- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 9 - แม่มดกำลังขุดหลุมพราง
บทที่ 9 - แม่มดกำลังขุดหลุมพราง
บทที่ 9 - แม่มดกำลังขุดหลุมพราง
บทที่ 9 - แม่มดกำลังขุดหลุมพราง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"คีเคออนเหรอ"
"อื้อฮึ ใช่แล้วล่ะ เพิ่งขึ้นจากเตาเลยนะ ยังร้อนๆ อยู่เลย รีบดื่มสิ!"
เซอร์ซียืนเท้าสะเอวข้างหนึ่งพลางโอ้อวดผลงานอย่างภาคภูมิใจ เธอยื่นชามดินเผาในมือไปให้ลูกศิษย์สุดที่รัก
ลอว์นรีบยกมือขึ้นมากันชามน้ำซุปไว้ทันที เขายิ้มหยันและแฉความตั้งใจอันชั่วร้ายของผู้หญิงคนนี้
"ไม่ต้องมาทำเนียนเลย คุณคิดจะเสกให้ผมกลายเป็นหมูอีกแล้วใช่ไหม จะได้ไม่มีคนมาจ้ำจี้จ้ำไชให้คุณสอนหนังสือล่ะสิ!"
"ฉันไม่เคยเสกใครให้กลายเป็นหมูเลยนะ..."
"ยังจะมาปากแข็งอีก แล้วเมื่อคืนมันคืออะไร"
"นั่นก็เป็นเพราะเดิมทีนายก็เป็นหมูอยู่แล้วยังไงล่ะ ลูกหมูน้อยที่น่ารักของฉัน!"
เซอร์ซีแบมือทั้งสองข้างออก นัยน์ตาสีชมพูกะพริบปริบๆ อย่างไร้เดียงสา สีหน้าของเธอดูเหมือนจะกำลังหยอกล้อ
ลอว์นไม่หวั่นไหว เขาชี้ไปที่ข้าวโอ๊ตคีเคออนที่กำลังเดือดปุดๆ ในชามพลางทำหน้าตึงและแค่นเสียงเย็นชา
"หึๆ ยังจะมาหลอกกันอีก สรรพคุณของไอ้ของสิ่งนี้ผมรู้ตั้งนานแล้วล่ะ"
"สรรพคุณ สรรพคุณอะไรกัน ก็แค่สมุนไพรไม่กี่ต้น น้ำบริสุทธิ์ แล้วก็เมล็ดข้าวโอ๊ตจากธรรมชาติที่อยู่ในชามของฉัน เปลี่ยนแปลงงั้นเหรอ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่เปลือกนอกที่คอยอำพรางตัวตนถูกลอกออกไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้พวกเขามองเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองและของกันและกันก็เท่านั้นเอง"
เซอร์ซีฮัมเพลงอย่างไม่ค่อยเข้าจังหวะนัก สายตาของเธอแฝงไปด้วยความขบขันมากยิ่งขึ้น
"ไม่เชื่อก็ดูสิ วัตถุดิบพวกนี้นายต้องรู้จักแน่ๆ รับรองว่าไม่มีพิษมีภัย"
ลอว์นปรายตามองข้าวโอ๊ตสีดำอมเขียวในชามแล้วสูดจมูกฟุดฟิด รายชื่อส่วนผสมก็ผุดขึ้นมาในหัว
ข้าวโอ๊ต น้ำ น้ำผึ้ง น้ำมันเปปเปอร์มินต์ แล้วก็... แมนเดรกงั้นเหรอ
ดูเหมือนว่านอกจากสมุนไพรตัวสุดท้ายแล้ว วัตถุดิบอย่างอื่นก็ล้วนแต่เป็นของธรรมดาทั้งนั้น
ส่วนสรรพคุณของแมนเดรกก็แค่ทำให้เกิดภาพหลอน...
เดี๋ยวก่อน ภาพหลอนงั้นเหรอ!
แสงสว่างวาบขึ้นมาในหัวของลอว์น เขาเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้งและโพล่งคำตอบออกมาทันที
"ข้าวโอ๊ตของคุณก็แค่ทำให้คนเกิดภาพหลอนและหลงคิดไปเองว่าเป็นร่างจำแลงของสัตว์ประหลาดตัวไหนสักตัวต่างหากล่ะ!"
"คิกคิก ตอบถูกแล้วจ้ะ ลูกหมูน้อยที่แสนฉลาดของฉัน"
เซอร์ซีพยักหน้ายืนยัน ริมฝีปากของเธอโค้งขึ้นอย่างอารมณ์ดีก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม
"ดังนั้นแก่นแท้ของคีเคออนก็เป็นแค่ยาวิเศษที่ช่วยปลดปล่อยความคิดและทำให้ร่างกายกับจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งมันมีประโยชน์อย่างมากต่อการทำสมาธิ"
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
ความสงสัยบนใบหน้าของลอว์นค่อยๆ จางหายไป เขาพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลง เซอร์ซีก็รีบยื่นชามที่เต็มไปด้วยข้าวโอ๊ตไปให้ลูกศิษย์สุดที่รักพร้อมกับรอยยิ้ม
"มาสิ ลูกหมูน้อยที่น่ารักของฉัน รีบดื่มเข้าไปเร็วเข้า เราจะได้เริ่มทำสมาธิและเรียนบทเรียนของวันนี้ให้เสร็จกันเสียที"
ลอว์นมองดูเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่กำลังเดือดปุดๆ ตรงหน้าแล้วก็ทำให้นึกถึงพิธีกรรมลึกลับของลัทธิเอลูซิสซึ่งเคารพนับถือเทพีแห่งการเกษตรเดมิเตอร์ในยุคกรีกโบราณ
นั่นก็คือสมาชิกเก่าจะเชิญชวนสาวกที่เพิ่งเข้าลัทธิให้อดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มเพื่อรำลึกถึงตอนที่เทพีเดมิเตอร์ไม่ได้กินไม่ได้ดื่มอะไรเลยระหว่างที่ออกตามหาเพอร์เซโฟนี
และในระหว่างที่อดอาหาร เหล่าสาวกก็จะได้ดื่มเครื่องดื่มข้าวโอ๊ตชนิดพิเศษเพื่อรับนิมิตจากเทพเจ้า
เครื่องดื่มข้าวโอ๊ตชนิดนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับข้าวโอ๊ตคีเคออน
ดังนั้นในตอนแรกข้าวโอ๊ตคีเคออนอาจจะเป็นยาวิเศษที่ใช้สำหรับช่วยในการทำสมาธิและพัฒนาพลังจิตจริงๆ ก็ได้
แต่...
"แต่ข้อแม้ก็คือผมต้องต้านทานการสะกดจิตของคุณให้ได้ก่อน..."
ลอว์นเหลือบมองข้าวโอ๊ตเหนียวข้นในชาม ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากัน เขามองแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังทำตัวน่าเชื่อถือตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม
"ตัวข้าวโอ๊ตคีเคออนน่ะไม่มีปัญหาหรอก เพราะมันเป็นแค่ตัวช่วย แต่การที่คุณคอยสะกดจิตผมอยู่ตลอดเวลาต่างหากล่ะที่เป็นประเด็นสำคัญใช่ไหม"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซอร์ซีแข็งค้างทันที มือที่ถือชามดินเผาชะงักอยู่กลางอากาศ
โดนจับได้ซะแล้ว...
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เซอร์ซีมักจะเรียกเขาว่าลูกหมูน้อยอยู่เสมอ ก็เพื่อเป็นการฝังความคิดที่สับสนลงไปในหัวของคนอื่น ทำให้พวกเขาค่อยๆ ยอมรับสถานะการเป็นลูกหมนู้อยไปโดยปริยาย จากนั้นก็อาศัยสรรพคุณที่ช่วยผสานร่างกายและจิตใจของข้าวโอ๊ตคีเคออนเพื่อทำให้กระบวนการเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นลูกหมูน้อยสมบูรณ์แบบในที่สุด
อย่างที่เธอพูดนั่นแหละ เธอไม่เคยเสกใครให้กลายเป็นหมู แต่ตัวเธอเองกลับเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเบื้องหลังกระบวนการแปลงกายนี้
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด แม่มดไม่เคยเป็นดอกไม้สีขาวที่บริสุทธิ์และใจดี แต่เป็นพวกที่ทำอะไรตามใจชอบและสรรหาสารพัดวิธีมาทำให้ตัวเองมีความสุขต่างหาก
ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ด้วยคำคำเดียวก็คือ โคตรแสบ
ลอว์นส่ายหน้าเบาๆ และได้ประจักษ์ถึงธาตุแท้ของอาจารย์นกโง่คนนี้อีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าแผนการแตก เซอร์ซีก็รีบกลอกตาไปมา สายตาของเธอล่อกแล่กมองไปที่ประตู
"อ๊าย ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีซุปตุ๋นทิ้งไว้บนเตานี่นา!"
พูดจบกึ่งเทพแม่มดก็กระโดดลุกจากที่นั่ง เตรียมจะวิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุ
แต่ยังไม่ทันที่เซอร์ซีจะได้สับตีนแตก มือข้างหนึ่งก็คว้าชามดินเผาบนพื้นขึ้นมาแล้วกระดกข้าวโอ๊ตคีเคออนที่เต็มชามรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
"นี่ นี่นาย... ดื่มหมดเลยเหรอ"
ภายใต้สายตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึงของเซอร์ซี ลอว์นเช็ดปาก โยนชามดินเผาที่ว่างเปล่าลงบนพื้นแล้วให้คำวิจารณ์อย่างใจเย็น
"กลิ่นน้ำมันเปปเปอร์มินต์แรงไปหน่อย คราวหน้าเพลาๆ มือลงบ้างนะ"
"แล้วตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างล่ะ ลูกหมูน้อย"
เซอร์ซีกลับมานั่งที่เดิม เธอจ้องมองลูกศิษย์สุดที่รักด้วยความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
ถ้าเจ้าหนูน้อยตรงหน้ากลายร่างเป็นหมูอีกครั้ง เธอก็จะไม่ต้องมาทนเหนื่อยสอนหนังสืออยู่ที่นี่ แต่สามารถไปนอนกอดลูกหมูน้อยสุดที่รักหลับปุ๋ยได้อย่างสบายใจ
อืม ได้นอนแถมยังได้ลูบพุงนิ่มๆ ด้วย
เมื่อนึกถึงภาพอันแสนงดงามนั้น นัยน์ตาของเซอร์ซีก็เป็นประกายขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หูแหลมๆ ของเธอสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
ทว่าลอว์นที่ดื่มของแปลกๆ เข้าไปเต็มๆ กลับไม่มีท่าทีว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ แววตาของเขายังคงแจ่มใส
ความจริงแล้วพอเข้าใจแก่นแท้ของการกลายร่างเป็นหมู การจะรับมือกับผลข้างเคียงของข้าวโอ๊ตคีเคออนก็กลายเป็นเรื่องง่ายดายขึ้นมาทันที
ขอเพียงแค่สร้างกำแพงแห่งจิตใจที่สอดคล้องกันขึ้นมาได้ และคอยย้ำเตือนตัวเองในหัวซ้ำๆ ถึงแนวคิดของการเป็นมนุษย์ เขาก็จะไม่ถูกคำพูดของอาจารย์นกโง่คนนี้หลอกหลอนจนกลายเป็นลูกหมูน้อยอีกอย่างแน่นอน
"เลิกเหม่อได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปต้องทำยังไง"
เสียงพึมพำเรียบๆ ที่ดังขึ้นข้างหูขัดจังหวะความฝันอันแสนหวานของเซอร์ซี ทำให้เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่เมื่ออยู่ในวิหารของเฮคาที แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งศรัทธาในเทพีแห่งเวทมนตร์ก็จำต้องสงบสติอารมณ์ลงและสอนลอว์นอย่างเสียไม่ได้ว่าควรจะใช้ประโยชน์จากข้าวโอ๊ตคีเคออนเพื่อทำให้การทำสมาธิได้ผลลัพธ์เป็นทวีคูณได้อย่างไร
"ทำตามปกติเลย ปรับลมหายใจ ทำตัวให้สบาย กระจายประสาทสัมผัสทั้งห้าออกไป รับรู้ถึงพลังเวทในอากาศ จากนั้นก็ลองใช้พวกมันสร้างอักษรเฮอร์มีสที่ตรงกันขึ้นมา คอยเพิ่มความคุ้นเคยและการควบคุมธาตุต่างๆ ให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ..."
ลอว์นไม่ได้รีบร้อนเข้าสู่สมาธิ เขาจ้องมองอาจารย์นกโง่ตรงหน้าด้วยสายตาลึกล้ำ
"แล้วมีอะไรอีก"
"...จิตใจห้ามว่างเปล่าจนเกินไป ต้องจดจำตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ให้ดี เพื่อไม่ให้หลงทางไปกับภาพหลอนที่เกิดจากข้าวโอ๊ตคีเคออน..."
เซอร์ซีบ่นพึมพำถึงองค์ประกอบสำคัญออกมาอย่างเสียอารมณ์ ความหงุดหงิดในใจนั้นพุ่งสูงจนไม่อาจบรรยายได้
เธอเกลียดนักเรียนที่ฉลาด โดยเฉพาะนักเรียนที่ฉลาดกว่าอาจารย์อย่างเธอ
ในเวลานี้ ลอว์นที่แค่ลองหยั่งเชิงดูตามความเคยชินก็มีสีหน้ามืดมนลงไปอีก
ไม่ยอมเลิกราจริงๆ ด้วย! เพื่อจะหลอกให้เขาไปนอนด้วยถึงกับต้องขุดหลุมพรางไว้ทุกฝีก้าวเลยทีเดียว
"พูดต่อสิ!"
"หมดแล้ว! คราวนี้หมดจริงๆ แล้ว!"
หลังจากเซอร์ซีบ่นกระปอดกระแปดด้วยความน้อยใจและเอาชื่อของเทพีเฮคาทีมาเป็นประกัน ลอว์นถึงได้ยอมหลับตาลงอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย เขาพยายามทำสมองให้โล่ง กระจายพลังจิตออกไปเพื่อรับรู้ถึงธาตุต่างๆ รอบตัว
แน่นอนว่าเพื่อป้องกันความผิดพลาด เขาก็ไม่ได้เลือกที่จะปล่อยตัวปล่อยใจไปจนหมดในรวดเดียว แต่ค่อยๆ ปลดปล่อยขีดจำกัดของจิตใจอย่างระมัดระวัง คลำหาขอบเขตของจิตใจเพื่อรักษาสติสัมปชัญญะของตัวเองเอาไว้
เมื่อพลังจิตไหลทะลักออกไปราวกับกระแสน้ำ การรับรู้ถึงตัวตนก็เริ่มเลือนราง ลอว์นจึงรีบดึงสติกลับมาเล็กน้อยทันที
ปล่อยให้ว่างเปล่าเจ็ดส่วน เก็บสติไว้สามส่วน...
นี่คงจะเป็นขีดจำกัดในตอนนี้ของเขาแล้วล่ะ
แต่ถึงแม้จะกระจายประสาทสัมผัสออกไปได้แค่เจ็ดส่วน พลังเวทที่เขาสัมผัสได้ก็ยังเพิ่มขึ้นจากตอนที่ทำสมาธิปกติถึงสองเท่า
ดูเหมือนว่าข้าวโอ๊ตคีเคออนซึ่งเป็นยาวิเศษสูตรพิเศษนี้ แม้จะมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายอยู่บ้าง แต่มันก็ช่วยเพิ่มการรับรู้ทางจิตใจของผู้ใช้ได้อย่างมหาศาลจริงๆ
เมื่อแน่ใจแล้ว ลอว์นก็ค่อยๆ สงบจิตสงบใจและเริ่มต้นการฝึกฝนตามปกติ
ตามจังหวะการหายใจเข้าออก พลังจิตที่ลอว์นกระจายออกไปก็เกิดการสั่นพ้อง ธาตุต่างๆ ที่ไหลเวียนอยู่ภายในรัศมีสามสิบเมตรก่อตัวเป็นกระแสพลังเวทที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อักษรเฮอร์มีสหลากสีสันส่องประกายวับแวมอยู่ในนั้น ก่อเกิดเป็นรูปแบบและฐานรากที่แตกต่างกันออกไป
เซอร์ซีจ้องมองอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกเบื่อหน่าย เธอจึงได้แต่นั่งเท้าคางเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ พลางคิดถึงปัญหาปรัชญาอย่างเช่นคืนนี้จะกินอะไรดี
เพราะถึงยังไงในฐานะแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ระดับกึ่งเทพและเป็นศิษย์รักของเทพีแห่งเวทมนตร์เฮคาที เธอก็สามารถเดินกร่างไปทั่วอาณาเขตทางทะเลรอบๆ เกาะเออีอาได้อย่างสบายใจอยู่แล้ว
เมื่อไม่มีภัยคุกคามต่อชีวิต ก็ย่อมขาดแรงผลักดันที่จะพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น
ดังนั้นเมื่อเทียบกับการต้องมานั่งฝึกฝนและค้นคว้าอย่างหนักทุกวัน เซอร์ซีที่ค่อนข้างจะปล่อยปละละเลยทั้งเรื่องวิชาการและการใช้ชีวิตจึงชอบที่จะฝากความหวังในการเพิ่มพลังไว้กับพรสวรรค์และสายเลือดของตัวเองมากกว่า
ท่ามกลางการเฝ้าดูอันน่าเบื่อหน่าย เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป พระอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแสงพลบค่ำที่ขอบฟ้า
เมื่อแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป วิหารของเฮคาทีที่กำลังจะจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดกลับมีแสงสว่างเจิดจ้าปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน
สว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ เปล่งประกายดั่งทองคำ
เซอร์ซีที่กำลังสัปหงกอยู่เบิกตาโพลงทันที เธอมองดูดวงตาที่ทอประกายเจิดจรัสในความมืดมิดคู่นั้นด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
"นี่ นี่ นี่... นายเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอ"
สีหน้าตกตะลึงนั้นดูเวอร์วังราวกับเห็นลิงบาบูนวิวัฒนาการกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวในพริบตาเลยทีเดียว
[จบแล้ว]