- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 8 - ฟังผมนะ ผมล่ะขอบคุณคุณจริงๆ
บทที่ 8 - ฟังผมนะ ผมล่ะขอบคุณคุณจริงๆ
บทที่ 8 - ฟังผมนะ ผมล่ะขอบคุณคุณจริงๆ
บทที่ 8 - ฟังผมนะ ผมล่ะขอบคุณคุณจริงๆ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เซอร์ซีฝืนทำตัวให้สดชื่นขึ้นมาบ้าง เธอรื้อค้นต้นฉบับหนังแกะเก่าๆ เกี่ยวกับภาษาออกมาจากกองหนังสือเวทมนตร์แล้วโยนไปให้ลอว์นที่อยู่ตรงหน้า
"วันนี้เรามาเรียนอักษรเฮอร์มีสที่เหลือกันเถอะ"
"ผมอ่านจบไปตั้งนานแล้ว"
ลอว์นรับต้นฉบับมาแล้วโยนกลับไปใส่ตักเซอร์ซีโดยไม่แม้แต่จะมอง
อักษรเฮอร์มีสหรือที่เรียกอีกอย่างว่าสัญลักษณ์ภาษาเฮอร์มีสเป็นระบบสัญลักษณ์โบราณที่เชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดมาจากกรีกโบราณ
เฮอร์มีสคือเทพเจ้าแห่งการสื่อสารในตำนานเทพเจ้ากรีก ว่ากันว่าเขาเป็นผู้ประดิษฐ์ระบบสัญลักษณ์นี้ขึ้นและถ่ายทอดให้กับมนุษย์
สัญลักษณ์ภาษาชนิดนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในยุคกรีกและโรมันโบราณเพื่อใช้ในการบันทึก การสื่อสาร และพิธีกรรมลึกลับ
โดยทั่วไปแล้วพวกมันจะประกอบไปด้วยเส้นและรูปทรงเรขาคณิต โดยสัญลักษณ์แต่ละตัวจะแทนตัวอักษร คำ หรือแนวคิดที่เฉพาะเจาะจง
สัญลักษณ์เหล่านี้มักจะถูกสลักไว้บนก้อนหิน เครื่องปั้นดินเผา หรือกระดาษ และยังสามารถใช้เป็นเครื่องรางหรือคาถาเวทมนตร์ได้อีกด้วย
ประกอบกับรูปร่างและการจัดเรียงของสัญลักษณ์ภาษาเฮอร์มีสก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อยู่ในตัว ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถถ่ายทอดข้อความและพลังที่ซ่อนอยู่ได้ ดังนั้นของสิ่งนี้จึงมักจะเป็นหนึ่งในวิชาบังคับสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนเวทมนตร์และคาถาอาคม
เซอร์ซีเกาหัว นัยน์ตาสีรุ้งของเธอฉายแววสับสนอย่างหนัก
"หืม ฉันจำได้ว่ายังเหลืออีกตั้งหลายหน้าไม่ใช่เหรอ"
"ผมเรียนด้วยตัวเองหมดแล้ว มัวแต่รอให้คุณอืดอาดอธิบายจนจบก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะเรียนจบหรือเปล่า"
ลอว์นอดไม่ได้ที่จะมองบนพร้อมกับทำหน้าตึงและแค่นเสียงเย็นชา
เนื่องจากเป็นวิชาบังคับพื้นฐาน ความยากก็เลยไม่ได้มากนัก
แต่หนังสือที่มีความหนาแค่ไม่กี่สิบหน้าเล่มนี้ เซอร์ซีใช้เวลาอธิบายไปถึงครึ่งเดือนแล้วแต่ก็ยังเหลืออีกตั้งหนึ่งในสาม ลอว์นเริ่มสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้มีเชื้อสายนกอินทรีหรอก แต่น่าจะเป็นนกพิราบมากกว่า วันๆ เอาแต่ขี้เกียจและชอบเทเขาอยู่เรื่อย
ขณะที่แอบนินทาอยู่ในใจ นัยน์ตาสีม่วงของลอว์นก็มองไปที่แม่มดอินทรีที่อยู่ตรงหน้า แววตาของเขาแฝงไปด้วยความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ งั้นฉันขอทดสอบนายหน่อยก็แล้วกัน"
เซอร์ซีเปิดต้นฉบับหนังแกะด้วยความสงสัย เธอใช้กิ่งไม้วาดสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันห้าแบบลงบนแผ่นหิน
ลอว์นปรายตามองเพียงแวบเดียวและตอบกลับไปตามลำดับโดยไม่ต้องคิด
"รูปสามเหลี่ยมนี้หมายถึงไฟ เป็นตัวแทนของพลังงานและความหลงใหล รูปสี่เหลี่ยมหมายถึงดิน เป็นตัวแทนของความมั่นคงและหนักแน่น รูปวงกลมหมายถึงน้ำ เป็นตัวแทนของการไหลเวียนและการเปลี่ยนแปลง รูปครึ่งวงกลมหมายถึงลม เป็นตัวแทนของความคิดและการสื่อสาร และไฟ ดิน น้ำ ลม ก็คือธาตุทั้งสี่ที่ประกอบขึ้นเป็นรากฐานของโลกตามที่มักจะกล่าวถึงในเวทมนตร์"
"ส่วนรูปสุดท้าย รูปเกลียวหมายถึงวิญญาณ เป็นตัวแทนของการเติบโตและวิวัฒนาการ..."
"ข้างต้นคือการใช้งานแบบเดี่ยวๆ แต่เมื่อนำสัญลักษณ์เหล่านี้มารวมกันก็จะสามารถสร้างเมทริกซ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นได้ ซึ่งผลลัพธ์ของเมทริกซ์ก็จะเปลี่ยนไปตามรูปร่าง ขนาด และการจัดเรียงของสัญลักษณ์แต่ละตัว นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าวงเวทนั่นเอง"
เขาอธิบายความหมายของอักษรเฮอร์มีสทั้งห้าตัวตามตำราเป๊ะๆ จากนั้นก็หยุดชะงักไปเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเขาก็ค่อยๆ ลึกล้ำขึ้น
"แก่นแท้ของมันก็คือการใช้ธาตุเป็นรากฐาน ใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อกลาง ใช้วิญญาณเป็นผู้ควบคุม และกำหนดกฎเกณฑ์ตามเจตจำนงของตนเองเพื่อสร้างโลกจำลองขึ้นมาใหม่!"
"เรื่องพวกนี้ใครบอกนาย"
"ผมเดาเอาเอง..."
"...?!"
นัยน์ตาสีชมพูของเซอร์ซีค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น เธอมองสำรวจศิษย์ทรยศตรงหน้าที่พูดจาน่าทึ่งด้วยสายตาแปลกประหลาด จากนั้นสีหน้าของเธอก็แฝงไปด้วยความรู้สึกเปรี้ยวอมขมกลืน
"นายรู้ไหมว่าฉันต้องใช้เวลาตั้งหลายสิบปีกว่าจะคิดเรื่องพวกนี้ตก"
"ผมก็แค่ฟลุ๊กน่ะครับ"
สีหน้าของลอว์นไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมามากนัก น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ
ตัวอักษรและสัญลักษณ์ไม่ได้เป็นเพียงสื่อกลางในการสื่อสารทางภาษาเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแทนของมุมมองและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของผู้สร้างและอารยธรรม ซึ่งย่อมต้องแฝงไปด้วยหลักปรัชญาที่สมบูรณ์แบบ
ความรู้ความเข้าใจระดับนี้ไม่ได้มีอะไรน่าภูมิใจเลย มันก็แค่ตอนที่เขาออกแบบเนื้อเรื่องและโครงสร้างของเกม เขาได้ศึกษาตรรกะการทำงานของภาษาโบราณมากกว่าหนึ่งภาษาและเข้าใจความเชื่อมโยงที่คล้ายคลึงกันของพวกมัน
และเมื่อเข้าใจหลักการหนึ่งอย่าง หลักการอื่นๆ ก็จะเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งตามไปด้วย
เมื่อเห็นว่าศิษย์ทรยศของตัวเองทำผลงานได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ในฐานะอาจารย์ เซอร์ซีก็จำต้องล้มเลิกความคิดที่จะหาเรื่องอู้ เธอฝืนทำตัวให้ตื่นตัวและหยิบหนังสืออีกเล่มออกมาจากกองหนังสือ
"ในเมื่อนายเข้าใจอักษรเฮอร์มีสหมดแล้ว งั้นต่อไปเรามาเรียนวิชาปรุงยากันเถอะ"
"เรียนจบไปตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วครับ"
ลอว์นเตือนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขามองไปยังอาจารย์ผู้สอนที่ไม่ค่อยจะพึ่งพาได้ของตนด้วยสายตาลึกล้ำ
เซอร์ซีไอแก้เก้อและรีบเปลี่ยนเป้าหมายทันที
"แล้ววิชาเล่นแร่แปรธาตุเล่มนี้ล่ะ"
"เมื่อสามเดือนก่อนครับ"
"วิชาอัญเชิญกับวิชาแปลงกายล่ะ"
"วิชาอัญเชิญก็พอได้อยู่ คุณเคยบอกว่าวิชาแปลงกายไม่ค่อยเหมาะกับสภาพร่างกายของผม ดูเหมือนจะต้องใช้สายเลือดเฉพาะ นี่คือวิชาที่เพิ่งเรียนจบไปเมื่อสัปดาห์ก่อน..."
"..."
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความนัยของลูกศิษย์ ใบหน้าของเซอร์ซีก็ปรากฏรอยแดงจางๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติ เธอมองกองหนังสือเวทมนตร์ที่ไร้ประโยชน์บนพื้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะโอดครวญด้วยความหดหู่ใจ
จะขยันอะไรขนาดนั้น รีบไปเกิดใหม่หรือไงเนี่ย
หนังสือเวทมนตร์ที่เธออุตส่าห์ดั้นด้นหามาแทบจะถูกใช้ไปจนหมดแล้ว แล้วต่อไปจะสอนอะไรดีล่ะ
อาจารย์ผู้แสนเกียจคร้านคนหนึ่งพยายามหมุนสมองที่มีขนาดเท่าเมล็ดวอลนัตตามตำนานของนก เธอชำเลืองมองนักเรียนที่เก่งเกินไปตรงหน้าเป็นระยะด้วยสายตาที่ขุ่นเคืองมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะงี้แหละ เธอถึงเกลียดการสอนหนังสือที่สุดเลย!
ในที่สุดหลังจากพยายามเค้นสมองคิดอยู่นานถึงครึ่งชั่วโมง เซอร์ซีก็โยนภารกิจการเรียนของวันนี้ออกมาอย่างอ่อนแรง
"งั้นเรามาเรียนวิชาทำสมาธิกันดีไหม"
ลอว์นวางตำราเรียนเก่าๆ ที่เปิดดูอยู่ในมือลงแล้วพยักหน้าอย่างใจเย็น
ตลอดสิบหกปีที่ผ่านมา แม้ว่าเขาจะอาศัยอยู่บนเกาะเออีอาแห่งนี้และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ดาบของดาโมคลีสที่แขวนอยู่บนหัวก็ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้เพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันตัวของตัวเอง ลอว์นจึงทุ่มเทให้กับการเรียนเวทมนตร์และคาถาอาคมอย่างเต็มที่ ถึงขนาดงัดเอาความพยายามตอนเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในชาติก่อนออกมาใช้เลยทีเดียว
เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีเขาก็แทบจะดูดซับความรู้ด้านเวทมนตร์จากสมองของแม่มดผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ไปจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้เมื่อเทียบกับเซอร์ซี สิ่งที่เขาขาดไปก็คงมีแค่พลังเวท ประสบการณ์ และเทคนิคเท่านั้น
และการทำสมาธิในฐานะวิชาพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนเวทมนตร์ก็เป็นวิธีหลักในการเสริมสร้างจิตใจให้มั่นคงและเพิ่มพูนพลังเวท
แทนที่จะเสียเวลาไปกับการสอนแบบขอไปทีของยัยนกพิราบจอมขี้เกียจ สู้เอาเวลาไปทำสมาธิและสะสมพลังเวทให้มากขึ้นยังจะดีกว่า
"งั้นก็ดีเลย รอเดี๋ยวนะ ฉันขอไปเตรียมของหน่อย!"
เมื่อได้รับการเห็นชอบ เซอร์ซีก็รีบกระโดดลุกจากที่นั่งและวิ่งกระหืดกระหอบออกไปนอกวิหาร
ลอว์นปรายตามองแผ่นหลังของอาจารย์นกโง่ที่แทบจะวิ่งหนีเตลิดไป เขาแอบส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เอื้อมมือไปหยิบต้นฉบับภาษาเฮอร์มีสขึ้นมา ใช้กิ่งไม้วาดตามรอยสัญลักษณ์ที่เซอร์ซีเขียนไว้บนแผ่นหิน
แม้ว่าความรู้ทางทฤษฎีของเขาจะเต็มร้อยแล้ว แต่การจะคัดลอกเอกลักษณ์อันสมบูรณ์แบบของอักษรเฮอร์มีสแต่ละตัวก็ยังคงเป็นเรื่องยากพอสมควร
หากต้องการอุดช่องโหว่นี้ก็มีเพียงการฝึกฝนอย่างยาวนานและน่าเบื่อหน่ายเท่านั้น
หลังจากลอว์นวาดตามไปได้ประมาณสามสิบกว่ารอบ ในที่สุดเซอร์ซีก็กลับมาที่วิหารพร้อมกับเสียงดังโครมคราม เธอกระแทกหม้อซุปขนาดใหญ่ที่มีเสียงน้ำเดือดปุดๆ วางไว้ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน จากนั้นก็วางชามดินเผาหยาบๆ สองใบที่นำติดตัวมาด้วยลงบนพื้น
พร้อมกับเสียงคนน้ำซุปที่เหนียวข้น ชามดินเผาทั้งสองใบก็ถูกตักจนพูน
ลอว์นมองดูน้ำซุปสีดำอมเขียวในชามตรงหน้า หางตาของเขาอดไม่ได้ที่จะกระตุกพร้อมกับทำหน้าเหมือนอยากจะถามว่า "นี่คุณล้อผมเล่นใช่มั้ย"
[จบแล้ว]