- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นลูกซุส แต่ขอตั้งตนเป็นศัตรูกับโอลิมปัสแล้วกัน
- บทที่ 5 - กำปั้นมันสั่นไปหมดแล้ว
บทที่ 5 - กำปั้นมันสั่นไปหมดแล้ว
บทที่ 5 - กำปั้นมันสั่นไปหมดแล้ว
บทที่ 5 - กำปั้นมันสั่นไปหมดแล้ว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ยามราตรีที่เงียบสงบ ดาวตกสีหม่นพาดผ่านท้องฟ้าและร่วงหล่นลงสู่ตำหนักของเทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามอย่างเงียบเชียบ
พร้อมกับแสงสายฟ้าที่สาดส่องลงสู่พื้นดิน เทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามที่พำนักอยู่ภายในต่างพากันลืมตาขึ้น นัยน์ตาอันลึกล้ำของพวกนางสว่างไสวราวกับทะเลดาว
พวกนางคือธิดาของเอเรบัสเทพแห่งความมืดมิดและนิกซ์เทพีแห่งรัตติกาลซึ่งเป็นเทพเจ้าดั้งเดิม พวกนางมีหน้าที่ถักทอและกำหนดชะตากรรมของเหล่าทวยเทพรวมไปถึงสรรพสิ่งบนโลก
พี่สาวคนโตโคลโทคือผู้ถักทอชะตากรรม นางเป็นเทพีผู้กุมชะตาชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด หน้าที่ของนางคือการดึงเส้นด้ายแห่งชะตากรรมออกมาจากเครื่องปั่นด้ายด้วยมือของตัวเองแล้วส่งต่อให้ลาเคซิสน้องสาวคนรอง
เทพีผู้ชี้ขาดชะตากรรมองค์นี้จะใช้ไม้บรรทัดวัดความยาวของเส้นด้ายชะตากรรม และส่งมอบเหตุการณ์ในชีวิตที่สั้นยาวไม่เท่ากันให้กับน้องสาวคนสุดท้องซึ่งก็คืออโทรพอสเทพีผู้ยุติชะตากรรม
สุดท้ายเทพีอโทรพอสจะใช้กรรไกรแห่งชะตากรรมอันแหลมคมตัดเส้นด้ายชะตากรรมให้ขาดสะบั้น ถือเป็นการเสร็จสิ้นการกำหนดชะตาชีวิตของสิ่งมีชีวิตหนึ่งๆ อย่างสมบูรณ์
เส้นด้ายแห่งชะตากรรมที่มองเห็นเลือนรางเหล่านี้ถักทอพันกันอยู่บนยอดโดมของวิหารภายใต้แสงดาว ก่อให้เกิดเป็นเครือข่ายที่สลับซับซ้อนอย่างหาที่สุดไม่ได้ เชื่อมโยงจุดเริ่มต้นและจุดจบของสรรพสิ่งบนโลกเอาไว้ด้วยกัน
เพียงแค่มองแวบเดียว ต่อให้เป็นผู้ที่สูงส่งอย่างมหาเทพซุส เมื่อต้องเผชิญกับข้อมูลอันมหาศาลและอำนาจศักดิ์สิทธิ์อันลึกลับนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหวในใจ
"บุตรแห่งโครนัส ท่านไม่อยู่รักษาอำนาจบนโอลิมปัสแต่กลับมาเยือนวิหารของเราในยามวิกาลเช่นนี้ มีธุระสำคัญอันใดหรือ"
เสียงที่อาจจะฟังดูแก่ชราหรืออ่อนเยาว์ดังประสานกันอย่างพร้อมเพรียงมาจากในความมืด เทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามภายใต้แสงดาวก้มมองผู้กุมอำนาจแห่งยุคเทพเจ้ากรีกผู้นี้
ซุสในฐานะมหาเทพไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆ ออกมา ในทางกลับกันเขากลับโค้งตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับเอามือทาบอกและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอย่างนอบน้อม
"เทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามผู้ทรงเกียรติ ข้าอยากทราบว่าคำสาปของพวกไททันยังคงอยู่หรือไม่"
"ท่านตั้งคำถามกับเรามาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะถามซ้ำอีกกี่ครั้งคำตอบก็ยังคงเหมือนเดิม"
เสียงทั้งสามที่อาจจะแก่ชราหรืออ่อนเยาว์ตอบกลับมาอย่างพร้อมเพรียงและราบเรียบ บนใบหน้าทั้งสามตั้งแต่ตอนที่ยังไร้เดียงสาไปจนถึงตอนที่เป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นคนแก่ชรานั้นไม่มีความหวั่นไหวใดๆ เลยแม้แต่น้อย
"บุตรแห่งโครนัส ต่อให้เป็นท่านก็ไม่สามารถถอนคำสาปในสายเลือดนี้ได้ อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องที่เปล่าประโยชน์นี้อีกเลย"
เมื่อซุสได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็มืดมนลงทันที
ที่มาของคำว่าไททันนั้นเป็นฉายาที่เทพบิดรยูเรนัสตั้งให้กับลูกๆ ของเขา ซึ่งมีความหมายว่าผู้หวาดกลัวและผู้ก่อกบฏ เพราะชะตากรรมกำหนดไว้แล้วว่าพวกเขาจะต้องยกดาบขึ้นสังหารผู้เป็นพ่อเพื่อก่อกบฏและช่วงชิงอำนาจมาเป็นของตน
คำสาปนี้ผู้เป็นปู่อย่างยูเรนัสก็หนีไม่พ้น ผู้เป็นพ่ออย่างโครนัสก็หนีไม่พ้นเช่นกัน
และตอนนี้ก็เหลือเพียงเขาคนเดียวแล้ว
สีหน้าของซุสเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความลังเลใจ
"แต่ท่านคือกษัตริย์แห่งโชคชะตา ท่านจะนำพาโลกใบนี้ไปสู่ความรุ่งโรจน์อันสว่างไสวอย่างแน่นอน!"
เสียงประสานที่อาจจะแก่ชราหรืออ่อนเยาว์ประกาศกร้าวอย่างหนักแน่น ท่อนแขนทั้งหกขยับเส้นด้ายแห่งชะตากรรมไปมา ก่อให้เกิดเป็นรูปมงกุฎบนยอดโดม
"จงยอมรับการจัดสรรของโชคชะตาเถอะ มันจะไม่เป็นอุปสรรคต่อท่านอย่างแน่นอน"
ซุสพยักหน้าเบาๆ แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้โดยไม่ได้ตั้งใจ จึงหันกลับไปมองเทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามภายใต้แสงดาวและเอ่ยถามขึ้น
"จริงสิ เซเมลีองค์หญิงแห่งเมืองธีบส์ยอดรักของข้า นางเพิ่งจะตั้งครรภ์สายเลือดของข้า ข้าอยากรู้ชะตากรรมของพวกนาง"
"ชะตากรรมของพวกนาง... ของพวกนาง... ชะตากรรม... ชะตากรรม..."
เสียงประสานที่เคยพร้อมเพรียงกันเริ่มมีความผิดปกติ พวกนางเอาแต่พูดทวนคำถามซ้ำไปซ้ำมาราวกับเครื่องจักรที่ค้างไปชั่วขณะ
หลังจากชะงักไปพักใหญ่ เทพีแห่งโชคชะตาทั้งสามจึงค่อยๆ ดึงเงาของเส้นด้ายชะตากรรมสองเส้นที่ขาดสะบั้นออกมาจากความว่างเปล่าและให้คำตอบอย่างช้าๆ
"พวกนางตายแล้ว..."
เมื่อได้ยินข่าวร้าย ซุสก็หน้าถอดสี เขากลายร่างเป็นสายฟ้าพุ่งทะยานออกจากวิหารของเทพีแห่งโชคชะตาและมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองธีบส์อย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นความตื่นตระหนกในฐานะสามีและพ่ออย่างเต็มที่
ทว่าหลังจากบินออกจากวิหารแห่งโชคชะตามาได้ระยะหนึ่ง มหาเทพผู้นี้กลับหันหลังกลับและบินมุ่งหน้าไปยังโอลิมปัสแทน
ภายในวิหารอันกว้างใหญ่เปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ได้ดับมอดลงแล้ว
ความวุ่นวายไม่มีอยู่อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงแล้ว
ซุสที่ยืนอยู่หน้าประตูทอดสายตามองไปยังบัลลังก์เทพอันยิ่งใหญ่ที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว ใบหน้าที่ตึงเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง เขาปิดประตูวิหารและเดินกลับไปยังห้องบรรทมของตน
เอี๊ยด
สายลมเบาบางพัดผ่านช่องประตูเข้ามาในห้อง ขี้เถ้าสีเทาขาวในคบเพลิงหลุดร่วงลงมา เผยให้เห็นประกายไฟสีแดงเข้มที่กระพริบอยู่เบื้องล่าง
พรึ่บ
เปลวไฟดวงหนึ่งเต้นเร่าและลุกโชนขึ้น ขี้เถ้าที่ดับมอดไปแล้วกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้งในความมืดมิด
ในขณะเดียวกัน บนดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เทพีผมม่วงผู้มีผ้าคลุมหน้าดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง นางจึงยกริมฝีปากบางขึ้น
"เทียบกับชะตากรรมที่ตายตัวแล้ว การแข่งขันที่คาดเดาผลแพ้ชนะไม่ได้มันน่าสนุกกว่าเยอะเลย เกมการแข่งขันก็ต้องมีแพ้มีชนะสิ..."
นิ้วมือเรียวขาวผ่องดุจหยกปล่อยออก ลูกเต๋าหินเซอร์เพนทีนสิบสองหน้าวาดเส้นโค้งอันงดงามกลางอากาศแล้วร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
สิบหกปีผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับพลิกฝ่ามือ วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไป
ณ เกาะเออีอาในทะเลโอเชียนัส
ลมทะเลที่มีกลิ่นเค็มคาวพัดผ่านป่าทึบที่เขียวชอุ่มบริเวณหุบเขา กิ่งไม้และใบไม้สีเขียวขจีส่งเสียงดังสวบสาบ หัวที่ดุร้ายสีดำและสีเขียวอมฟ้าสามหัวหยุดฉีกทิ้งเหยื่อโดยสัญชาตญาณ พวกมันเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว ดวงตาแนวตั้งที่มีลักษณะคล้ายงูจ้องมองไปรอบด้านด้วยความระแวดระวัง
"แบะ"
แพะภูเขาสองตัวที่ใกล้ตายดิ้นรนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอยู่ใต้กรงเล็บยักษ์ของสัตว์ประหลาด เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูก
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งดึงดูดความสนใจของสัตว์ประหลาดริมทะเลสาบให้กลับมาอีกครั้ง หัวที่หันไปมาชนกันพร้อมกับส่งเสียงขู่คำรามต่ำๆ พวกมันฉีกกินเหยื่อบนพื้นและไม่นานเสียงร้องโหยหวนก็เงียบลง
รูปร่างคล้ายมังกรแต่มีขนาดเล็กกว่า มีความยาวประมาณสิบถึงยี่สิบเมตร มีเพียงสองขา กรงเล็บคล้ายนก ปีกมีทั้งเกล็ดและขน หางมีหนามแหลม มีสายเลือดผสมระหว่างมังกรยักษ์และกริฟฟอน
ดูเหมือนว่าจะเป็นไวเวิร์นพันธุ์แท้
ใต้ร่มเงาไม้ในป่าทึบ ดวงตาสีม่วงคู่หนึ่งจ้องมองผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ไปยังมังกรสายเลือดรองทั้งสามตัวริมทะเลสาบที่ค่อยๆ ลดความระแวดระวังลง เมื่อเวลาผ่านไป มุมปากของเขาก็ค่อยๆ ยกขึ้น
"เป๊าะ!"
สิบห้านาทีต่อมา พร้อมกับเสียงดีดนิ้วที่ดังกังวาน ไวเวิร์นที่ยืนโซเซอยู่ริมทะเลสาบก็มีฟองสีขาวฟูมปากแล้วล้มตึงลงกับพื้น
ร่างอันใหญ่โตแต่ละร่างชักกระตุกขาทั้งสองข้างและปีกอย่างควบคุมไม่ได้ราวกับกบที่ถูกถลกหนัง
"อืม ผลการทำให้ชาและภาพหลอนของแมนเดรกค่อนข้างดีทีเดียว มันช่วยชะลอการตอบสนองของเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ดูเหมือนปริมาณของพิษเฮมล็อกจะไม่ค่อยพอเท่าไหร่ ประเมินความต้านทานพิษของพวกไวเวิร์นต่ำไปหน่อย รู้อย่างนี้จับแพะสองตัวนี้กรอกยาให้เยอะกว่านี้ก็ดี..."
พร้อมกับอากาศที่บิดเบี้ยวและสั่นไหว เสียงพึมพำต่ำๆ ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มรูปงามผมเงินตาสีม่วงคนหนึ่งเดินทอดน่องเข้าไปยังที่เกิดเหตุพลางจดบันทึกลงในสมุด
รอยขีดเขียนนั้นดูเป็นเหลี่ยมเป็นมุมและดูเหมือนจะแตกต่างจากตัวอักษรของกรีกอย่างสิ้นเชิง
"โฮก!"
เมื่อจู่ๆ ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญโผล่เข้ามาในอาณาเขตของพวกมัน ไวเวิร์นทั้งสามตัวก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาตามสัญชาตญาณ พวกมันชูหัวที่มึนงงขึ้นและอ้าปากพ่นน้ำลายพิษสีเขียวเข้มออกมาเป็นก้อนๆ
โดยทั่วไปแล้วในฐานะที่เป็นสายเลือดผสม มังกรสองขาอย่างพวกมันย่อมไม่สามารถใช้ลมหายใจมังกรที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงเหมือนพวกมังกรชั้นสูงพันธุ์แท้ได้ แต่พวกมันก็สามารถพ่นพิษที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงได้โดยอาศัยลักษณะทางชีวภาพของพวกมันเอง
น้ำพิษสีเขียวเข้มสาดกระเซ็นไปข้างหน้า กระทบกับพุ่มไม้และพื้นหญ้าบริเวณใกล้เคียงจนเกิดเสียงดังซู่ซ่า ทิ้งรอยไหม้เกรียมและรอยเหี่ยวเฉาเป็นวงกว้าง
และร่างที่รับเคราะห์เป็นคนแรกก็เต็มไปด้วยรูพรุน ก่อนจะแตกสลายและหายไปในทันที
ร่างโคลนงั้นเหรอ!
ในความมืดสลัว ไวเวิร์นทั้งสามตัวมองดูหมอกควันที่แตกสลายอยู่ตรงหน้า หัวที่มึนงงของพวกมันก็ตื่นตัวขึ้นมาทันทีและรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"ฉึก! ฉึก! ฉึก!"
แต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ตอบสนอง ลำแสงสีม่วงสว่างจ้าก็ระเบิดออก ความเจ็บปวดแสนสาหัสพุ่งพล่านมาจากหลังคอ หัวสีดำอมฟ้าทั้งสามหัวรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างก่อนจะกลิ้งหลุดกระเด็นลงไปบนพื้น จนกระทั่งตายดวงตาของพวกมันก็ยังคงเต็มไปด้วยความสับสนและความโกรธแค้น
คำว่าขี้โกงน่าจะเป็นคำคุณศัพท์เพียงคำเดียวที่พวกมันสามารถนึกออกได้ในตอนนี้
เมื่อร่างอันใหญ่โตสูญเสียการทรงตัวและล้มลงกระแทกพื้น เลือดสีแดงทองก็พุ่งทะลักออกมาจากคอที่ขาดสะบั้น หยาดฝนสีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว รูปร่างของคนกึ่งโปร่งใสในอากาศก็ค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น
เรียบร้อย
เมื่อมองดูไวเวิร์นที่หัวหลุดกระเด็นไปคนละทิศคนละทางเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น ชายหนุ่มรูปงามผมเงินหรือจะเรียกให้ถูกก็คือลอว์นที่โตเป็นหนุ่มแล้วก็เผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาก็จับมีดสั้นทองสัมฤทธิ์ในมือกลับด้านแล้วแทงทะลุหัวกะโหลกของไวเวิร์นทีละตัวเพื่อปิดฉากอย่างหมดจด
ไวเวิร์นมีลักษณะของงู และสัตว์ประหลาดจำพวกงูก็มักจะขึ้นชื่อเรื่องความอึด ต่อให้ถูกตัดหัวไปแล้ว หัวงูก็ยังคงมีความตื่นตัวในระดับหนึ่ง มันสามารถมีชีวิตอยู่ได้ระยะหนึ่งด้วยอัตราการเผาผลาญที่ต่ำมากๆ และยังคงสามารถกัดได้อยู่
เพื่อป้องกันไม่ให้หัวบนพื้นกระโดดขึ้นมากัดให้เจ็บตัวและโดนลากไปตายเป็นเพื่อน การแทงซ้ำอีกสักสองสามทีล่วงหน้าย่อมปลอดภัยกว่าเยอะ
หลังจากแน่ใจว่าไวเวิร์นทั้งสามตัวตายสนิทแล้ว ชายหนุ่มรูปงามผมเงินตาสีม่วงก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดวงตาของเขาเป็นประกายขณะมองดูผลงานจากการล่าในครั้งนี้
เขี้ยวมังกรสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเวทมนตร์และเล่นแร่แปรธาตุได้ เกล็ดมังกรสามารถนำไปทำชุดเกราะได้ สรรพคุณทางยาและทางพิษของต่อมพิษนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนหัวใจมังกรและผลึกมังกรที่ล้ำค่ายิ่งกว่าก็เป็นผลึกเวทมนตร์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นเครื่องสังเวยชั้นยอด สรุปก็คือของพวกนี้มีค่าทั้งตัว
ต้องยอมรับเลยว่าในฐานะที่เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์มังกร ต่อให้เป็นแค่สายเลือดรองก็ยังมีมูลค่ามหาศาลอยู่ดี
แน่นอนว่าข้อแม้ก็คือคุณต้องแน่ใจว่าคุณเป็นคนไปกินโต๊ะจีน ไม่ใช่เป็นคนเอาอาหารไปเสิร์ฟให้พวกมันกิน
หลังจากสงบสติอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านในใจได้แล้ว ลอว์นก็ถือมีดสั้นทองสัมฤทธิ์เตรียมจะเดินเข้าไปเก็บเกี่ยววัตถุดิบหายากที่ดรอปมาจากไวเวิร์นทั้งสามตัว แต่จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือหัวก็มืดครึ้มลง สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆ กลับถูกแทนที่ด้วยกระแสลมที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง
ยังมีอีกเหรอ!
รูม่านตาสีม่วงของลอว์นหดเกร็ง เขากระโดดถอยหลังไปหลายสิบเมตรโดยไม่ต้องเสียเวลาเงยหน้าขึ้นมอง
"ตู้ม!"
ชั่วพริบตานั้น พื้นที่ที่เขาเคยยืนอยู่ก็ราวกับถูกอุกกาบาตที่พุ่งตกลงมาด้วยความเร็วสูงพุ่งชนจนฝุ่นควันตลบอบอวล
และในขณะเดียวกัน ลอว์นที่ลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัยก็ขว้างมีดสั้นทองสัมฤทธิ์ในมือออกไปโดยไม่ลังเล มีดสั้นที่ห่อหุ้มด้วยแสงสีม่วงแดงพุ่งเข้าใส่ร่างอันใหญ่โตที่ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางฝุ่นควัน
"แกร๊ง!"
แต่สิ่งที่ตามมากลับเป็นเสียงโลหะแตกหักที่ดังกังวาน
แข็งแกร่งมาก!
ลอว์นรู้ตัวว่าการโจมตีของตนดูเหมือนจะไม่สะเทือนผิวของอีกฝ่ายเลย ใจของเขาร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบยกมือขวาขึ้นมากัดปลายนิ้วชี้จนเลือดออกแล้ววาดอักษรเฮอร์มีสสีเลือดกลางอากาศอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นพลังเวทอีเธอร์ในอากาศก็มารวมตัวกันอยู่ตรงหน้าของลอว์น ก่อตัวเป็นหอกสีเลือดหลายเล่มพุ่งเข้าใส่กลุ่มฝุ่นควันเบื้องหน้าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
"เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!"
ทว่ากลับมีเสียงแตกหักแหลมเล็กดังขึ้นในอากาศอย่างต่อเนื่อง ร่างอันใหญ่โตนั้นพุ่งพรวดออกมาจากกลุ่มฝุ่นควัน เผยให้เห็นรูปร่างที่สมบูรณ์แบบภายใต้แสงแดด
เกล็ดหนา เขาแหลม มีปีก มีสี่ขา...
นี่มันมังกรชั้นสูง!
"ตู้ม!"
เงาดำที่บดบังท้องฟ้าพุ่งดิ่งลงมา พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ลอว์นที่รับเคราะห์เป็นคนแรกถูกกรงเล็บยักษ์สีแดงเข้มคู่หนึ่งกดทับลงไปในหลุมลึกหลายเมตรจนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
ส่วนหัวที่ดุร้ายก็ค่อยๆ ก้มลงมาหาเหยื่อที่ดิ้นไม่หลุดอยู่ใต้กรงเล็บ ปากที่อาบไปด้วยเลือดก็อ้ากว้างขึ้น
ทว่าเหยื่อที่กำลังจะถูกกลืนกินเข้าไปในท้องกลับขมวดคิ้วสูดจมูกฟุดฟิด กรอกตาบนและแค่นเสียงรำคาญใจ
"เล่นพอหรือยังครับอาจารย์"
ทันใดนั้นหัวมังกรก็ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ มันกะพริบตายักษ์ปริบๆ
"เวทแปลงกายของฉันสมบูรณ์แบบขนาดนี้ ทำไมนายถึงมองออกทุกทีเลย"
เสียงผู้หญิงที่สดใสและไพเราะดังออกมาจากปากของมังกรยักษ์ แฝงไปด้วยความสับสนและอยากรู้อยากเห็นอย่างเต็มเปี่ยม
แถมยังรู้สึกขัดหูอย่างรุนแรงอีกด้วย
"ใช้สมองสิครับอาจารย์! มังกรแดงเป็นสัตว์รักสันโดษ หวงถิ่นอาศัยมากๆ แล้วก็ชอบอากาศร้อนๆ มันจะมาหมกตัวอยู่บนเกาะชื้นๆ เป็นเพื่อนบ้านกับพวกไวเวิร์นได้ยังไง"
ลอว์นที่นอนอยู่บนพื้นพยายามแกะกรงเล็บที่กดทับหน้าอกของเขาออกพลางเอ่ยซ้ำเติมอย่างไม่สบอารมณ์
"อีกอย่าง สัตว์ประหลาดบ้านไหนจะมีกลิ่นเครื่องหอมกับกลิ่นสมุนไพรฉุนกึกขนาดนี้"
เมื่อร่างกายของทั้งสองสัมผัสกัน มังกรยักษ์ที่เคยดูน่าเกรงขามและดุร้ายก็แตกสลายหายไปราวกับฟองสบู่ ร่างอันใหญ่โตหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเด็กสาวร่างเล็กผู้มีหูแหลม ผมยาวสีชมพู นัยน์ตาสีรุ้งและมีปีกนกอินทรีอยู่ด้านหลัง
นางคือแม่มดอินทรีเซอร์ซี กึ่งเทพผู้กุมอำนาจแห่งดวงจันทร์และความรัก และยังเป็นผู้ปกครองเกาะเออีอาอีกด้วย
และเธอก็ยังเป็นแม่บุญธรรมและอาจารย์ที่เก็บลอว์นมาจากชายหาดเมื่อสิบหกปีก่อนและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่
ในเวลานี้ เมื่อโดนลูกศิษย์สับแหลกไม่ยั้ง เซอร์ซีก็หน้าเสียไปเล็กน้อย เธอรีบกอดอกแล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโส
"ชิ แค่ฉลาดแกมโกงนิดหน่อยมีอะไรให้น่าภูมิใจนักหนา ถ้าเมื่อกี้เป็นมังกรยักษ์ตัวจริง ป่านนี้นายโดนฉีกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว การสอบครั้งนี้ไม่ผ่าน ศูนย์คะแนน!"
"ครับๆๆ"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเซอร์ซีที่ทำตัวเป็นอาจารย์เจ้าระเบียบ ลอว์นก็ทำตัวเหมือนปลาเค็มปล่อยจอย เขาพยักหน้าส่งๆ ไปอย่างขอไปทีแล้วชำเลืองมองภาระที่กดทับอยู่บนตัวเขา
"แล้วตอนนี้อาจารย์จะลุกออกไปจากตัวผมได้หรือยังครับ"
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ หลังจากคลายเวทแปลงกายแล้ว แม่มดสาวที่นั่งถ่างขาก็ดันมานั่งทับอยู่บนหน้าท้องของลอว์นพอดี
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาสิบหกปี ทารกน้อยในวันวานได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ในขณะที่แม่มดผู้ยิ่งใหญ่อย่างเซอร์ซียังคงรักษาส่วนสูงไว้ที่ไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบเซนติเมตรเหมือนเดิม เมื่อมาอยู่ต่อหน้าลอว์นที่สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร มันก็เลยเกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด
ท่าทางแบบนั้นไม่ได้ดูเหมือนอาจารย์ที่กำลังสั่งสอนลูกศิษย์เลย แต่ดูเหมือนลูกสาวที่กำลังอ้อนพ่อมากกว่า
เมื่อเซอร์ซีรู้สึกตัวว่าสถานการณ์มันดูแปลกๆ เธอก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างเก้อเขิน หันหน้าหนีและแสร้งทำเป็นออกคำสั่ง
"เอาล่ะ จัดการพวกไวเวิร์นที่มาทำรังบนเกาะเสร็จแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ"
ลอว์นลุกขึ้นจากพื้นพลางลูบหน้าท้องและบ่นพึมพำ
"แต่อาจารย์ครับ ผมขอแนะนำอะไรหน่อยได้ไหม"
"อะไร"
เซอร์ซีหยุดเดินโดยสัญชาตญาณและหันหน้ากลับมามองด้วยความสงสัย
ลูกศิษย์ตัวแสบก้มหน้าลง สายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจมองไปที่ดินแดนอันแห้งแล้งและน่าหดหู่ใจนั้น ก่อนจะหลุบตาลงและเตือนสติด้วยความหวังดี
"เมื่อกี้มันทิ่มจนผมเจ็บไปหมดทั้งตัวเลย วันหลังอาจารย์กินให้มันเยอะๆ หน่อยจะได้มีเนื้อมีหนังบ้างนะครับ..."
"..."
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง แม่มดผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งจะเข้าใจความหมายก็เงยหน้าขึ้นขวับ เธอมองตามแผ่นหลังของศิษย์ทรยศที่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไป สีหน้าของเธอค่อยๆ มืดมนและบิดเบี้ยว เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังมาจากในแขนเสื้อ
กำปั้นมันสั่นไปหมดแล้ว
[จบแล้ว]