- หน้าแรก
- ระบบตื่นก่อนสี่ปี แต่สิ่งลี้ลับยังเป็นแค่ตัวอ่อน
- บทที่ 46 - ปริมาณการดื่มของนายเนี่ย ถ้าอยู่ตงเป่ย ไปนั่งโต๊ะหมา หมายังรังเกียจเลย
บทที่ 46 - ปริมาณการดื่มของนายเนี่ย ถ้าอยู่ตงเป่ย ไปนั่งโต๊ะหมา หมายังรังเกียจเลย
บทที่ 46 - ปริมาณการดื่มของนายเนี่ย ถ้าอยู่ตงเป่ย ไปนั่งโต๊ะหมา หมายังรังเกียจเลย
บทที่ 46 - ปริมาณการดื่มของนายเนี่ย ถ้าอยู่ตงเป่ย ไปนั่งโต๊ะหมา หมายังรังเกียจเลย
พอได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ เสิ่นเกอก็เด้งพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้พักผ่อนทันที ความเหนื่อยล้าปลิดทิ้งเป็นปลิดทิ้ง ในที่สุดระบบนี้ก็บรรลุธรรม ยอมอัปเกรดระดับการประเมินให้สักทีสินะ?
เสิ่นเกอเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดู ช่องที่เคยเขียนว่า ระดับการประเมิน: ยังไม่มี ตอนนี้กลายเป็น ระดับการประเมิน: ระดับ 1 เรียบร้อยแล้ว
"ดูท่าการสอนทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานของสตอลโลนจะมีของแฮะ แค่เรียนไปครึ่งค่อนวันก็ช่วยเลื่อนระดับการประเมินของระบบได้แล้ว"
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่การที่เสิ่นเกอยืนหยัดฝึกฝนร่างกายมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ ค่าสถานะพื้นฐานทั้งสามอย่างก็เพิ่มขึ้นจากตอนแรกมาตั้งสิบกว่าจุด เมื่อนำไปรวมกับทักษะการต่อสู้ที่เขาไม่ถนัด ระดับการประเมินก็ย่อมต้องเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
แต่เมื่อเทียบกับระดับการประเมินและค่าสถานะแล้ว สิ่งที่เสิ่นเกอสนใจมากที่สุดก็คือคุณลักษณะที่ได้รับการวิวัฒนาการต่างหาก
[คุณลักษณะ:]
ไร้เสียง: เมื่อใช้งานแล้วจะสามารถเข้าสู่สภาวะไร้เสียงได้ โดยจะใช้พลังจิต 0.5% ต่อวินาที สามารถใช้งานร่วมกับคุณลักษณะอื่นได้ หากใช้พลังจิต 10% - 100% ซึ่งสัมพันธ์กับระดับความดังของเสียงที่วัตถุนั้นปล่อยออกมา เคลือบวัตถุเอาไว้ แม้ว่าวัตถุจะหลุดจากมือไปแล้ว แต่ก็จะยังคงอยู่ในสภาวะไร้เสียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง
หยุดนิ่ง: เมื่อผู้ใช้เข้าสู่สภาวะอยู่นิ่งกับที่ จะสามารถควบคุมเงาให้พันธนาการเป้าหมายที่อยู่ในสภาวะอยู่นิ่งกับที่เหมือนกันได้ พลังจิตที่ใช้ต่อวินาทีจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับการประเมิน จำนวน และระยะห่างของเป้าหมาย โดยระยะห่างสูงสุดต้องไม่เกิน 10 เมตร โดยจะใช้พลังจิต 10% - 100%
เมื่อผู้ใช้ใช้คุณลักษณะหยุดนิ่งควบคุมเป้าหมาย จะสามารถเลือกได้ว่าจะดึงเป้าหมายเข้ามาในมิติวิปริตหยุดนิ่งหรือไม่ หากไม่ได้อยู่ในสภาวะมิติวิปริต ผลของการพันธนาการก็ยังคงแสดงผลตามปกติ
...
เมื่อเห็นคุณลักษณะทั้งสองอย่างที่วิวัฒนาการแล้ว ความรู้สึกแรกของเสิ่นเกอก็คือ ตัวหนังสือมันเยอะขึ้น
รองลงมาคือคุณลักษณะไร้เสียงสามารถส่งผลต่อวัตถุที่หลุดจากมือได้ หมายความว่าขอแค่ใส่พลังจิตเข้าไปมากพอ แม้แต่ระเบิดมือก็สามารถติดที่เก็บเสียงได้
ดูเผินๆ เหมือนจะไม่ค่อยมีประโยชน์อะไร แต่ความจริงแล้วมันสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลายเลยทีเดียว
อย่างเช่นการปาระเบิดออกไปแบบไร้เสียง ไม่จำเป็นต้องใช้พลังจิตจำนวนมากเพื่อให้ระเบิดทำงานแบบไร้เสียงหรอก แค่ทำให้เสียงตอนที่ระเบิดตกกระทบพื้นและกลิ้งไปกลิ้งมาเงียบหายไป แค่นี้ก็เพียงพอที่จะสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้ศัตรูได้แล้ว
ส่วนคุณลักษณะหยุดนิ่งก็สามารถพันธนาการเป้าหมายในสภาวะที่ไม่ได้อยู่ในมิติวิปริตได้ โดยที่เป้าหมายจะไม่หายวับไปไหน ทำให้สามารถประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่เติ้งอวี้ฉี ฮั่วอวี่ และคนอื่นๆ กำลังจะลั่นไกปืน เขาก็สามารถหาจังหวะเหมาะๆ สตั๊นสัตว์ประหลาดเอาไว้ได้ ส่วนเรื่องจะความแตกไหมน่ะเหรอ... ผมใช้พลังแล้วเหรอ ผมใช้พลังไปตอนไหนล่ะ บางทีศัตรูอาจจะกำลังทบทวนตัวเองวันละสามเวลา จนเหม่อลอยไปเองตอนกำลังต่อสู้อยู่ก็ได้นี่นา?
โดยรวมแล้ว ถึงแม้การวิวัฒนาการของคุณลักษณะทั้งสองอย่างจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก แต่มันก็ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการพลิกแพลงสถานการณ์ได้เยอะเลยทีเดียว
"ระบบ ถ้าเกิดระดับการประเมินเพิ่มขึ้นอีก คุณลักษณะที่เคยวิวัฒนาการไปแล้ว จะยังวิวัฒนาการต่อได้อีกไหม?" เสิ่นเกอถาม
[หลังจากโฮสต์ได้รับระดับการประเมินอย่างเป็นทางการในระดับ 1 แล้ว ทุกครั้งที่ระดับการประเมินเพิ่มขึ้น จะได้รับแต้มวิวัฒนาการคุณลักษณะ 1 แต้ม ซึ่งสามารถนำไปใช้วิวัฒนาการคุณลักษณะได้หนึ่งอย่าง]
"แล้วทำไมครั้งนี้ถึงวิวัฒนาการได้ตั้งสองอย่างล่ะ?"
[สวัสดิการสำหรับระดับการประเมินครั้งแรก]
"ขาดทุนย่อยยับเลย ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ ถ้ารู้แต่แรกฉันคงหาคุณลักษณะตุนไว้สักสิบแปดอย่าง แล้วค่อยมารับการประเมินระดับครั้งแรก แบบนี้ก็อัปเกรดทีเดียวสิบอย่างรวดไปเลยไม่ใช่หรือไง?" เสิ่นเกอบ่นอุบด้วยความเซ็ง
[...]
ระบบเองก็จนปัญญาจะเถียง
นายคิดว่าคุณลักษณะเป็นผักกาดขาวในตลาดสดหรือไง ถึงได้หามาง่ายขนาดนั้น?
"ระดับ 1 แล้ว หมายความว่าฉันสามารถไปเดินโฉบแถวห้างสรรพสินค้าทอมได้แล้วใช่ไหม?" เสิ่นเกอยังคงเฝ้าคิดถึงสิ่งวิปริตระดับ 7 ของเขาอยู่
จากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา หากสิ่งวิปริตในห้างสรรพสินค้าทอมกลายเป็นระดับ 7 ในอีก 4 ปีข้างหน้า งั้นตอนนี้อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นระดับ 3 หรือ 4 ขึ้นไปแล้วสิ
แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เสิ่นเกอรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นสิ่งวิปริตระดับ 3 หรือ 4 จริงๆ ตอนนี้ก็น่าจะมีข่าวคนเจ็บหรือคนตายออกมาบ้างแล้วสิ ทำไมถึงไม่มีข่าวคราวอะไรหลุดออกมาเลยล่ะ?
เมื่อคิดได้แบบนี้ เสิ่นเกอจึงตัดสินใจจะใช้เวลาเดินลาดตระเวนในวันพรุ่งนี้ แวะไปดูลาดเลาที่ห้างสรรพสินค้าทอมสักหน่อย
เมื่อหมดเวลาพัก เสิ่นเกอก็ไปหาฮั่วอวี่ที่ห้องฝึกซ้อมยิงปืน เพื่อเริ่มต้นการฝึกยิงปืนในวันแรก
การฝึกยิงปืนใช้พละกำลังกายน้อยกว่าการฝึกสมรรถภาพและการต่อสู้มาก แต่เนื่องจากช่วงบ่ายเสิ่นเกอเพิ่งผ่านการฝึกทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานมาหมาดๆ มือของเขาก็เลยยังสั่นพั่บๆ เป็นโรคพาร์กินสันไม่หาย ฮั่วอวี่จึงทำได้เพียงสอนทฤษฎีพื้นฐานให้เขาก่อน
หลังจากอธิบายทฤษฎีจบ ก็เข้าสู่การปฏิบัติจริง
ฮั่วอวี่เริ่มจากการสาธิตเทคนิคการยิงปืนพกให้เสิ่นเกอดูเป็นขวัญตา
"ปืนกล็อก 17 เจเนอเรชันที่ห้า รุ่นมาตรฐานมาพร้อมแม็กกาซีนความจุสูงสิบเจ็ดนัด ใช้คู่กับกระสุนพาราเบลลัมเก้ามิลลิเมตร มีความสามารถในการยิงต่อเนื่องสูงมาก ความเร็วต้นของกระสุนอยู่ที่ประมาณสามร้อยเจ็ดสิบเมตรต่อวินาที อัตราการยิงตามทฤษฎีอยู่ที่ประมาณสี่ร้อยห้าสิบถึงห้าร้อยห้าสิบนัดต่อนาที ได้รับการยกย่องว่าเป็นปืน AK47 แห่งวงการปืนพก"
ระหว่างที่พูด ฮั่วอวี่ก็จับปืน ยกแขนขึ้น เล็งเป้า และลั่นไกปืนยิงต่อเนื่องรวดเดียวสิบเจ็ดนัด ทุกท่วงท่าลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และกระสุนทุกนัดก็เจาะเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำ
เสิ่นเกออดไม่ได้ที่จะชื่นชม สมกับเป็นมือปืนซุ่มยิงอันดับหนึ่งของหน่วย ฝีมือการยิงปืนยอดเยี่ยมจริงๆ
"นายจะช่วยสอนวิชาต่อสู้ด้วยปืนให้ฉันด้วยเลยได้ไหม?" เสิ่นเกอถามด้วยแววตาเป็นประกายคาดหวัง
"หา?" ฮั่วอวี่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเหวอไปเลย
เสิ่นเกออธิบายต่อ "ก็แบบในหนังหรือในนิยายไง ที่พอสะบัดข้อมือตอนยิงปืน กระสุนก็จะเลี้ยวโค้งได้น่ะ โบราณว่าไว้ หากคิดจะใช้ปืนในนิยาย ถ้าไม่รู้จักสะบัดข้อมือสักหน่อย กระสุนมันก็จะไม่ยอมเลี้ยวโค้ง ไม่ยอมกระจายออก แบบนี้จะกล้าพูดได้เต็มปากเหรอว่าตัวเองใช้ปืนเป็นในโลกยุคนี้น่ะ?"
"..."
ฮั่วอวี่อึกอักอยู่นาน กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "เหล่าเสิ่น นายดูหนังให้น้อยลงหน่อยเถอะ"
"แล้วกันคาตาล่ะ? ศิลปะการต่อสู้ระยะประชิดด้วยปืนน่ะมีไหม?" เสิ่นเกอถามต่อ
ฮั่วอวี่ตอบ "อันนี้มีอยู่ แต่ว่ามันถูกนำไปประยุกต์รวมกับทักษะการต่อสู้พิเศษแล้วล่ะ แต่มันก็ไม่ได้ใช้งานง่ายดายอย่างที่นายคิดหรอกนะ อย่างเช่นปืนพกกระบอกนี้ ถ้าศัตรูถือปืนเข้ามาต่อสู้ระยะประชิดกับนาย นายก็แค่หาจังหวะจับตรงจุดนี้ เขาก็จะลั่นไกปืนไม่ได้แล้ว"
"จากนั้นก็กดตรงนี้ กดลงไป ดึงออก แล้วก็งัด แค่นี้ก็ถอดกลไกปืนออกมาได้แล้ว แล้วก็ทำแบบนี้ ต่อด้วยแบบนี้ ปืนก็จะพังใช้งานไม่ได้อีก เพราะงั้นถ้าต้องต่อสู้ระยะประชิดจริงๆ พลังทำลายล้างของมีดสั้นหรือมีดพกทหาร ย่อมเหนือกว่าปืนพกสองกระบอกอย่างแน่นอน"
"แต่ถ้าหากนำไปใช้ร่วมกับเทคนิคการยิงแบบโมซัมบิก โดยการยิงกระสุนใส่หัวและหัวใจของเป้าหมายอย่างต่อเนื่องก่อนที่ศัตรูจะเข้าถึงตัว โดยให้ความสำคัญกับการยิงปืนมากกว่าการต่อสู้ระยะประชิด การต่อสู้ด้วยปืนแบบนี้แหละคือทักษะการต่อสู้หลักที่นักรบพิเศษทุกคนต้องเรียนรู้เอาไว้"
เสิ่นเกอพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "ถ้าอยู่ห่างเกินเจ็ดก้าว ปืนจะเร็วกว่า แต่ถ้าอยู่ในระยะเจ็ดก้าว ปืนจะทั้งแม่นยำและรวดเร็วกว่า เรื่องนี้ฉันเข้าใจดี"
"...ก็ประมาณนั้นแหละ" ฮั่วอวี่ทำหน้าปั้นยาก ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมตอนที่หัวหน้าบอกให้เขามารับหน้าที่สอนยิงปืนให้เสิ่นเกอ ถึงได้ตบบ่าเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า 'ทำใจให้สบาย' ทางที่ดีควรจะถือซะว่าคำพูดทุกคำของเสิ่นเกอเป็นแค่ลมปากก็พอ!
ความคิดความอ่านแบบนี้ คนปกติที่ไหนเขาจะตามทันกันล่ะ
เสิ่นเกอลองใช้ปืนเป็นครั้งแรกในชีวิตภายใต้การดูแลของฮั่วอวี่ และเขาก็พบว่ามันใช้งานยากกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
อย่างแรกเลยก็คือแรงถีบกลับของปืน ถึงแม้เสิ่นเกอจะเตรียมใจมาแล้ว แต่ตอนที่ลองยิงครั้งแรกก็เล่นเอาแขนชาไปเหมือนกัน อย่างที่สองก็คือศูนย์เล็งปืน ซึ่งทำให้เสิ่นเกอตระหนักได้อีกครั้งว่าในหนังมันหลอกลวงกันชัดๆ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางหยิบปืนขึ้นมาแล้วยิงเข้าเป้าได้ทุกนัดหรอก โดยเฉพาะการยิงรัวด้วยปืนกล็อก 17 นี่มันให้ความรู้สึกบันเทิงทะลุฟ้าจริงๆ!
จากนั้นเสิ่นเกอก็ขอให้ฮั่วอวี่สอนเทคนิคการปลดปืนศัตรูตอนต่อสู้ระยะประชิดให้ พอเห็นว่าฮั่วอวี่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว เสิ่นเกอก็เลยอยากลองทำดูบ้าง
โดนยิงไปสิบเจ็ดนัดรวด
พอถึงครั้งที่สิบแปด ในที่สุดเขาก็พอจะขัดขวางไม่ให้ฮั่วอวี่ยิงกระสุนนัดแรกออกมาได้
หลังจากฝึกยิงปืนมาสองชั่วโมงเต็ม อาการพาร์กินสันของเสิ่นเกอก็กำเริบหนักกว่าเดิมซะอีก
โชคดีที่วันนี้เป็นวันแรกของการเข้าทำงาน การฝึกซ้อมช่วงค่ำของเสิ่นเกอจึงถูกยกเลิกไป เฟิงเฉิงซิวกับฮั่วอวี่เลยพานักรบบางส่วนในหน่วยไปจัดงานเลี้ยงต้อนรับเสิ่นเกอที่โรงอาหารแทน
เสิ่นเกอมองดูชามใบโตตรงหน้า กับเหล้าขาวที่รินมาให้จนเต็มชามด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก "เอ่อ คือว่า ครูฝึกเฟิงครับ ในหน่วยเขาอนุญาตให้ดื่มเหล้าได้ด้วยเหรอครับ?"
"อ๋อ คนที่มาวันนี้เป็นคนของทีม 1 ทั้งนั้น สัปดาห์นี้เป็นเวรของทีม 2 ปฏิบัติหน้าที่น่ะ ก็เลยดื่มได้นิดหน่อย" ท่าทางของเฟิงเฉิงซิวเหมือนคนใช้ข้ออ้างเรื่องงานเลี้ยงต้อนรับ เพื่อฉวยโอกาสให้รางวัลพวกขี้เมามากกว่า
เสิ่นเกอมองชามเหล้าที่ใหญ่กว่ากำปั้นตัวเอง "นี่... เรียกว่านิดหน่อยเหรอครับ? ครูฝึกเฟิง คุณเข้าใจคำว่านิดหน่อยผิดไปหรือเปล่าครับเนี่ย?"
"แถวบ้านพวกเราน่ะ ถ้าน้อยกว่าสามชามเขาไม่นับว่าเป็นการดื่มเหล้าหรอกนะ เอ้า ทุกคน ดื่มต้อนรับน้องเสิ่นที่เข้ามาร่วมหน่วยรับมือเหตุพิเศษกับพวกเรา หมดแก้ว!" เฟิงเฉิงซิวซดเหล้าหมดชามรวดเดียวอย่างห้าวหาญ แถมยังคว่ำชามลงเพื่อยืนยันว่าดื่มหมดเกลี้ยงแล้วจริงๆ ด้วย
พอมีเฟิงเฉิงซิวเป็นแกนนำ เหล่านักรบคนอื่นๆ ก็พากันดื่มรวดเดียวหมดชามตามไปด้วย
เมื่อเห็นแบบนั้น เสิ่นเกอก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลั้นใจดื่มรวดเดียวจนหมดชาม แล้วก็เรอออกมาเสียงดัง นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยที่เขาซดเหล้าเข้าไปเยอะขนาดนี้ในอึกเดียว
พอเห็นว่าเฟิงเฉิงซิวทำท่าจะรินเหล้าเพิ่มให้อีก เขาก็รีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ครูฝึกเฟิง ผมดื่มไม่ไหวแล้วจริงๆ ครับ"
"วางใจเถอะ พวกเราก็ดื่มกันแค่สามชามเท่านั้นแหละ ในหน่วยมีกฎอยู่ว่า ในวันหยุดสามารถดื่มได้พอเป็นกระษัย แต่ห้ามส่งผลกระทบต่องานในวันรุ่งขึ้นเด็ดขาด พวกเราจำกฎข้อนี้ขึ้นใจเลยล่ะ" เฟิงเฉิงซิวบอก
"ผม..." เสิ่นเกอรู้สึกว่าตัวเองเริ่มโงนเงนแล้ว
เฟิงเฉิงซิวขมวดคิ้ว "อะไรกัน เสี่ยวเสิ่น ปริมาณการดื่มของนายเนี่ยไม่ได้เรื่องเลยนะ ถ้านายอยู่ตงเป่ยล่ะก็ ไปนั่งโต๊ะหมา หมายังรังเกียจเลย!"
ตึง!
เสิ่นเกอฟุบหน้าลงกับโต๊ะทันที
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งบริเวณก็เงียบกริบลงทันตา
"ครูฝึกเฟิง คุณแอบวางยาพิษในเหล้าหรือเปล่าเนี่ย?"
[จบแล้ว]