- หน้าแรก
- ระบบตื่นก่อนสี่ปี แต่สิ่งลี้ลับยังเป็นแค่ตัวอ่อน
- บทที่ 45 - ระดับการประเมินเพิ่มขึ้น ความสามารถของคุณลักษณะวิวัฒนาการ?
บทที่ 45 - ระดับการประเมินเพิ่มขึ้น ความสามารถของคุณลักษณะวิวัฒนาการ?
บทที่ 45 - ระดับการประเมินเพิ่มขึ้น ความสามารถของคุณลักษณะวิวัฒนาการ?
บทที่ 45 - ระดับการประเมินเพิ่มขึ้น ความสามารถของคุณลักษณะวิวัฒนาการ?
เสิ่นเกอแกะห่อชุดปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ชั้นยอดออก แล้วก็พบว่าเป็นชุดลายพรางสีดำที่มาพร้อมกับเสื้อเกราะกันกระสุน
"เอ๊ะ ทำไมดูไม่ค่อยเหมือนชุดปฏิบัติการที่ครูฝึกเฟิงกับฮั่วอวี่ใส่ก่อนหน้านี้เลยล่ะครับ?" เสิ่นเกอหันไปถามหัวหน้าด้วยความสงสัย
"ก็เพราะพวกไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นยอดไง"
"อ้าว แล้วในหน่วยมีเจ้าหน้าที่ชั้นยอดกี่คนล่ะครับ"
"รวมคุณด้วยก็สี่คน มีฉันคนนึง อีกคนบาดเจ็บเลยย้ายไปทำงานเอกสารและกำลังฝึกอบรมอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ส่วนอีกคนรับภารกิจสืบสวน ตอนนี้อยู่ต่างประเทศ" เติ้งอวี้ฉีอธิบาย
เสิ่นเกอหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาลองทาบดูพลางพูดลอยๆ "งั้นหน่วยรับมือเหตุพิเศษก็ขาดแคลนบุคลากรน่าดูเลยนะเนี่ย ขนาดหัวหน้าอย่างคุณยังต้องลงพื้นที่แนวหน้าเลย"
เติ้งอวี้ฉีถอนหายใจ "การรับมือกับสิ่งวิปริตที่มีมิติวิปริตไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิดหรอกนะ จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าคุณใช้วิธีไหนจัดการกับสิ่งวิปริตระดับ 2 บนดาดฟ้านั่น แล้วเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์รถวิปริตมาได้ยังไง... และก็เป็นเพราะเหตุการณ์สิ่งวิปริตทั้งสองครั้งนี้แหละ คุณถึงได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นยอดเป็นกรณีพิเศษ และได้รับสิทธิ์ในการจัดการเหตุการณ์สิ่งวิปริตได้ด้วยตัวเอง"
"แล้วรถวิปริตนั่นนอกจากความเร็วแล้ว ยังมีความอันตรายอะไรอีกเหรอครับ?" เสิ่นเกอถามด้วยความสงสัย
เติ้งอวี้ฉีตอบอย่างจนใจ "เป็นไปได้ไหมว่า แค่สภาพแวดล้อมที่น่ากลัวและกดดันขนาดนั้น มันก็ถือเป็นความอันตรายรูปแบบหนึ่งแล้วน่ะ"
"อ๋อ สงสัยผมจะดูหนังผีน้อยไปหน่อย" เสิ่นเกอตอบหน้าตาย
"..."
ใจเย็นๆ ไว้ ใจเย็นๆ
คนคนนี้เราเป็นคนรับเข้ามาเอง จะไปโทษใครได้
เสิ่นเกอเอาชุดลายพรางสีดำคลุมไหล่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องและถามด้วยสีหน้าจริงจังขึงขังว่า "หึหึ คุณรู้ไหมว่าการที่ผมใส่ชุดนี้มันหมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่าคุณจะเป็นนักรบชั้นยอดงั้นเหรอ?" สีหน้าจริงจังของเขาทำเอาเติ้งอวี้ฉีอดไม่ได้ที่จะจริงจังตามไปด้วย เป็นอย่างที่คิดไว้เลย เมื่ออยู่ต่อหน้าชุดปฏิบัติการนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนไม่เอาถ่านแค่ไหนก็ต้องกลายเป็นคนจริงจังขึ้นมาบ้างแหละน่า
"ผิดแล้ว หมายความว่าผมจะเป็นหนุ่มหล่อที่เจ๋งที่สุดในหน่วยไงล่ะ"
"..."
ปัง!
เติ้งอวี้ฉีปิดประตู แล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกจากฝ่ายพลาธิการไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
...
...
หลังจากเบิกอุปกรณ์เสร็จ เสิ่นเกอก็ไปรายงานตัวที่หน่วยจู่โจม ถึงแม้ระดับการประเมินของเขาจะเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นยอด แต่เนื่องจากทักษะการต่อสู้และร่างกายที่อ่อนแอราวกับไก่น้อยของเขายังอยู่ในระดับเด็กฝึกงาน งานในแต่ละวันของเขาจึงมีแค่การเข้ารับการฝึกซ้อมตามแผนที่สตอลโลน เอ้ย ครูฝึกเฟิงเฉิงซิวจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น
พอได้รับตารางการฝึกซ้อม เสิ่นเกอก็เกิดความคิดอยากจะลาออกตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงานทันที
08:30 - 10:30 ฝึกสมรรถภาพทางกาย
10:30 - 11:00 พักผ่อน
11:00 - 12:30 ทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐาน
12:30 - 13:30 อาหารกลางวันและพักกลางวัน
13:30 - 15:30 ทักษะการต่อสู้พิเศษ
15:30 - 16:00 พักผ่อน
16:00 - 18:30 ฝึกยิงปืน
18:30 - 19:30 อาหารเย็นและพักผ่อน
19:30 - 21:30 ทักษะการต่อสู้เฉพาะทาง (ศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมหรืออื่นๆ)
21:30 เลิกงาน
...
ชายแซ่เสิ่นผู้ที่ใฝ่ฝันอยากจะทำงานแบบหยุดเจ็ดวันต่อสัปดาห์ถึงกับร้องห๊ะลั่นในใจ
"เดี๋ยวนะ การทำโอทีแบบนี้มันโหดกว่าตอนที่ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกนะเนี่ย!" เสิ่นเกอร้องโอดครวญ
สตอลโลนหัวเราะร่วน เขาตบบ่าเสิ่นเกอพลางพูดว่า "เสี่ยวเสิ่น นายดีทุกอย่างเลยนะ เสียก็แต่ร่างกายอ่อนแอไปหน่อย เกิดเป็นลูกผู้ชายถ้าไม่มีร่างกายที่แข็งแรงบึกบึนก็คงไม่ได้หรอก นี่ชุดฝึกซ้อมของนาย ฉันเตรียมชุดใหม่ไว้ให้สามชุดเลยนะ เปลี่ยนชุดแล้วมาเริ่มฝึกสมรรถภาพทางกายของวันนี้กันเลย!"
"..."
ผมอยากลาออก
ไอ้เรื่องกอบกู้โลกอะไรนั่น กรุณาโทรหาอเวนเจอร์สเถอะ ลาก่อน!
เสิ่นเกอยังไม่ทันได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป ก็ถูกเฟิงเฉิงซิวกับนักรบอีกคนหิ้วปีกไปที่สนามฝึกซ้อม และเริ่มการฝึกสมรรถภาพทางกายในวันแรกทันที
เนื่องจากเวลาจำกัด การฝึกสมรรถภาพทางกายของเสิ่นเกอในช่วงเช้าวันนี้จึงใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็ถึงเวลาพักทานอาหารกลางวันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เสิ่นเกอตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า การฝึกซ้อมในชีวิตประจำวันในช่วงหลายวันที่ผ่านมาของเขามันเป็นแค่เรื่องเด็กเล่นไปเลย เพราะระยะทางจากหน่วยจู่โจมไปยังโรงอาหาร เฟิงเฉิงซิวกับฮั่วอวี่ต้องเป็นคนหิ้วปีกเขาไปตลอดทาง
จนกระทั่งนั่งลงบนเก้าอี้ ขาของเสิ่นเกอก็ยังคงสั่นพั่บๆ ไม่หยุด
"เหล่าเสิ่น จะกินอะไรดี ดูทรงแล้วนายคงไม่มีแรงเดินไปตักข้าวเองแล้วล่ะ ชอบกินอะไรเดี๋ยวฉันตักมาให้" ฮั่วอวี่ถาม
เฟิงเฉิงซิวอายุมากกว่าเสิ่นเกอสิบปี ส่วนเสิ่นเกอก็อายุมากกว่าฮั่วอวี่สามปี ดังนั้นเมื่ออยู่กับสองคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยมนี้ เสิ่นเกอก็เลยกลายเป็นทั้งเสี่ยวเสิ่นและเหล่าเสิ่นไปโดยปริยาย
"เอาเหมือนของนายมาให้ฉันชุดนึงก็พอแล้ว" เสิ่นเกอฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอิดโรย
"โอเค"
ฮั่วอวี่รับคำ ก่อนจะเดินไปตักอาหารกับเฟิงเฉิงซิว
"แหม นี่มันหนุ่มหล่อที่เจ๋งที่สุดในหน่วยรับมือเหตุพิเศษไม่ใช่เหรอ ทำไมมานอนคอพับคออ่อนอยู่ตรงนี้ล่ะ?" ตอนนั้นเอง เสียงของเติ้งอวี้ฉีก็ดังขึ้นที่ด้านข้าง
"ไม่รับนัดครับ" เสิ่นเกอหันหน้าหนี เอาหลังศีรษะหันไปทางเติ้งอวี้ฉีแทน
"..."
เติ้งอวี้ฉีถือถาดอาหารมานั่งฝั่งตรงข้ามกับเสิ่นเกอ เธอพูดด้วยรอยยิ้ม "นี่เป็นแผนการฝึกซ้อมที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะ เชื่อฉันเถอะ ไม่เกินหนึ่งเดือนคุณก็จะมีร่างกายแข็งแรงเหมือนคนปกติแล้ว"
"ขอบคุณครับ ไว้คราวหน้าไปเดินตลาดกลางคืนเมื่อไหร่ ผมจะเลี้ยงสมองหมูย่างเป็นการตอบแทนนะ" เสิ่นเกอพูดด้วยรอยยิ้ม
"..."
รอยยิ้มบนใบหน้าของเติ้งอวี้ฉีแข็งค้างไปทันที พอหวนนึกถึงสมองหมูที่ยังคงเต้นตุบๆ ในห้องปิดตายใต้ดินเมื่อเช้านี้ เธอก็รู้สึกว่าเต้าหู้หม่าผอในถาดอาหารมันไม่น่ากินอีกต่อไปแล้ว
"อ้าว หัวหน้า วันนี้มากินข้าวเร็วจังเลยนะครับ" ตอนนั้นเองฮั่วอวี่กับเฟิงเฉิงซิวก็ถือถาดอาหารเดินเข้ามา
เติ้งอวี้ฉียกถาดอาหารแล้วลุกขึ้นยืน "งานยังไม่เสร็จหรอก แค่หิวก็เลยมาตักข้าวก่อน กลัวว่าเดี๋ยวจะลืมกินอีก พวกคุณค่อยๆ กินกันไปนะ"
พูดจบเธอก็ถือถาดอาหารเตรียมจะเดินจากไป แต่ก่อนไปเธอก็หยุดชะงัก แล้วหันไปพูดกับเฟิงเฉิงซิวว่า "อ้อ จริงสิ ครูฝึกเฟิง เจ้าหน้าที่เสิ่นบอกว่าความเข้มข้นในการฝึกซ้อมของหน่วยเรามันเบาเกินไป ไม่สมศักดิ์ศรีเจ้าหน้าที่ชั้นยอดของเขาเลย ฉันว่าคุณคงต้องเพิ่มความเข้มข้นให้เขาอีกหน่อยแล้วล่ะ"
พอถูกเรียกชื่อ เฟิงเฉิงซิวก็ยืนตัวตรงแหน่วทันที "รับทราบ รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงครับ!"
"..."
เสิ่นเกอยังไม่ทันได้เอ่ยปากประท้วง ก็เห็นเฟิงเฉิงซิวลงมานั่งข้างๆ แล้วตบบ่าเขาพลางพูดอย่างตื่นเต้นว่า "สมกับเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นยอดที่ได้เลื่อนขั้นข้ามระดับจริงๆ เสี่ยวเสิ่น! เพื่อให้สามารถเข้าร่วมภารกิจปราบสิ่งวิปริตของหน่วยได้เร็วที่สุด ถึงขนาดขอเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกซ้อมในสภาพแบบนี้ นับถือจริงๆ นับถือจากใจเลย!"
"ไม่ใช่ ฉัน... เดี๋ยวนะ!" เสิ่นเกอเพิ่งจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบนั่งตัวตรงแล้วหันไปมองเฟิงเฉิงซิวด้วยความตกตะลึง "ตอนนี้ผมยังเข้าร่วมภารกิจปราบสิ่งวิปริตของหน่วยไม่ได้เหรอครับ?"
เฟิงเฉิงซิวตอบ "ใช่แล้ว หัวหน้าเห็นว่าร่างกายนายอ่อนแอเกินไป เลยจัดแผนการฝึกซ้อมที่หนักที่สุดของหน่วยให้ แต่ก็กังวลว่าถ้านายต้องฝึกซ้อมตามแผนทุกวัน ร่างกายคงจะอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้าและรับภาระหนักเกินไปจนอาจจะได้รับบาดเจ็บตอนปฏิบัติภารกิจได้ เพราะงั้นในช่วงหนึ่งเดือนของการฝึกซ้อมนี้ นายจะไม่ได้เข้าร่วมภารกิจปราบสิ่งวิปริตใดๆ ทั้งสิ้น"
ฮั่วอวี่พูดเสริม "วางใจเถอะ เหตุการณ์สิ่งวิปริตไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยขนาดนั้นหรอก หลายครั้งที่ผ่านมานี้... ถือเป็นกรณีพิเศษของหน่วยเราก็แล้วกัน"
"..."
เสิ่นเกอ สรุปผมก็เหนื่อยฟรีน่ะสิ?
เดิมทีที่เขาเข้าร่วมหน่วยรับมือเหตุพิเศษ ก็เพราะกะจะฉวยโอกาสตอนปฏิบัติภารกิจแอบกลืนกินศพสิ่งวิปริตไปเนียนๆ สักหน่อย ถ้าต้องงดปฏิบัติภารกิจไปตั้งหนึ่งเดือน งั้นก็เปล่าประโย...
อ๊ะ!
เดี๋ยวก่อน!
ดูเหมือนว่าไอ้คุณสมบัติเครื่องรางดึงดูดสิ่งวิปริตของเขา จะเกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตขึ้นหรือไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกนั้นจะมากำหนดได้นี่นา
แต่หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ เสิ่นเกอก็ยังไปหาเติ้งอวี้ฉีเพื่อขอเจรจาปรับเปลี่ยนตารางการฝึกซ้อมอยู่ดี เขาขอลดเวลาพักผ่อนกับเวลาฝึกซ้อมลง เพื่อเจียดเวลาในช่วงบ่ายออกมาสักสองชั่วโมงให้เขาได้ออกไปเดินตรวจตราข้างนอกบ้าง
เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว ตอนนี้ความถี่ในการเกิดเหตุการณ์สิ่งวิปริตมีมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อเขามีคุณสมบัติพิเศษในการดึงดูดสิ่งวิปริตอยู่แล้ว สู้ให้ออกไปเดินตรวจตราไปทั่วๆ เพื่อยับยั้งเหตุการณ์สิ่งวิปริตที่อาจจะเกิดขึ้นให้จบลงตั้งแต่เนิ่นๆ ดีกว่าปล่อยให้สิ่งวิปริตเติบโตจนกลายเป็นระดับสูง แล้วก่อให้เกิดภัยพิบัติที่ไม่อาจควบคุมได้
เติ้งอวี้ฉีลองคิดตามก็เห็นว่าสิ่งที่เสิ่นเกอพูดมีเหตุผล ประกอบกับในฐานะเจ้าหน้าที่ชั้นยอด เสิ่นเกอก็มีสิทธิพิเศษอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของเขาอ่อนแอเกินเยียวยาจริงๆ ก็คงไม่ต้องจัดเวลาฝึกซ้อมให้ยาวนานขนาดนี้ในแต่ละวันหรอก
เมื่อเสิ่นเกอเอาตารางการฝึกซ้อมใหม่ไปให้เฟิงเฉิงซิว ครูฝึกผู้นี้ก็ซาบซึ้งจนแทบจะก้มลงกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ นึกไม่ถึงเลยว่าเสิ่นเกอจะต้องเผชิญกับการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์เจียดเวลาไปเดินลาดตระเวนอีก สมกับเป็นยอดคนผู้ห่วงใยความสงบสุขของบ้านเมืองและประชาชนจริงๆ! นับถือ นับถือจากใจจริงเลย!
เมื่อมองดูสีหน้าเลื่อมใสศรัทธาของเฟิงเฉิงซิว เสิ่นเกอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพี่เบิ้มคนนี้สติสตังยังดีอยู่หรือเปล่า แต่พอเห็นรูปร่างกล้ามปูสไตล์สตอลโลนของอีกฝ่าย สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าถามออกไป
หลังจากทนรับการสอนทักษะการต่อสู้ขั้นพื้นฐานช่วงบ่ายมาได้สองชั่วโมง เสิ่นเกอก็ไปนอนแผ่หลาอยู่ในห้องพักผ่อนนานถึงครึ่งชั่วโมง ทว่าตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในหัว
[ระดับการประเมินของโฮสต์เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 1 คุณลักษณะไร้เสียงและคุณลักษณะหยุดนิ่งได้รับการวิวัฒนาการแล้ว!]
[จบแล้ว]