- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 30 - ความโกลาหลคือบันได
บทที่ 30 - ความโกลาหลคือบันได
บทที่ 30 - ความโกลาหลคือบันได
บทที่ 30 - ความโกลาหลคือบันได
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"สรุปคือ พวกนายคือลูกเรือที่ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์แห่งเกาะเซรีฟอส ให้มาสำรวจวิหารร้างบนเกาะแห่งนี้งั้นสินะ"
สิบห้านาทีต่อมา ลอว์นยกมือขึ้นลูบคางพลางชำเลืองมองชายวัยกลางคนสวมหมวกสักหลาดที่ร้องห่มร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล เล่าที่มาที่ไปและตัวตนของตัวเองออกมาจนหมดเปลือก เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย
เกาะเซรีฟอสงั้นเหรอ ชื่อนี้คุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน...
"น้องชาย ข้าบอกไปหมดแล้ว ข้าเป็นแค่คนนำทางเท่านั้นแหละ"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะปล่อยตัว ชิวสเตอร์ก็ตีหน้าเศร้าร้องขอความเมตตา พร้อมกับชูสามนิ้วสาบานต่อฟ้าด้วยสีหน้าจริงจังเพื่อทำให้อีกฝ่ายคลายความกังวล
"วางใจเถอะ ข้ารู้กฎดี ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น และข้าก็ไม่รู้อะไรเลยด้วย!"
เมื่อลอว์นดึงสติกลับมาได้ เขาเห็นท่าทางแบบนั้นก็อดขำไม่ได้
"โอ้โห มืออาชีพนี่หว่า ลูกพี่ คงจะเจอเรื่องแบบนี้มาบ่อยล่ะสิ"
ชิวสเตอร์กระแอมไอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย บนใบหน้าฝืนยิ้มประจบประแจง พร้อมกับค้อมตัวลงเล็กน้อย
"แค่กๆ ข้าก็แค่ทำมาหากินไปวันๆ ไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตมาทิ้งหรอกน่า"
"งั้นแสดงว่า..."
ลอว์นลากเสียงยาวอย่างสบายอารมณ์ มองไปยังมือของชายวัยกลางคนที่แอบเลื่อนไปอยู่ด้านหลังเอวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย
"...คนที่เชื่อคำพูดนาย ตอนนี้ยังมีชีวิตรอดอยู่กี่คนล่ะ"
โดนจับได้แล้ว!
พริบตานั้น รูม่านตาของชิวสเตอร์หดเกร็ง เขากระโจนตัวขึ้นทันที มือขวาชักกริชออกมาจากด้านหลังเอวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คมมีดส่งเสียงกรีดร้องแหวกอากาศพุ่งตรงเข้าหาลำคอของลอว์น
ชายวัยกลางคนสวมหมวกสักหลาดที่ดูขี้ขลาดตาขาวในตอนแรก กลับลงมือได้อย่างเฉียบขาดและอำมหิตในวินาทีนี้ แววตาของเขาเย็นเยียบและดุดันราวกับเสือดาวที่จู่ๆ ก็แยกเขี้ยวอันน่าเกรงขามออกมา
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด สายเลือดกึ่งเทพของเฮอร์มีสจะเป็นกระต่ายน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ไปได้ยังไงกัน ในเมื่อเทพเจ้าที่พวกเขานับถือคือจอมหลอกลวงและหัวขโมยที่โด่งดังไปทั่วทั้งกรีก
ลอว์นยกยิ้มมุมปากอย่างไม่ประหลาดใจนัก รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นบนใบหน้า
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกหักดังก้องไปทั่วป่าทึบ มือขวาที่ถือมีดของชิวสเตอร์บิดเบี้ยวไปมาหลายตลบจนน่าสยดสยองราวกับเกลียวเชือก ปลายกระดูกสีขาวโพลนสามท่อนแทงทะลุเนื้อหนังโผล่ออกมาให้เห็น
"อ๊ากกก!"
ความเจ็บปวดแสนสาหัสจู่โจมตี ชายผู้มีสายเลือดของเฮอร์มีสหน้ามืดตาลายแทบจะล้มลุกคลุกคลานไปกองกับพื้น
"ถ้าขืนดิ้นรนอีกล่ะก็ ต่อให้เป็นซุสก็ช่วยนายไม่ได้หรอกนะ..."
เสียงเยือกเย็นดังแว่วมาข้างหู ชิวสเตอร์สะดุ้งเฮือก รีบกัดปลายลิ้นตัวเองเพื่อบังคับให้มีสติ เขาฝืนรั้งร่างกายที่กำลังจะพุ่งไปข้างหน้าและยืนนิ่งอยู่กับที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปเหยียบโดนรูนระเบิดใต้เท้าเข้า
"ตอบสนองไวดีนี่ สมแล้วที่เป็นสายเลือดของเฮอร์มีส เทพแห่งความเร็ว"
ท่ามกลางคำพูดหยอกล้อที่แฝงไปด้วยความนัย ลอว์นก้าวเข้าไปใกล้ มือข้างหนึ่งวางแหมะลงบนไหล่ขวาของอีกฝ่ายเบาๆ ส่วนมืออีกข้างก็ฉวยโอกาสรับกริชสำริดที่ร่วงหล่นจากมือของชายสวมหมวกสักหลาดมาไว้ในมือตัวเอง
"เมื่อกี้ข้าแค่ล้อท่านเล่นนิดหน่อยเอง ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้จะไปเทียบชั้นกับท่านได้ยังไงล่ะ"
ชิวสเตอร์ข่มความเจ็บปวดจากกระดูกที่หัก สีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก เขาฝืนหัวเราะแห้งๆ และเอ่ยประจบประแจงด้วยใบหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่ในใจกลับก่นด่าไม่หยุด
วันนี้มันวันซวยอะไรวะเนี่ย ดันมาเจอสัตว์ประหลาดแบบนี้เข้าให้! ไม่ใช่แค่เจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ความเร็วในการตอบสนองยังเร็วกว่าสายเลือดเฮอร์มีสอย่างเขาซะอีก!
"ถ้านี่เป็นคำสั่งเสียของนายล่ะก็ ผมจะถือซะว่าเป็นคำชมก็แล้วกันนะ"
ลอว์นยิ้มตาหยี กริชสำริดที่ใบมีดเป็นสีฟ้าประกายและดูเหมือนจะเคลือบยาพิษเอาไว้ กำลังหมุนควงไปมาอย่างคล่องแคล่วระหว่างนิ้วมือเรียวยาวของเขา
อย่างที่เคยบอกไปนั่นแหละว่า กึ่งเทพด้วยกันก็ยังมีระดับความเก่งกาจที่ต่างกันอยู่
สายเลือดของเทพเจ้ามักจะเจือจางลงเรื่อยๆ ตามรุ่นลูกรุ่นหลานที่สืบทอดต่อกันมา
ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยอยากยอมรับเท่าไหร่ แต่เขาก็เป็นถึงทายาทสายตรงรุ่นแรกของซุสเชียวนะ แถมพวกที่เขาต้องรับมือด้วยบนทะเลโอเชียนัสก็ล้วนแต่เป็นสัตว์ประหลาดกึ่งเทพและไททันที่มีสายเลือดเข้มข้นทั้งนั้น
กับไอ้กึ่งเทพตรงหน้าที่แค่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับเฮอร์มีสและไม่รู้ว่าสืบทอดกันมาบนโลกมนุษย์กี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้ว ซึ่งมีดีแค่ความว่องไวอย่างเดียว คิดจะมาใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเขาน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ
เมื่อคมมีดสีฟ้าค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ลำคอ ชิวสเตอร์ก็หน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทา รีบอ้าปากแก้ตัวเป็นพัลวัน
"เมื่อกี้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด! ถ้าท่านปล่อยข้าไป ข้าจะนำทางให้ท่านเอง ขอบอกเลยนะว่าพวกเซรีฟอสขุดเจอของดีๆ จากเกาะนี้ไปเพียบเลย!"
เมื่อเห็นว่าลอว์นไม่มีทีท่าว่าจะสนใจทรัพย์สมบัติก้อนโตนี้เลย สายเลือดของเฮอร์มีสที่มีเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผากก็ตัดสินใจเด็ดขาด กัดฟันเผยไพ่ตายออกมา
"เอาอย่างนี้ ข้าจะบอกความลับให้ท่านฟังเรื่องนึง การที่กษัตริย์เกาะเซรีฟอสส่งพวกเรามาคราวนี้ ไม่ใช่แค่มาสำรวจวิหารเฉยๆ หรอกนะ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คือ โลหิตแห่งความเป็นเทพ ในตำนานต่างหากล่ะ มันคือ ยาวิเศษ ที่สามารถทำให้มนุษย์ธรรมดายกระดับตัวเองและยืดอายุขัยได้มหาศาล!
ต่อให้เป็นกึ่งเทพพอดื่มเข้าไปแล้ว พลังก็จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยนะ!"
ลอว์นชะงักไปครู่หนึ่ง ข้อมูลที่กระจัดกระจายเริ่มเชื่อมโยงเข้าด้วยกันในหัว
โลหิตแห่งความเป็นเทพ ที่ทำให้มนุษย์ยกระดับตัวเอง... ยาวิเศษ ที่ยืดอายุขัย...
และก็... เกาะเซรีฟอส...
ชั่วพริบตานั้น ประกายไฟสว่างวาบขึ้นในสมอง รูม่านตาของลอว์นหดเกร็งเล็กน้อย และมีชื่อหนึ่งหลุดออกจากปาก
"กอร์กอน!"
"ท่านรู้ด้วยเหรอ!"
ชิวสเตอร์ที่อยู่ตรงหน้าสะดุ้งโหยง สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ลอว์นไม่ได้ตอบ เขาขมวดคิ้วแน่น ความคิดในหัวแล่นปรู๊ดปร๊าด
ในที่สุดเขาก็นึกออกแล้วว่าทำไมชื่อ เกาะเซรีฟอส ถึงฟังดูคุ้นหูนัก นั่นก็เพราะว่าที่นี่คือบ้านเกิดแห่งที่สองของเพอร์ซิอุส วีรบุรุษแห่งกลุ่มดาวเพอร์ซิอุสยังไงล่ะ
เขาคือวีรบุรุษกึ่งเทพชื่อดังในตำนานกรีก ผู้ซึ่งในอนาคตจะเดินทางไปเยือนเกาะไร้รูปลักษณ์ สังหารปีศาจงูเมดูซ่า พิชิตคีโตมารดาแห่งอสูรกายทะเล และช่วยเหลือแอนโดรเมดาเจ้าหญิงแห่งเอธิโอเปีย
ถ้านับตามสายเลือดแล้ว หมอนี่ก็ถือว่าเป็นพี่ชายต่างแม่ของลอว์นเลยนะ
ตามตำนานเล่าว่า อคริเซียส กษัตริย์แห่งอาร์กอส ได้รับคำทำนายจากเทพเจ้าว่าเขาจะถูกหลานชายที่เกิดจากดานาเอผู้เป็นลูกสาวฆ่าตาย เขาจึงจับลูกสาวขังไว้ในหอคอยทองแดง
ทว่าซุสที่อยู่บนสวรรค์ได้จำแลงกายเป็นฝนทองคำลงมาพลอดรักกับดานาเอ จนให้กำเนิดเพอร์ซิอุสออกมา
เมื่อกษัตริย์แห่งอาร์กอสรู้ว่าลูกสาวตั้งครรภ์และคลอดลูกก็ตกใจกลัวเป็นอย่างมาก จึงจับเพอร์ซิอุสและดานาเอผู้เป็นแม่ใส่หีบแล้วโยนลงทะเล แต่ด้วยความคุ้มครองของซุส สองแม่ลูกจึงรอดชีวิตจากพายุคลื่นลมแรงกลางทะเลมาได้
ท้ายที่สุด หีบที่พวกเขาหลบซ่อนตัวก็ถูกพัดไปเกยตื้นที่เกาะเซรีฟอส ดิกทิสและโพลีเดคทีสสองพี่น้องผู้ปกครองเกาะแห่งนี้ได้รับสองแม่ลูกไว้ และชุบเลี้ยงเพอร์ซิอุสจนเติบใหญ่
แต่ไม่นาน โพลีเดคทีสผู้เป็นพี่ชายก็เกิดหลงใหลในรูปโฉมของดานาเอ และต้องการขับไล่เพอร์ซิอุสที่เริ่มเติบโตเป็นหนุ่มและฉายแววความเก่งกาจดุจเทพเจ้าซึ่งจะเป็นภัยคุกคามต่อตนออกไปให้พ้นทาง
ดังนั้น ในวันที่เพอร์ซิอุสนำของขวัญมาถวาย ผู้ปกครองเกาะเซรีฟอสผู้นี้จึงแสร้งทำเป็นบอกว่าตนอยากได้หัวของเมดูซ่า หนึ่งในสามพี่น้องกอร์กอน
ด้วยเหตุนี้ เพอร์ซิอุสจึงถูกบังคับให้ออกเดินทาง และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดในเวลาต่อมา
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ บันทึกในตำนานกับสิ่งที่ลอว์นเห็นอยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันไม่น้อยเลยทีเดียว
ผู้ปกครองเกาะเซรีฟอสคนนั้นไม่ได้เพิ่งจะนึกขึ้นได้ และไม่ได้ตั้งใจจะกลั่นแกล้งเพอร์ซิอุสผู้เป็นลูกเลี้ยงให้ไปตายด้วยการสั่งให้ไปที่เกาะไร้รูปลักษณ์เพื่อล่าปีศาจงูเมดูซ่าและตัดหัวนางกลับมาหรอก แต่แท้จริงแล้วเขาหมายตาพี่น้องกอร์กอนทั้งสามมาตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ คงจะเป็น โลหิตของกอร์กอน ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของสามพี่น้องนั่นแหละ!
ในตำนานกรีก กอร์กอน เป็นคำเรียกขานรวมของปีศาจงูสามพี่น้อง ซึ่งประกอบไปด้วย พี่สาวคนโต - สเธโน หญิงสาวแห่งพละกำลัง พี่สาวคนรอง - ยูเรียลี หญิงสาวแห่งการโบยบิน และน้องสาวคนสุดท้อง - เมดูซ่า หญิงสาวแห่งการครอบครอง
ตามตำนานเล่าว่า เลือดซีกขวาของสามพี่น้องกอร์กอนมีสรรพคุณชุบชีวิตคนตายและยืดอายุขัยของมนุษย์ได้ ส่วนเลือดซีกซ้ายคือยาพิษร้ายแรงที่ทำให้ตายได้ในพริบตา
เพอร์ซิอุสเดินทางไปยังเกาะไร้รูปลักษณ์ และด้วยความช่วยเหลือจากโชคชะตา เขาก็สามารถสังหารเมดูซ่า ซึ่งเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาสามพี่น้องที่ไม่มีชีวิตอมตะ และตัดหัวนางมาได้สำเร็จ แต่เขากลับนำมันไปถวายแด่เทพีแห่งสงครามและสติปัญญาอาธีน่าโดยตรง
อาธีน่าจึงนำหัวของเมดูซ่าไปติดไว้ตรงกลางโล่หนังแกะของตน ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของนางไปในที่สุด
และในเวลาต่อมา แอสคลิเพียส เทพแห่งการแพทย์ผู้เป็นบุตรชายของอะพอลโล ก็ได้รับเลือดที่มีสรรพคุณในการรักษากลับคืนมาขวดเล็กๆ จากอาธีน่า เขาจึงสร้างยาวิเศษที่ทำให้คนเป็นอมตะขึ้นมาได้สำเร็จ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ละเมิดกฎข้อห้ามของทวยเทพ จึงถูกเทพบดีซุสใช้สายฟ้าฟาดจนสิ้นชีพ
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ชัดเลยว่า โลหิตของกอร์กอน มีสรรพคุณที่ทรงพลังมากแค่ไหน ดูเหมือนว่าแม้แต่ทวยเทพผู้เป็นอมตะยังต้องหวาดหวั่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์ปุถุชนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการเกิดแก่เจ็บตายเลย
รูปปั้นมนุษย์จำนวนมากที่ลอว์นมองเห็นแวบๆ ตรงลานกว้างของวิหารร้างก่อนหน้านี้ คงจะเป็นเหล่าผู้กล้ามนุษย์ที่หวังจะได้ครอบครองสรรพคุณอันวิเศษของ โลหิตของกอร์กอน นั่นแหละ
นักล่าผู้ไม่เจียมตัวเหล่านี้ประเมินฝีมือตัวเองสูงเกินไป สุดท้ายก็เลยกลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง แล้วถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้นหินบนเกาะแห่งนี้ เฝ้ารอวันเวลาให้ผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน
ลอว์นปรายตามองชายวัยกลางคนสวมหมวกสักหลาดที่อยู่ด้านข้าง แววตาครุ่นคิด
ที่แท้ กษัตริย์แห่งเกาะเซรีฟอสผู้เป็นพ่อเลี้ยงของวีรบุรุษกึ่งเทพเพอร์ซิอุส ก็ตามรังควานพี่น้องกอร์กอนทั้งสามมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่เอง
เพียงแต่ความพยายามหลายครั้งที่ผ่านมาของเขาลงเอยด้วยความล้มเหลว เขาจึงโยนโจทย์ยากนี้ไปให้เพอร์ซิอุสผู้เป็นลูกเลี้ยงแทน
และถ้าคาดเดาจากกระบวนการและผลลัพธ์ของการต่อสู้ ในตอนนั้นเพอร์ซิอุสอย่างน้อยก็ต้องเลื่อนสถานะเป็นกึ่งเทพแล้ว ถึงจะมีความสามารถพอที่จะเอาชีวิตรอดจากการถูกสเธโนและยูเรียลี สองพี่น้องปีศาจงูระดับเทพเจ้าตามล่า หลังจากที่เพิ่งจะสังหารเมดูซ่าที่มีระดับกึ่งเทพเท่ากันไปหมาดๆ และหนีออกจากทะเลโอเชียนัสไปได้
อย่างน้อยในตอนนี้ เพอร์ซิอุสก็ยังไม่ได้เติบโตจนถึงขั้นนั้น
คิดไม่ถึงเลยว่า ในบรรดาลูกครึ่งมนุษย์ทั้งสิบสองคนของซุสที่ถูกลิขิตไว้ ตัวเขาเองซึ่งเป็นลูกของเซเมลีและอยู่ในลำดับที่ห้า จะก้าวเข้าสู่ระดับกึ่งเทพได้เร็วกว่าเพอร์ซิอุสซึ่งเป็นลูกของดานาเอและอยู่ในลำดับที่สี่เสียอีก
ดูเหมือนว่าความเร็วในการพัฒนาของเขาจะรวดเร็วเกินไปหน่อย เพื่อความปลอดภัยของชีวิตน้อยๆ นี้ วันหลังถ้าเข้าเมืองก็คงต้องซ่อนตัวให้เนียนๆ หน่อยแล้วล่ะ
"ที่แท้ท่านก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอเนี่ย งั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่!"
ในเวลานี้ สายเลือดของเฮอร์มีสที่ดึงสติกลับมาได้ก่อนใครเพื่อนก็เก็บอาการตกใจไว้ แล้วเผยสีหน้าดีใจสุดขีดออกมา
ลอว์นยิ้มบางๆ ประคองมีดที่หมุนควงอยู่ตรงปลายนิ้วให้หยุดนิ่ง แต่ก็ยังไม่ยอมดึงมีดกลับมา
"แค่ข้อมูลแค่นี้ มันยังไม่พอแลกกับชีวิตของนายหรอกนะ"
"ไม่ใช่นะ ไม่ใช่!"
ชิวสเตอร์ส่ายหน้าพัลวัน สอดส่ายสายตามองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้ว เขาถึงได้ลดเสียงลงและกระซิบอย่างมีลับลมคมนัย
"ข้าหมายความว่า... ข้าสามารถช่วยท่านชิง โลหิตของกอร์กอน มาได้ยังไงล่ะ!"
เมื่อได้ยินข่าวดีที่เหนือความคาดหมาย รอยยิ้มบนใบหน้าของลอว์นก็ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก
เทพประจำตัวของเฮอร์มีสคืออะไรนะ
เทพแห่งการหลอกลวง การโกหก การค้าขาย และการโจรกรรม
ถ้าหมอนี่มีความสามารถขนาดนั้นจริงๆ ผู้ปกครองเกาะเซรีฟอสที่ตั้งรางวัลนำจับคงสมหวังไปนานแล้ว จะเหลือเรื่องราวอะไรให้วีรบุรุษกึ่งเทพเพอร์ซิอุสในอนาคตได้โชว์ฝีมืออีกล่ะ
ถึงป่านนี้แล้วก็ยังไม่ยอมพูดความจริงอีก งั้นก็เอาเป็นว่า...
ในขณะที่ปลายนิ้วของลอว์นที่จับกริชอยู่กำลังจะตวัดขึ้น เสียงเกลียวคลื่นลูกใหญ่ก็ดังมาจากชายฝั่งที่อยู่ไกลออกไป
ตามมาด้วยกลิ่นคาวทะเลอันคุ้นเคยที่ลอยฟุ้งกระจาย ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหนังตากระตุก
"ลูกพี่ชิวสเตอร์ อยู่ไหม พวกเราโหลดของใกล้เสร็จแล้วนะ เบื้องบนให้ข้ามาถามว่าลูกพี่เจอปัญหาอะไรรึเปล่า จะออกเดินทางได้เมื่อไหร่"
ในขณะเดียวกัน เสียงตะโกนเรียกด้วยความหวาดกลัวก็ดังมาจากนอกป่าทึบ สาวกของเฮอร์มีสอีกสองคนที่สวมหมวกสักหลาดและคลุมผ้าคลุมเหมือนกันกำลังเดินเข้ามาข้างในอย่างระมัดระวัง
ลอว์นหนังตากระตุกยิกๆ อดไม่ได้ที่จะสบถด่าในใจ
หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ บนเกาะยังมีพี่น้องกอร์กอนทั้งสามซ่อนตัวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้อีก ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ!
แต่ถ้าลองเปลี่ยนมุมมองดู
บางทีในวิกฤตอาจจะมีโอกาสซ่อนอยู่ และความโกลาหลก็อาจจะเป็นบันไดให้ก้าวขึ้นไปก็ได้!
ลอว์นกวาดสายตามองไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รอยยิ้มเจิดจ้าและลึกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาเอื้อมมือไปโอบไหล่สายเลือดของเฮอร์มีสอย่างสนิทสนม แล้วกระซิบข้างหูชายหนุ่ม
"อยากเล่นเกมใหญ่ไหม อย่างเช่น... เราสองคนรวบของพวกมันมาเป็นของเราทั้งหมดเลยไง"
"ซี๊ดดด!"
ชิวสเตอร์สูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงกับไอเดียสุดบ้าระห่ำนี้ ก่อนจะก้มลงมองกริชอาบยาพิษที่อยู่ห่างจากคอของเขาเพียงไม่กี่คืบ เขาพยักหน้ารัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร และตัดสินใจเลือกฝั่งอย่างรวดเร็วและราบรื่น
[จบแล้ว]