เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 : สามปีต่อมา

ตอนที่ 10 : สามปีต่อมา

ตอนที่ 10 : สามปีต่อมา


ตอนที่ 10 : สามปีต่อมา

ประตูโถงสภาถูกปิดสนิท

อวี้หยวนเจิ้นนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ในมือถือจดหมายจากเย่หนีฉาง พลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ

อวี้หลัวเหมี่ยนนั่งอยู่เบื้องล่าง นั่งไขว่ห้าง มือถือถ้วยชา แววตาแฝงความขี้เล่น

อวี้หมิงซียืนเงียบๆ อยู่ข้างบิดา

"พี่ใหญ่ ความหมายของจดหมายฉบับนี้ชัดเจนมากนะ"

อวี้หลัวเหมี่ยนวางถ้วยชาลง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปาก "นอกจากการขอบคุณแล้ว นางยังเจาะจงถามถึงสถานการณ์ปัจจุบันของหมิงซี แถมยังอยากให้เด็กผู้หญิงที่ชื่อเย่ไห่โหรวคนนั้นมา 'พูดคุยแลกเปลี่ยน' กับหมิงซีให้มากขึ้นด้วย"

"สายเลือดตระกูลหอดอกไห่ถังเก้าหัวใจนั้นสืบทอดผ่านทายาทเพียงคนเดียว ผู้สืบทอดทุกรุ่นล้วนเป็นวิญญาณจารย์สายสนับสนุน"

"แล้ววิญญาณจารย์สายสนับสนุนขาดอะไรมากที่สุดล่ะ? ก็การคุ้มครองจากวิญญาณจารย์สายโจมตียังไงล่ะ"

อวี้หยวนเจิ้นพยักหน้าเล็กน้อย "เย่หนีฉางเป็นคนฉลาด"

"นางถูกใจพรสวรรค์ของหมิงซีเข้าให้แล้ว"

อวี้หลัวเหมี่ยนหันไปมองอวี้หมิงซีแล้วเย้าแหย่ "วิญญาณยุทธ์คู่ระดับสุดยอด พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด แถมวงแหวนวิญญาณวงแรกยังเป็นวงแหวนวิญญาณระดับร้อยปีที่ทรงพลังสุดๆ ตราบใดที่เขาไม่ด่วนตายไปเสียก่อน ในอนาคตเขาจะต้องได้เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์อย่างแน่นอน"

"ตระกูลเย่กำลังพยายามวางเดิมพันตั้งแต่เนิ่นๆ"

"พูดให้ดูดีก็คือ 'การพูดคุยแลกเปลี่ยน' แต่แท้จริงแล้วก็คือการอยากยกลูกสาวให้เจ้าเป็นการหมั้นหมายแบบกลายๆ นั่นแหละ"

สีหน้าของอวี้หมิงซีเรียบเฉย ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ "ท่านอาสอง ตอนนี้มันยังเร็วเกินไปที่ข้าจะคุยเรื่องนี้นะขอรับ"

"ไม่เร็วไปหรอก"

อวี้หลัวเหมี่ยนโบกมือ "การแต่งงานระหว่างตระกูลใหญ่ๆ มักจะเริ่มวางแผนกันตั้งแต่เด็กๆ อายุไม่กี่ขวบ หากหอดอกไห่ถังเก้าหัวใจสามารถผูกมัดตัวเองเข้ากับรถม้าศึกของสำนักมังกรอัสนีทรราชของเราได้ มันก็เป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย"

อวี้หยวนเจิ้นปรายตามองลูกชายที่ยืนนิ่งเงียบ และไม่ได้ติดใจในหัวข้อนี้อีกต่อไป

เขาหันไปหาอวี้หลัวเหมี่ยน สีหน้าเริ่มจริงจังขึ้น

"น้องรอง มีบางเรื่องที่ข้าต้องเตือนเจ้า"

อวี้หยวนเจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ปกติแล้วข้าก็หลับตาข้างหนึ่งให้กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นอกบ้านของเจ้ามาตลอด"

"แต่เจ้าต้องรู้จักขอบเขตบ้าง"

รอยยิ้มบนใบหน้าของอวี้หลัวเหมี่ยนแข็งค้างไปเล็กน้อย "พี่ใหญ่ ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?"

"ข้าไม่อยากให้วันหนึ่งมีใครอุ้มเด็กมาปรากฏตัว แล้วอ้างว่าเป็นลูกนอกสมรสของเจ้า"

อวี้หยวนเจิ้นกล่าวเสียงเข้ม "โดยเฉพาะพวกผู้หญิงใจแตกทั้งหลาย สายเลือดของสำนักจะปล่อยให้แปดเปื้อนไม่ได้เด็ดขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกลายเป็นตัวตลกในสายตาคนนอก"

ความตื่นตระหนกวาบผ่านดวงตาของอวี้หลัวเหมี่ยน เขาหยัดตัวนั่งตรงทันที "พี่ใหญ่ วางใจเถอะ ข้ารู้ว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่ มันก็แค่ความสนุกสนานชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ข้าจะไม่มีวันทิ้งสายเลือดนอกสมรสเอาไว้เด็ดขาด"

อวี้หยวนเจิ้นจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา "ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ด้วยนิสัยของเจ้า สักวันมันจะต้องมีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้นจนได้"

...

ฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เวลาสามปีล่วงเลยไปในพริบตา

ณ สำนักมังกรอัสนีทรราช ภายในเรือนพักอันเงียบสงบที่ภูเขาด้านหลัง

ภายในห้อง อวี้เสี่ยวกังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง แม้ว่าความผันผวนของพลังวิญญาณรอบตัวเขาจะอ่อนจาง แต่มันก็มั่นคงขึ้นกว่าเมื่อสามปีก่อนมาก

"เป๊าะ"

ดูเหมือนมีบางอย่างภายในร่างกายของเขาแตกสลาย

จู่ๆ อวี้เสี่ยวกังก็ลืมตาขึ้น ประกายแห่งความยินดีอย่างสุดซึ้งวาบผ่านดวงตา

"ระดับสิบ! ในที่สุดข้าก็ถึงระดับสิบแล้ว!"

เขามองดูมือของตัวเองที่กำลังสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น

เวลาตั้งสามปีเต็ม

ถูกกักขังอยู่ในเรือนพักเล็กๆ แห่งนี้ ไม่มีเพื่อน ไม่มีสิ่งบันเทิงใจ มีเพียงการฝึกฝนอันน่าเบื่อหน่ายและเจ้าหมูที่รู้แต่เรื่องตด

แม้จะก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้า แต่ในที่สุดเขาก็ก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นมาได้

"ท่านพ่อบอกว่าพรสวรรค์ของข้าย่ำแย่ บอกว่าข้ามันไร้ประโยชน์"

อวี้เสี่ยวกังลุกขึ้นยืน กำหมัดแน่น "แต่ข้าก็ยังทำได้"

เขาเดินไปที่หน้าต่างและเหลือบมองยามที่อยู่หน้าเรือนพัก

ยามสองคนนั้นกำลังคุยกันเรื่อยเปื่อยและไม่ได้สังเกตเห็นเขา

"ตอนนี้ข้าต้องการวงแหวนวิญญาณ"

อวี้เสี่ยวกังคำนวณในใจ "ตราบใดที่ข้าได้วงแหวนวิญญาณวงแรกมา ข้าก็จะได้เป็นวิญญาณจารย์ที่แท้จริง และข้าจะสามารถพิสูจน์ทฤษฎีการกลายพันธุ์ของวิญญาณยุทธ์ของข้าได้"

"ถ้าข้าไปขออนุญาตท่านพ่อ เขาจะต้องจัดคนให้ตามประกบข้า หรือไม่ก็เข้ามาก้าวก่ายการเลือกวงแหวนวิญญาณของข้าแน่ๆ"

"ข้าไม่ต้องการความเวทนาจากพวกเขา"

ร่องรอยแห่งความดื้อรั้นฉายชัดในดวงตาของอวี้เสี่ยวกัง "ข้าถึงระดับสิบแล้ว ข้ามีความสามารถที่จะไปล่าวงแหวนวิญญาณด้วยตัวเองได้"

เขารีบเก็บสัมภาระใส่ห่อผ้าเล็กๆ หยิบเหรียญทองที่เก็บสะสมมาตลอดหลายปี แล้วฉวยโอกาสตอนเปลี่ยนเวรยามปีนหนีออกไปทางกำแพงด้านหลัง

เขาหลบหลีกหน่วยลาดตระเวนของสำนัก เดินตามเส้นทางที่เปลี่ยวร้าง และเดินออกจากสำนักมังกรอัสนีทรราชไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง

ในขณะเดียวกัน ณ ลานฝึกซ้อมหลักของสำนัก

"ตู้ม!"

เสียงปะทะดังกึกก้อง

อวี้หมิงซีที่เปลือยท่อนบน ซัดหมัดเข้าใส่หุ่นไม้เหล็กสีดำที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ

หุ่นไม้เหล็กสีดำที่แข็งแกร่งแตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ ในทันที เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วทิศทาง

ใตัฝ่าเท้าของเขามีวงแหวนวิญญาณสามวงกำลังโคจรอย่างช้าๆ

เหลือง ม่วง ม่วง

การจัดวางวงแหวนวิญญาณแบบหนึ่งเหลืองสองม่วงนั้นดูเจิดจ้าบาดตายิ่งนักเมื่ออยู่ภายใต้แสงแดด

อัคราจารย์วิญญาณในวัยเก้าขวบ

อวี้หยวนเจิ้นยืนอยู่ด้านข้าง เฝ้ามองดูพลังทำลายล้างที่ลูกชายปลดปล่อยออกมา ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชม

"ดีมาก"

อวี้หยวนเจิ้นพยักหน้า "ในตอนนี้ เจ้าไม่มีคู่ปรับในระดับเดียวกันเลยล่ะ"

"ต่อให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับปรมาจารย์วิญญาณระดับสี่สิบ เจ้าก็ยังมีพลังพอที่จะต่อกรได้"

อวี้หมิงซีเก็บวิญญาณยุทธ์ ปาดเหงื่อออกจากหน้าผาก "ยังไม่พอหรอกขอรับ ในขั้นตอนนี้ ยิ่งก้าวหน้าไปไกลเท่าไหร่ การสะสมพลังวิญญาณก็ยิ่งช้าลง"

"เจ้าเพิ่งจะเก้าขวบเองนะ"

อวี้หยวนเจิ้นยิ้ม "การก้าวหน้าเร็วเกินไปอาจจะทำให้รากฐานไม่มั่นคงได้ ความแข็งแกร่งทางร่างกายของเจ้าในตอนนี้ก็เทียบเท่ากับปรมาจารย์วิญญาณแล้ว นั่นแหละคือข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า"

ในเงามืดของป่าด้านนอกลานฝึกซ้อม

อวี้เสี่ยวกังที่เพิ่งจะหลบหนีออกมา ไม่ได้จากไปในทันที แต่กลับเดินอ้อมมาที่นี่อย่างไม่มีเหตุผล

เขาซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้และเฝ้ามองเหตุการณ์จากระยะไกล

เขาเห็นวงแหวนวิญญาณอันเจิดจ้าของอวี้หมิงซี และเขาก็เห็นความภาคภูมิใจและความรักที่ปิดไม่มิดบนใบหน้าของบิดา

รอยยิ้มแบบนั้น บิดาไม่เคยมอบให้เขาเลย

"หนึ่งเหลือง สองม่วง..."

อวี้เสี่ยวกังจ้องเขม็งไปที่วงแหวนวิญญาณใต้ฝ่าเท้าของอวี้หมิงซี เล็บมือจิกแน่นเข้าไปในเปลือกไม้

"การจัดวางที่ขัดกับสามัญสำนึกทางทฤษฎี"

"ทำไมถึงต้องเป็นเขา? เพียงเพราะวิญญาณยุทธ์นั่นงั้นหรือ?"

ความอิจฉาริษยากัดกินหัวใจของเขาราวกับงูพิษ

"สำนักมอบทรัพยากรทั้งหมดให้กับเขา"

"ถ้าข้าได้กินสมบัติล้ำค่าจากสวรรค์พวกนั้นบ้าง ถ้าข้าได้ราชทินนามพรหมยุทธ์มาสอนเป็นการส่วนตัวบ้าง ข้าก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้หรอก"

อวี้เสี่ยวกังหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองในใจ

เขารู้สึกว่าสำนักไม่ยุติธรรมและบิดาก็ลำเอียง

"คอยดูเถอะ"

อวี้เสี่ยวกังมองดูสองพ่อลูกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังและเร้นกายหายเข้าไปในป่าทึบ "เมื่อข้าได้วงแหวนวิญญาณและพิสูจน์ทฤษฎีของข้าได้แล้ว ข้าจะทำให้พวกเจ้าทุกคนรู้ว่า สติปัญญาคือพลังที่แข็งแกร่งที่สุด"

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

ยามรักษาการณ์คนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในลานฝึกซ้อม

"ท่านเจ้าสำนัก! แย่แล้วขอรับ!"

ยามคุกเข่าลงกับพื้น "นายน้อยใหญ่... นายน้อยใหญ่หายตัวไปแล้วขอรับ!"

รอยยิ้มบนใบหน้าของอวี้หยวนเจิ้นมลายหายไปในพริบตา

"หายตัวไป?"

น้ำเสียงของอวี้หยวนเจิ้นเย็นเยียบ "ข้าไม่ได้สั่งให้พวกเจ้าจับตาดูเขาให้ดีหรอกหรือ?"

"ตอนที่เปลี่ยนเวรยามเมื่อครู่นี้ พวกเราพบว่าหน้าต่างเปิดอยู่ และเขาก็หายไปแล้วขอรับ"

"พวกเราพบจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ เขียนว่า... เขียนว่าเขาจะออกไปตามหาวิถีแห่งเต๋าของตัวเองขอรับ"

"อวดดีนัก!"

อวี้หยวนเจิ้นคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว อากาศรอบตัวดูเหมือนจะสั่นสะเทือน

"พลังวิญญาณแค่ระดับสิบ ก็กล้าวิ่งออกไปคนเดียวแล้วรึ? เขาคิดว่าตัวเองมีชีวิตยืนยาวนักหรือยังไง?"

แม้จะด่าทอ แต่ร่องรอยแห่งความกังวลก็วาบผ่านดวงตาของอวี้หยวนเจิ้น

ท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเอง

โลกภายนอกนั้นเต็มไปด้วยสัตว์วิญญาณที่ดุร้ายและผู้คนที่ไว้ใจไม่ได้ วิญญาณจารย์ที่มีวิญญาณยุทธ์ขยะและมีพลังวิญญาณเพียงระดับสิบ อาจจะไปตายนอกบ้านเมื่อไหร่ก็ได้

"ท่านพ่อ"

อวี้หมิงซีก้าวออกมาข้างหน้า "ให้ข้าไปพาตัวเขากลับมาไหมขอรับ?"

อวี้หยวนเจิ้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือปฏิเสธ

"ไม่ต้องไปตามเขากลับมาหรอก"

อวี้หยวนเจิ้นถอนหายใจ "ใจของเขาไม่สงบแล้ว ฝืนพาเขากลับมาก็รังแต่จะทำให้เขาเกลียดพวกเรามากขึ้นไปอีก"

"ในเมื่อเขาอยากจะพิสูจน์ตัวเอง ก็ปล่อยให้เขาไปชนกำแพงเอาเองเถอะ"

พูดจบ อวี้หยวนเจิ้นก็หันไปสั่งยาม "ไปสั่งการหน่วยองครักษ์เงา ส่งคนสองคนไปสะกดรอยตามเขาอยู่ห่างๆ"

"ห้ามลงมือแทรกแซงเด็ดขาด เว้นแต่เขาจะตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต"

"ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า ไอทฤษฎีจอมปลอมของเขานั่น จะช่วยให้เขารอดชีวิตไปได้สักกี่วัน หลังจากที่ออกจากความคุ้มครองของสำนักไปแล้ว"

ยามรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

อวี้หยวนเจิ้นมองไปทางประตูสำนัก สีหน้าของเขาซับซ้อนยากจะคาดเดา

ในขณะเดียวกัน อวี้เสี่ยวกังก็เดินพ้นเขตอิทธิพลของสำนักออกมาแล้ว

เขาสูดอากาศบริสุทธิ์แห่งความอิสระภายนอก และมองดูถนนหลวงที่กว้างขวาง ความทะเยอทะยานพลุ่งพล่านขึ้นในใจ

"นับจากนี้ไป ทะเลกว้างใหญ่พอให้ปลาได้กระโดดโลดเต้นแล้ว"

อวี้เสี่ยวกังจัดกระเป๋าสะพายให้เข้าที่ และก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังป่าสัตว์วิญญาณที่อยู่ใกล้ที่สุด

เขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า ยุคสมัยของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 10 : สามปีต่อมา

คัดลอกลิงก์แล้ว