชาวบ้านทั่วไปที่ส่งไปส่วนใหญ่ล้วนไปแล้วไปลับไม่มีวันกลับ
ในที่สุด กษัตริย์แห่งเซรีฟอสที่เริ่มรอไม่ไหวก็ตัดสินใจรวบรวมกำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ และทุ่มเงินก้อนโตจ้างสาวกของเฮอร์มีสมาเป็นคนนำทาง เทหมดหน้าตักให้กับการสำรวจในครั้งนี้
เพียงแต่ผลลัพธ์ที่ได้คงจะทำให้เขาต้องผิดหวังเสียแล้ว
กองเรือที่ขึ้นฝั่งค้นหาจนทั่ววิหารร้าง กลับไม่พบร่องรอยของปีศาจงูกอร์กอนในตำนานเลยแม้แต่น้อย
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังกึกก้องที่ปะทุขึ้นบนเกาะอีกครั้งขัดจังหวะการเล่าของชิวสเตอร์ เปลวเพลิงเจิดจ้าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ชิ้นส่วนแขนขาที่ขาดสะบั้นปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ
เมื่อเห็นสภาพการต่อสู้อันน่าสยดสยองและพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวของทั้งสองฝ่าย ชิวสเตอร์ก็ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้าซีดเผือด
"คนที่ไล่ตามฆ่าท่าน พวกมันเป็นใครกันแน่"
"กองทหารองครักษ์แห่งแอตแลนติสน่ะ"
"ซี๊ดดด!"
เมื่อได้ยินคำตอบที่ดูไม่แยแสอะไรเลย สายเลือดกึ่งเทพแห่งเฮอร์มีสก็ถึงกับเหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้าผาก โอดครวญในใจไม่หยุด
คราวนี้ซวยของจริง ไม่ใช่แค่หลอกลวงชาวเซรีฟอสผู้เป็นนายจ้าง แต่ยังไปหาเรื่องพวกแอตแลนติสที่ทำตัวกร่างไปทั่วท้องทะเลอีก
ถ้าอยากจะรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ เกรงว่าต่อไปเขาคงต้องบอกลาอาชีพทำมาหากินในทะเลซะแล้ว
ในตอนนี้ เมื่อแรงสั่นสะเทือนรุนแรงแผ่ขยายออกมาเป็นระลอก ผิวน้ำทะเลก็เริ่มก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ ทำให้เรือลำเล็กที่พวกเขาสองคนนั่งอยู่สั่นโคลงเคลงไปมาอย่างต่อเนื่อง และปริมาณปัจจัยอีเธอร์ในอากาศก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลอว์นขมวดคิ้วแน่น รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป
ชักจะทะแม่งๆ แฮะ พวกแอตแลนติสโดนเขาอัดจนงอมพระรามไปแล้ว ไม่น่าจะปล่อยพลังได้รุนแรงขนาดนี้
แถมต้นตอของแรงสั่นสะเทือนก็ไม่ได้มาจากบนพื้นดิน แต่มาจาก... ใต้ดินงั้นเหรอ!
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก จึงรีบเงยหน้าขึ้นมองเกาะที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ครืนนน!
ในเวลาเดียวกัน เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลายก็ดังสนั่น รอยแยกขนาดมหึมาฉีกกระชากเกาะทั้งเกาะออกจากกัน ราวกับเป็นเส้นทางที่ทอดยาวลงสู่ขุมนรกในยมโลก
เสียงเลื้อยคลานและการแลบลิ้นฟ่อๆ ของงูดังแว่วมาจากความมืดมิด ราวกับเข็มเหล็กที่ทิ่มแทงหัวใจและแก้วหูของทุกคน
ความตื่นตระหนกและความสิ้นหวัง รวมถึงความรู้สึกด้านลบต่างๆ แผ่ซ่านออกไปอย่างไม่อาจควบคุมได้
วินาทีต่อมา เงามืดขนาดมหึมาอันน่าสยดสยองสองสายก็ค่อยๆ ปรากฏเค้าโครงอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน
นั่นคืออสูรกายที่มีท่อนล่างเป็นหางงูสีม่วง ส่วนท่อนบนเป็นหญิงสาว
นั่นคือเทพีผู้มีปีกสีทองอยู่เบื้องหลัง และมีใบหน้างดงามเย็นชา
ปีศาจงู กอร์กอน!
ตึง!
กรงเล็บที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดงูเอื้อมผ่านรอยแยกขึ้นมาเกาะบนลานวิหารที่แตกสลาย ร่างอันสูงใหญ่ราวกับภูเขาขนาดย่อมทั้งสองร่างค่อยๆ ยืดตัวสูงขึ้นไปอีก
ปัจจัยพลังเวทอีเธอร์ที่ไหลทะลักมารวมกันที่เกาะไร้รูปลักษณ์อย่างบ้าคลั่งกำลังเต้นเร่าอยู่ในอากาศ แสงสีม่วงแดงที่เกิดจากการเสียดสีอย่างรุนแรงสาดส่องจนท้องฟ้าที่เคยมืดมิดสว่างไสวไปกว่าครึ่ง
เพียงชั่วพริบตา ปฏิกิริยาพลังเวทอันรุนแรงก็ทำให้ลอว์นที่ลอยลำอยู่กลางทะเลถึงกับหนังตากระตุก ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
ระดับเทพเจ้า! แถมยังมาตั้งสององค์!
เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองชิวสเตอร์ที่อยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"พวกนายแน่ใจนะว่ามาล่าพวกนางน่ะ"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เบื้องบนบอกว่าพวกนางเป็นแค่อสูรกายที่หนีออกมาจากถ้ำอลิมา อย่างมากก็มีพลังแค่ระดับกึ่งเทพเท่านั้น!"
สายเลือดกึ่งเทพแห่งเฮอร์มีสผู้นี้ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่เช่นกัน ฟันบนและฟันล่างกระทบกันดังกึกๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
กึ่งเทพสองคน ระดับทองคำอีกเป็นพรวน แถมยังมีสายเลือดกึ่งเทพแห่งเฮอร์มีสมาเป็นผู้ช่วยอีกหนึ่ง กองกำลังขนาดนี้เอาไปรับมือกับอสูรกายที่เก่งที่สุดแค่ระดับกึ่งเทพสามตัว ยังไงก็เหลือเฟือ
เว้นเสียแต่ว่า...
ในตอนนี้ ปีศาจงูกอร์กอนทั้งสองที่เปลี่ยนร่างเป็นร่างสมบูรณ์แบบได้เริ่มลงมือสังหารผู้บุกรุกบนเกาะอย่างเลือดเย็นแล้ว
หวึ่ง หวึ่ง หวึ่ง หวึ่ง!
ลำแสงสีม่วงแดงหนาแน่นกวาดผ่านท้องฟ้า ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินราวกับห่าฝนดาวตก ลานวิหารทั้งลานถูกถล่มราบเป็นหน้ากลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพริบตา
เศษเนื้อและชิ้นส่วนร่างกายที่ผสมปนเปกับดินไหม้เกรียมสีดำแดงปลิวว่อนไปทั่ว หลุมลึกรูปกรวยขนาดหลายสิบเมตรมีควันสีเทาลอยกรุ่น
เพียงแค่การโจมตีครั้งเดียว คนของทั้งฝ่ายเซรีฟอสและแอตแลนติสเจ็ดแปดคนก็แหลกเหลวไม่มีชิ้นดีในพริบตา
พวกที่รอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้ ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับทองคำของแท้ทั้งนั้นนะ!
"ไอ้แก่ใกล้ลงโลงแห่งเกาะเซรีฟอสนั่นกล้าหลอกข้าเหรอเนี่ย!"
เมื่อเห็นสภาพอันน่าอนาถบนเกาะ ประกอบกับความคิดที่แล่นปรู๊ดปร๊าดในหัว ชิวสเตอร์ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบและอดไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมา
"อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้..."
เสียงทุ้มต่ำที่ดังมาจากด้านข้าง ดึงชิวสเตอร์ที่กำลังตื่นตระหนกให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ลอว์นพึมพำเสียงแผ่ว
บางทีตอนที่พวกนางขึ้นเกาะนี้มาแรกๆ อาจจะเป็นแค่ระดับกึ่งเทพ แต่เพื่อต่อกรกับการถูกตามล่าอย่างไม่ลดละและเพื่อเอาชีวิตรอด พวกนางก็เลยสามารถทะลวงขีดจำกัดเดิมและเลื่อนสถานะกลายเป็นเทพเจ้าโดยสมบูรณ์ได้สำเร็จ ก่อนหน้าที่พวกนายจะมาถึง...
ส่วนเหตุผลที่แน่ชัด ลอว์นก็พอจะเดาได้คร่าวๆ จากของสองสามชิ้นที่เขาฉกมาจากเรือรบของเซรีฟอสก่อนหน้านี้
เขาเปิดวงเวท หยิบแผ่นหินที่สลักอักขระรูปรอยคลื่นขึ้นมาหลายแผ่น จ้องมองลึกเข้าไปยังวิหารร้างที่พังยับเยินบนเกาะ ริมฝีปากขยับไปมาอย่างไร้เสียง
พอนทอส เทพแห่งท้องทะเลดึกดำบรรพ์ นึกไม่ถึงเลยว่าที่นี่เคยเป็นวิหารของพระองค์มาก่อน
แต่พอลองคำนวณดูดีๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรนัก
ท้ายที่สุดแล้ว เทพยุคเก่าองค์นี้ตั้งแต่สิ้นชีพไป ก็กลายเป็นเดอะแบกแห่งกรีกที่ขยันดรอปสมบัติไปทั่ว แถมยังช่วยสร้างระบบนิเวศในมหาสมุทรยุคดึกดำบรรพ์ให้สมบูรณ์และทิ้งมรดกตกทอดไว้อีกมากมายนับไม่ถ้วน
เกรงว่าพี่น้องกอร์กอนทั้งสามที่ถูกตามล่าและปราบปรามมาตลอด คงจะสามารถเลื่อนระดับได้สำเร็จบนเกาะไร้รูปลักษณ์ที่มีแต่คลื่นลมและโขดหินแห่งนี้ ก็เพราะพวกนางได้รับมรดกตกทอดและพรส่วนหนึ่งจากท้องทะเลของพอนทอสนั่นแหละ
ดังนั้น ในตำนานกรีก พี่น้องกอร์กอนทั้งสามจึงมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับชาติกำเนิดและสายเลือดอยู่สองแบบ นั่นคือเป็น ลูกสาวของไทฟอนบิดาแห่งอสูรกายและอีคิดนามารดาแห่งอสูรกาย หรือไม่ก็เป็น ลูกสาวของฟอร์ซิสบิดาแห่งอสูรกายทะเลและคีโตมารดาแห่งอสูรกายทะเล
แถมให้อีกนิด ถึงแม้ในนามแล้ว ฟอร์ซิสบิดาแห่งอสูรกายทะเลและคีโตมารดาแห่งอสูรกายทะเล จะเป็นลูกของพอนทอส เทพแห่งท้องทะเลดึกดำบรรพ์ และเป็นพ่อแม่ของพี่น้องกอร์กอนทั้งสาม ซึ่งดูเหมือนว่าสายเลือดและพลังเทพของพวกเขาน่าจะบริสุทธิ์กว่าลูกสาวทั้งสาม
ทว่าในอนาคต วีรบุรุษกึ่งเทพเพอร์ซิอุสกลับใช้เพียงหัวของเมดูซ่า ก็สามารถสาปสิ่งที่เรียกว่ามารดาแห่งอสูรกายทะเลอย่างคีโตให้กลายเป็นหินได้สำเร็จ
เห็นได้ชัดว่า พี่น้องกอร์กอนทั้งสามต่างหากที่เป็นผู้สืบทอดที่สมบูรณ์แบบกว่า
ในเวลานี้ ลอว์นมองดูปีศาจงูกอร์กอนทั้งสองบนเกาะที่ปลดปล่อยแรงกดดันระดับเทพเจ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มกวาดล้างผู้บุกรุกอย่างป่าเถื่อน เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
การถูกไล่ล่าและรังควานจากโลกภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามพี่น้องเกิดความระแวดระวังและเป็นศัตรูกับคนนอกอย่างฝังลึก
ไม่นานมานี้ หลังจากที่พวกนางได้รับมรดกตกทอดจากพอนทอสด้วยวิธีบางอย่าง พวกนางก็ไม่ได้หายตัวไปไหน เพียงแค่ดำดิ่งลงไปหลับใหลอยู่ใต้ดินของวิหารเพื่อรอการเลื่อนระดับ
แต่พวกผู้บุกรุกที่รุกล้ำอาณาเขตของพวกนางกลับแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปปลุกพวกนางขึ้นมาก่อนเวลาอันควรเสียนี่
โชคดีนะ โชคดีที่ไม่ได้ผลีผลามพุ่งเข้าไปตีสนิทตั้งแต่แรก ไม่งั้นคงตายแบบไม่รู้ตัวแน่ๆ
ลอว์นรู้สึกดีใจกับความฉลาดและรอบคอบของตัวเองอีกครั้ง พร้อมกับคว้าไม้พายเตรียมชิ่งหนีออกจากพื้นที่อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด
ต่อให้อยากจะผูกมิตรกับสามพี่น้องกอร์กอน ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมอยู่ดี
รักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
ลอว์นคิดในใจพลางเร่งความเร็วในการพายเรือ
ทว่าเมื่อเสียงเกลียวคลื่นซัดสาดดังกระจายไปถึงตัวเกาะ หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ ความรู้สึกอันตรายอย่างรุนแรงพุ่งทะลุปรอท ราวกับกบที่ถูกงูพิษในความมืดจ้องมอง ความหนาวเหน็บเสียดแทงไปถึงกระดูกทะลวงไปทั่วร่างในพริบตา
"หมอบลง!"
พร้อมกับเสียงตะโกนต่ำๆ ลอว์นหน้าถอดสีและทิ้งตัวลงหมอบกับพื้นเรืออย่างไม่ลังเล
แทบจะในเวลาเดียวกัน รูม่านตาทรงเรียวยาวของงูที่เปล่งประกายไปด้วยความบ้าคลั่งและเกรี้ยวกราด ก็กวาดตามองมายังผิวน้ำทะเลอย่างเย็นชา
เมื่อสบตากัน ชิวสเตอร์ที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกว่าร่างกายหนักอึ้ง สติสัมปชัญญะค่อยๆ จมดิ่งลงสู่ความมืดมิด
ฟิ้ว!
วินาทีต่อมา ดวงตาเวทมนตร์สีม่วงแดงก็เบิกกว้าง ลำแสงพลังเวทที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดกวาดล้างไปทั่วผิวน้ำทะเล ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สูงหลายหมื่นฟุต ท้องทะเลตกอยู่ในความโกลาหลและความมืดมิด
ในที่สุด ค่ำคืนก็ผ่านพ้นไปจนรุ่งสาง
ความปั่นป่วนและความโกลาหลใต้ทะเลลึกถูกชะล้างจนสะอาดหมดจดด้วยแสงแรกของดวงอาทิตย์ยามเช้า
ซ่า!
ท่ามกลางเสียงน้ำสาดกระเซ็น ร่างสูงโปร่งที่เปียกปอนไปทั้งตัวก็พลิกตัวขึ้นมาจากใต้น้ำ และร่วงลงมาบนเรือลำเล็กที่ลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำ
แค่กๆ...
ลอว์นนอนแผ่หลาอยู่บนดาดฟ้าเรือ ไอค่อกแค่กเบาๆ จากนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ที่สงบเงียบ และทิ้งตัวลงนอนหงายอย่างหมดเรี่ยวแรง หอบหายใจแฮกๆ
นี่คือช่องว่างระหว่างกึ่งเทพกับเทพเจ้าสินะ จะน่ากลัวเกินไปแล้ว!
หลังจากพักเหนื่อยได้ครู่หนึ่ง ลอว์นก็บ่นในใจพลางหยัดตัวลุกขึ้น สายตาทอดมองไปยังรูปปั้นมนุษย์ที่เหลืออยู่แค่ครึ่งท่อนบนดาดฟ้าเรืออย่างเหม่อลอย เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ
ก็บอกให้หมอบลงแล้วไม่ยอมฟัง เอาล่ะสิ คราวนี้ต่อให้เป็นซุสก็ช่วยชีวิตแกไม่ได้แล้ว
หลังจากยืนไว้อาลัยให้กับสายเลือดแห่งเฮอร์มีสผู้โชคร้ายอยู่ไม่กี่วินาที ลอว์นก็ยกมือขึ้นโยนรูปปั้นหินครึ่งท่อนนั้นทิ้งลงสู่ทะเลลึก ส่วนตัวเขาก็นั่งแปะลงบนดาดฟ้าเรือ มองดูน่านน้ำที่ไม่คุ้นเคยรอบด้านด้วยความหนักใจ
พอไม่มีคนนำทาง แถมยังไม่รู้ทิศทางอีก คราวนี้จะไปทางไหนดีล่ะเนี่ย
เมื่อความกลัดกลุ้มถาโถมเข้าใส่ ลอว์นก็อดไม่ได้ที่จะบ่นด่าพวกตัวการที่นำพาเรื่องซวยๆ นี้มาให้
พี่สาวทั้งสาม ผมแค่ผ่านมาเฉยๆ จำเป็นต้องยิงแผนที่กวาดล้างใส่ผมด้วยเหรอ
แกรก...
ในขณะที่ผู้รับเคราะห์กำลังคร่ำครวญอย่างเจ็บปวด เสียงแตกร้าวแปลกๆ ก็ดังมาจากห้องโดยสารใต้ฝ่าเท้า
ตามมาด้วยกลิ่นอายคุ้นเคยบางอย่างที่ทำเอาความดันของเขาพุ่งปรี๊ด
กอร์กอน!
ลอว์นหันขวับไปมองอย่างแข็งทื่อ บนใบหน้าฝืนยิ้มแหยๆ จ้องมองไปยังห้องโดยสารที่เปิดอ้าอยู่ด้านหลัง แววตาที่เคยแสร้งทำเป็นประจบประแจง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความสงสัย และหยุดนิ่งอยู่ที่ความตกตะลึงอย่างสุดขีด
ที่ก้นห้องโดยสารลึกสุด แผ่นหินสลักอักขระลับและเครื่องบูชาสำริดที่กองพะเนินเททลายลงมา เผยให้เห็นรังไหมขนาดยักษ์สีม่วงแดงสูงครึ่งตัวคน รังไหมนั้นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ส่งเสียงเต้นตุบๆ คล้ายกับจังหวะหัวใจ
และภายในนั้น ก็มีเงาร่างเล็กๆ คล้ายมนุษย์กำลังนอนขดตัวกอดอกอยู่ภายใต้เยื่อหุ้ม
เมื่อดวงอาทิตย์ยามเช้าทอแสง ลำแสงหนึ่งก็สาดส่องเข้ามาในห้องโดยสารอันสลัวลาง
ภายในรังไหมสีม่วงแดง ดวงตาคู่หนึ่งลืมขึ้นมาราวกับสัมผัสได้ รูม่านตาทรงสี่เหลี่ยมที่ทั้งบริสุทธิ์และเป็นเอกลักษณ์ จ้องมองไปยังร่างที่ยืนอยู่นอกเยื่อหุ้มอย่างเงียบงัน
มุมปากของลอว์นกระตุกยิกๆ ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด
ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ทำไมเมื่อคืนถึงมีปีศาจงูกอร์กอนโผล่มาแค่สองตน และเขาก็เข้าใจแล้วด้วยว่า ทำไมสองพี่น้องนั่นถึงได้คลุ้มคลั่งฆ่าล้างบางผู้บุกรุกบนเกาะจนหมดเกลี้ยง แถมยังยิงระเบิดปูพรมใส่เขาอีกต่างหาก
คราวนี้ ดูเหมือนว่างานจะเข้าชุดใหญ่แล้วล่ะ!
[จบแล้ว]