- หน้าแรก
- ผู้เล่นพวกนี้ประหลาดกว่าสิ่งลี้ลับซะอีก
- บทที่ 4 ความปรารถนาเล็กๆ
บทที่ 4 ความปรารถนาเล็กๆ
บทที่ 4 ความปรารถนาเล็กๆ
“อืม ถ้างั้นเรื่องนี้ก็เอาตามนี้ก่อน หากไม่เหมาะสมจริงๆ วันหลังค่อยเปลี่ยนคนก็แล้วกัน!”
หนิงเจิงที่เริ่มมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ก็ตั้งใจจะเริ่มรับสมัครคนอย่างเป็นทางการแล้ว
เพราะหมู่บ้านหลอมกระบี่ก็ถูกทิ้งร้างมาหลายวันแล้ว รอการฟื้นฟู เตรียมต้อนรับเพื่อนใหม่ๆ ให้มาเยือน
เขาไม่ได้คิดจะไปอยู่ที่หมู่บ้านหลอมกระบี่แต่อย่างใด
ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านวิญญาณตีนเขาก็ดีมากอยู่แล้ว ที่นี่ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ พ่อแม่พี่น้องชาวบ้านที่น่ารักก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้
ไม่นาน เสี่ยวอ้ายก็สร้างเว็บไซต์ทางการแบบเรียบง่ายขึ้นมา ก็มีคนมาฝากข้อความแล้ว
[โอนี่จอมเกรี้ยวกราด: จำลองเสมือนจริง 100%? ล้อฉันเล่นหรือเปล่า แล้วที่เรียกว่าผู้ดำเนินรายการเกมนี้ คือรับสมัครผู้สร้างเกมหน้าเลือดเข้ามาในเกมหรือไง?]
[หนุ่มหล่อรุ่นสอง: ฉันว่าน่าสนใจดีนะ ให้ผู้เล่นส่วนหนึ่งเป็นผู้สร้างเกม ส่วนหนึ่งเป็นผู้เล่น บริหารจัดการกันเอง ฉันชักจะสนใจแล้วสิ]
[ฟ้าโปร่ง: น่าจะเป็นรูปแบบการเล่นพิเศษ ฉันเอาด้วย ฉันถนัดที่สุดเลยเรื่องจัดการพวกปลาซิวปลาสร้อยที่ชอบพูดจาไร้สาระ!]
มีข้อความไม่เยอะ ผ่านไปเต็มวันมีแค่ไม่กี่ร้อยข้อความ ดูเหมือนความนิยมจะไม่ค่อยสูงนัก
“ติดต่อได้จริงๆ ด้วย!”
หนิงเจิงมองดูเพื่อนจากบ้านเกิดด้วยความรู้สึกคุ้นเคย ตัวอักษรเหลี่ยมๆ ที่คุ้นเคยเหล่านั้นทำให้เขาที่ตกเป็นทาสในต่างโลกรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน
ตอนที่เขามาโลกนี้ พรสวรรค์ในการตีเหล็กนั้นธรรมดามาก โดนพวกคนวิปริตเหล่านั้นจ้องเล่นงานตลอดเวลา แม้แต่พวกทาสด้วยกันก็ยังรังแกเขา
หนีลงจากเขามาก็หวาดผวาทุกวัน ไม่มีมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เลยสักคน
ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีนี้ แม้จะหล่อหลอมนิสัยอดทนอดกลั้นและมั่นคงขึ้นมาได้ แต่สภาพจิตใจก็มาถึงจุดวิกฤต แทบจะบ้าอยู่แล้ว!
ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว
หลังจากเชื่อมต่อกับบ้านเกิดได้ เมื่อเห็นตัวอักษรที่คุ้นเคยในอดีต ก็ทำให้เขารู้สึกตื้นตันจนน้ำตาจะไหล นี่ไม่ใช่ความรู้สึกคิดถึงบ้านเกิดอย่างสุดซึ้ง แต่เป็นความรู้สึกยินดีที่ได้หลุดพ้นจากการเป็นทาสและต้อนรับชีวิตใหม่
“เสี่ยวอ้าย”
[ฉันอยู่นี่]
“ขอบใจเจ้านะ”
เขาไม่ใช่คนเสแสร้ง หลายปีมานี้เขารู้สึกขอบคุณ “โชคชะตา” นี้มาก ที่ทำให้เขามีความกล้าที่จะสู้ยิบตากับสัตว์ประหลาดพวกนั้นในโลกที่แสนโหดร้ายและน่าสะพรึงกลัวนี้
เสี่ยวอ้าย: [ด้วยความยินดี โปรดพยายามเข้านะ แม้ชีวิตจะมอบความเจ็บปวดให้ แต่ฉันก็จะตอบแทนด้วยเสียงเพลง]
แม้เสี่ยวอ้ายจะดูทึ่มๆ แต่จริงๆ แล้วก็ดูทึ่มๆ นิดหน่อยนั่นแหละ
เสี่ยวอ้าย: [จากการเปรียบเทียบข้อมูลกิจกรรมของเกมที่ติดตาม โอกาสที่เกมจะตายสนิทสูงถึง 99%]
จากการวิเคราะห์ของผู้ช่วยเสี่ยวอ้าย โดยทั่วไปแล้วเกมเฉพาะกลุ่มแบบนี้ที่แทบไม่มีการโปรโมตขนานใหญ่ มีคนสักไม่กี่พันคนก็ถือว่าดีแล้ว และก็ตายสนิทเหมือนกับเกมส่วนใหญ่นั่นแหละ
เพราะตอนนี้วงการเกมแข่งขันกันสูงมาก
“ยังไงเสียก็ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขสูงอยู่แล้ว”
“ตอนนี้ฉันขอแค่หนึ่งร้อยคนก็พอแล้ว”
หนิงเจิงรู้สึกแปลกๆ เขาจะเอาคนเยอะๆ ไปทำไมกัน
หมู่บ้านรอการฟื้นฟู ตอนนี้หาเพื่อนสักร้อยกว่าคนมาเป็นแขก ก็พอดีเลย
คนเยอะกว่านี้ตอนนี้ก็เลี้ยงไม่ไหว บริหารจัดการไม่ทัน
เสี่ยวอ้ายเสนอแนะ: [เจ้านาย แนะนำว่าการทดสอบครั้งแรกรับ 100 โควต้า ส่วนผู้ชมในรูปแบบวิญญาณเร่ร่อนกำหนดไว้ที่ 900 รวมเป็น 1,000 คน]
เสี่ยวอ้ายบอกว่าเกมเฉพาะกลุ่มนี้เน้นไปที่การปฏิสัมพันธ์และบริหารจัดการ
ไม่มีระบบต่อสู้ แต่มี “ระบบผู้ชม” ที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถสลับมุมมองไปที่ช่างตีเหล็กได้
หลักๆ ก็เป็นสังคมเล็กๆ ที่อบอุ่นของผู้ที่ชื่นชอบการตีเหล็ก ทุกคนร่วมกันดูช่างตีเหล็กคนใดคนหนึ่งกำลังตีเหล็ก เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การตีเหล็ก
เดิมทีหนิงเจิงก็ไม่ได้อยากทำอะไรให้ยุ่งยากหรอก
แต่เสี่ยวอ้ายบอกว่า นักท่องเที่ยวจัดอยู่ในกลุ่ม [กำลังเข้าคิวรอเข้าสู่ระบบ] แบบนี้ 100 คน ผลัดเปลี่ยนกันออนไลน์ 24 ชั่วโมง เพื่อให้คนเต็มตลอด หนิงเจิงจึงยอมรับ
ส่วนในใจของเขา กลับกำลังครุ่นคิดถึงปัญหาอีกด้านหนึ่ง
เขาโดดเดี่ยวมานาน เป็นคนชอบต้อนรับแขกก็จริง ในความเข้าใจของเขา ก็คงคล้ายๆ กับการเปิดโรงเตี๊ยม ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม มารับบทช่างตีเหล็กสักหน่อย มาพูดคุยกัน
แต่พ่อค้าโชคชะตายังไงเสียก็ต้องทำการค้าขาย!
ตนเองมอบเกมให้ พวกเขามอบโชคชะตาให้
เพื่อเล่นเกม จะโชคร้ายสักหน่อยก็เป็นเรื่องปกติกระมัง?
และผู้ช่วยเสี่ยวอ้ายก็เคยบอกไว้ว่า การโชคร้ายในเกมไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตจริงของพวกเขา ไม่ทำให้พวกเขาได้รับอันตราย เขาจึงเบาใจ
แต่ปัญหาคือจะเก็บโชคชะตาเท่าไหร่ดี
คนธรรมดาทั่วไปจะมีค่าโชคชะตาประมาณ 10 หน่วยต่อวัน
หากต่ำกว่า 5 หน่วย ก็คือดวงซวยสุดๆ!
ถึงขั้นอาจบาดเจ็บสาหัส เสียชีวิต ตกบ่อส้วม โดนหนามตำตา ธาตุไฟแตกซ่านพลังลดลง เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นไม่หยุดหย่อน... เรียกได้ว่าเทพแห่งโรคระบาดเข้าสิง ยมทูตตามติด
หากพวกเขาเข้ามา คาดว่าคงตายในไม่ช้า
ถ้า 7 ถึง 6 หน่วย แบบนี้คือโชคร้ายนิดหน่อย โดยทั่วไปก็แค่โดนขี้นกตกใส่หัว
หนิงเจิงคิดว่าช่างตีเหล็กตัวน้อยน่ารักเหล่านั้นอาจจะรับไม่ได้
ขี้นกเป็นสัญลักษณ์ของความซวยที่พบบ่อยที่สุด และก็ปลอดภัยไร้พิษภัยที่สุดด้วย
เหตุผลที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็ง่ายมาก อีกาบนหัวในแถบภูเขานี้มีเยอะมาก หากเจ้าโชคร้าย การโดนขี้นกตกใส่ก็เป็นเรื่องปกติที่สุดแล้ว
ถือเป็นของดีประจำท้องถิ่น
คนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นี้ จะไม่มีวันรู้เลยว่าอีกาฝูงนั้นร้ายกาจเพียงใด
ฉลาดมาก เล็งทิ้งระเบิดใส่เจ้าโดยเฉพาะ แถมยังส่งเสียงร้องเยาะเย้ยอย่างได้ใจ
สิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารที่นี่ ไม่ใช่วิญญาณพยาบาทที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านวิญญาณ แต่เป็นอีกาที่คอยขี้รดหัววิญญาณพยาบาทอยู่ทุกวัน
การที่หนิงเจิงรักษาโชคชะตาที่สูงกว่าคนทั่วไปที่ 15 หน่วย ไม่ใช่เพื่อสิ่งใดอื่น หลักๆ ก็คือเพื่อไม่ให้โดนอีกาบ้าพวกนั้นเล่นงานลับหลัง!
ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่มีโชคชะตาคุ้มครอง ความทุกข์ทรมานที่ต้องแบกรับนั้นไม่อยากจะนึกถึง
เวลาออกจากบ้านต้องพกร่มและกระบี่ไปด้วย
นานมาแล้วหนิงเจิงอยากจะกวาดล้างอีกาพวกนี้ คืนท้องฟ้าที่สดใสให้กับภูเขาแถบนี้
สรุปก็คือ ตามความคิดของเขาในตอนนี้ ดูดโชคชะตาทุกคนคนละ 2 หน่วย ปกติก็จะเหลือคนละ 8 หน่วย แบบนี้แทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ พวกเขาก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
เพราะมันคือการเล่นเกมนี่นา ความสุขคือสิ่งสำคัญที่สุด
เขานึกถึงตอนที่ตัวเองยังเด็ก เล่นเกมคิงออฟไฟเทอร์สกับเพื่อนๆ ก็มีความสุขมากเช่นกัน ย่อมหวังว่าพวกเขาจะมีความสุขแบบนั้นได้
เขายินดีที่จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างสุดความสามารถ เพื่อมอบความสุขในการเล่นเกมให้กับทุกคน
เพียงแต่เรื่องน่าเสียดายเพียงอย่างเดียวก็คือ การดำเนินกิจการ “โรงเตี๊ยมท่องเที่ยว” อย่างมีคุณธรรมเช่นนี้ เมื่อไหร่จะคืนทุนได้เล่า?
เฮ้อ
ในบรรดาตัวเลือกทั้งสาม ตัวเลือกนี้น่าจะปลอดภัยที่สุด และก็ได้รับผลตอบแทนน้อยที่สุดด้วย
รุ่งเช้าวันถัดมา
หนิงเจิงกินอาหารเช้าเสร็จแต่หัววัน เล่นกับน้องสาวสักพัก ก็เตรียมตัวไปทำงานด้วยความคาดหวังและอยากรู้อยากเห็น ขึ้นเขาไป [เปิดเซิร์ฟเวอร์] แล้ว
วันนี้เป็นวันรับสมัครคนของหมู่บ้าน และก็เป็นครั้งแรกที่เขาเป็นเจ้าภาพดูแลงานหลอมกระบี่ ในใจย่อมมีความคาดหวังและกังวลอยู่บ้าง
การรับสมัครชาวบ้านธรรมดา เขาไม่เข้าใจ และก็รับไม่ได้ การรับช่างตีเหล็กพิเศษพวกนี้ ก็ทำได้เพียงค่อยๆ ศึกษาไป
“ท่านพี่ เดินทางไปหมู่บ้านหลอมกระบี่ปลอดภัยนะเจ้าคะ”
หนิงเจียวเจียวส่งห่อผ้าและกระบี่ให้หนิงเจิงเหมือนทุกวัน ส่งเขาอย่างอ่อนโยนที่หน้าประตู
หนิงเจิงพยักหน้า “อืม วันนี้เป็นวันพิเศษ หมู่บ้านเปิดรับคน อาจจะกลับดึกหน่อย หากดึกแล้วเจ้าก็กินก่อนเลยนะ”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “ชีวิตพวกเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ”
หนิงเจียวเจียวตาเป็นประกาย แววตาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน “จริงหรือเจ้าคะ? หาคนมาโดดลงไปในบ่อเป็นเหยื่อแทนข้า ข้าก็จะตกปลาด้วย! ไม่เอาเป็นปลาโดนตกแล้ว!”
หนิงเจิงชะงักไป ไม่คิดว่าความแค้นของนางจะฝังลึกขนาดนี้ จึงยิ้ม “ถึงตอนนั้นเราสองคนก็จะนั่งดื่มชาถือคันเบ็ดอยู่ปากบ่อ สนุกกับการตกปลา ไม่ต้องทนหิวอีกต่อไป”
อากาศวันนี้ไม่ค่อยดีนัก
เมฆดำทะมึนบดบังท้องฟ้า ลมหนาวพัดโกรกต้นไม้ใต้เขาทั่วทั้งลูก สภาพแวดล้อมรอบด้านมืดครึ้ม ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่น
เปิดกิจการวันแรก แน่นอนว่าต้องรับสมัครผู้ดูแลและช่างตีเหล็กเป็นอันดับแรก
เขาหยิบหน้ากากออกมาแปลงโฉมตัวเอง กลายเป็นชายชราผมขาวโพลน สวมบทบาทเป็นผู้ดูแลคนเก่าในยุคก่อนที่เตรียมจะเกษียณ
เขาไม่เหมาะที่จะปรากฏตัวในฐานะประมุขหมู่บ้านด้วยตัวเอง
ข้อแรกคือหน้าตายังเด็กเกินไป ดูไม่น่าเชื่อถือ
ข้อสองคือระดับพลังต่ำเกินไป อาจจะความแตกได้ ไม่ปรากฏตัวเพื่อรักษาความลึกลับและแข็งแกร่งไว้จึงจะดีกว่า
ข้อสามคือต้องระวังตัวไว้ก่อน
จากนั้นหนิงเจิงก็เดินตามทางขึ้นเขาไปพลาง นึกถึงวิธีที่ผู้ดูแลคนเก่า ใช้ต้อนรับ จัดที่พัก และสอนช่างตีเหล็กคนใหม่ไปพลาง แล้วก็นำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น
เพราะเขาทำหน้าตาดุร้ายแบบนั้นไม่ลงจริงๆ สไตล์การต้อนรับอย่างอ่อนโยนก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน
แม้เขาจะทนรับความมืดมน การหักหัวคิว และขูดรีดในโลกนี้มาตลอด
แต่เขาก็ยังเชื่อว่า หากปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ ผู้อื่นก็จะตอบแทนด้วยความจริงใจ
ในเกมมืดสนิท
“โปรดใส่ชื่อ 2-4 ตัวอักษร”
“จิ่วไช่หรง”
หลังจากพิมพ์สามตัวอักษรเสร็จ ภาพตรงหน้าก็มืดดับลงทันที
เปรี้ยง!
แปดโมงเช้า เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง
“เข้ามาแล้วหรือ? สมกับเป็นสตูดิโอเล็กๆ เรียบง่ายชะมัด! ปั้นหน้าล่ะ! เติมเงินล่ะ! เผ่าพันธุ์ล่ะ! เพศล่ะ!”
จิ่วไช่หรงบ่นอุบ ใบหน้าพลันปรากฏแววตาตื่นตะลึง
เพราะเขารู้สึกได้ทันทีถึงสายลมที่พัดโชยมาปะทะใบหน้าอย่างแผ่วเบา
เขายืนอยู่ในป่า ได้กลิ่นดินสดชื่นในอากาศ
ความชื้นของหมอกยามเช้าที่ซึมซาบเข้าสู่ผิวหนัง เสียงหึ่งๆ ของแมลงวันที่บินวนอยู่ข้างหู กลิ่นหอมของต้นไม้ผล และกลิ่นอายความกดดันที่แสนจะลี้ลับและน่าสะพรึงกลัวจากหุบเขาลึกที่อยู่ไกลออกไป
“พระเจ้าช่วย! วิวนี้มัน...”
เขาแหงนหน้าขึ้น มองดูท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
พายุหมุน
เมฆครึ้ม
ความรู้สึกนี้ราวกับได้เดินเล่นอยู่ในโลกแห่งเทพนิยายที่งดงามหยดย้อย!
แหมะ
จู่ๆ ก็มีขี้นกตกใส่หัว
“ของบ้าอะไรวะเนี่ย?”
เขาเอามือลูบหัว ดมดู เหมือนจะยังไม่รู้ตัวว่าเป็นอะไร สัญชาตญาณบอกให้เลียนิ้ว
“ทำไมถึงมีรสชาติได้ละเนี่ย...” เขาเม้มริมฝีปากครุ่นคิด ขมวดคิ้ว จมอยู่ในความคิดอีกครั้ง สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเจ็บปวด
เชี่ย!
สุดยอด!!!
เขาอดไม่ได้ที่จะน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจ โค้งตัวเอานิ้วล้วงคออย่างแรง อาเจียนออกมาคำโต
กา~~ กา~!
อีกาบินโฉบผ่านท้องฟ้าพร้อมกับร้องเยาะเย้ย ราวกับกำลังหัวเราะเยาะ
“แม่งเอ๊ย มอนสเตอร์ตัวนี้มันน่าโดนอัดจริงๆ... ได้อารมณ์ลิงในแหล่งท่องเที่ยวบางที่เลย!”
จิ่วไช่หรงที่ยืนอยู่บนสนามหญ้าเพิ่งเข้ามาก็โดนของดีประจำถิ่นสั่งสอนเสียแล้ว เขาจดจำความแค้นนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ พลางสัมผัสกับทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติแห่งนี้
สัมผัสถึงการบีบรัดตัวของกระเพาะอาหาร ความรู้สึกอยากอาเจียนอย่างรุนแรง เส้นประสาททุกส่วนดูเหมือนจะกำลังปลดปล่อยปฏิกิริยาเคมีที่น่าประหลาดใจ ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าได้มีชีวิตอยู่จริงๆ ในโลกที่แสนวิเศษนี้
มันจะยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
ลมพัดปะทะตัว สดชื่นกว่าการดื่มน้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบเสียอีก
สมจริงขนาดนี้ได้อย่างไร!!
“ลองดูอีกที” เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา เอาฟันขาวจั๊วะกัดเปลือกไม้ของต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ไปหนึ่งคำ สัมผัสถึงความขมฝาดที่ปลายลิ้นแล้วตามด้วยความหวานชุ่มคอ
“เชี่ยเชี่ยเชี่ย! เกมนี้กินของได้จริงๆ เหรอ? ทำได้ยังไงเนี่ย!?”
[จบบท]