เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 - วาสนา

บทที่ 33 - วาสนา

บทที่ 33 - วาสนา


บทที่ 33 - วาสนา

นี่ก็คือ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' อีกม้วนหนึ่งจริงๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับม้วนที่หลี่ฝานซ่อนไว้ใต้เบาะรองนั่งบนโต๊ะน้ำชาไม่มีผิด

แน่นอนว่าเนื้อหาไม่ได้เหมือนกัน แต่เป็นคุณสมบัติที่เหมือนกันต่างหาก

สิ่งที่ปรมาจารย์กระบี่ฉินคลี่ออกและนำเสนอต่อหน้าหลี่ฝานนั้น ไม่ใช่รูปภาพหรือรูปลักษณ์ที่จับต้องได้ แต่เป็นตัวอักษรที่เขียนเบียดเสียดกันแน่นขนัด แม้ว่าตั้งแต่ทะลุมิติมา เขาจะได้รับทักษะติดตัวบวกกับความช่วยเหลือจากระบบ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์หรือเคล็ดวิชาใดก็สามารถอ่านเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งเพียงแค่กวาดตามอง แต่ทว่าตัวอักษรใน 'คัมภีร์กุญแจทำลายล้างความชั่วร้ายพิสูจน์สัจธรรม เล่มปฐม' นี้ หลี่ฝานกลับอ่านไม่ออกเลยจริงๆ

นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่บทความ มันเป็นเพียงการนำตัวอักษรหลายๆ ตัวมาเขียนเรียงต่อกัน โดยไม่ได้มีความหมายในเชิงบทกวีหรือคำประพันธ์ใดๆ เลย แน่นอนว่าเครื่องหมายวรรคตอนก็ไม่มีเช่นกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องอ่านจากบนลงล่างหรือซ้ายไปขวา แล้วแบบนี้จะไปอ่านรู้เรื่องได้อย่างไรล่ะ?

ซึ่ง 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ของนักพรตเลี่ยงเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน เขาไม่ได้วาดรูปปีศาจหรือวิญญาณร้ายอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้พอจะนำมาศึกษาหรือวิเคราะห์ได้เลย มันเป็นเพียงภาพวาดทิวทัศน์ที่ดูธรรมดาๆ ตามตัวอักษรเลยก็คือ ภาพวาดที่มีภูเขาหนึ่งลูกกับแม่น้ำหนึ่งสายเท่านั้น

ภาพทั้งสองม้วนนี้ถูกสร้างขึ้นมาราวกับเกมไขปริศนา มันคือคัมภีร์สวรรค์ที่แท้จริง

หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ สิ่งที่เรียกว่า 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' นั้น เป็นเพราะตัวผู้เขียนเองก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกับข้อมูลที่มองเห็นได้ จึงทำได้เพียงบันทึกข้อมูลที่ดูไร้ความหมายเหล่านี้ออกมาในรูปแบบของรูปภาพหรือตัวอักษรตามสัญชาตญาณเท่านั้น

วิธีนี้ปลอดภัยกว่าการไปสัมผัสกับการไหว้พระจันทร์โดยตรงก็จริง แต่เมื่อต้องผ่านประสาทสัมผัสของมนุษย์อีกทอดหนึ่ง ความยากในการทำความเข้าใจก็เพิ่มขึ้นเป็นพันเป็นหมื่นเท่าเลยทีเดียว

คาดว่าคงจะมีแต่คนบ้าที่มีคลื่นสมองตรงกันเท่านั้นแหละ ถึงจะอ่านรู้เรื่องได้?

แต่ทว่า ฟังจากน้ำเสียงของเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแล้ว มันน่าจะเคยได้ 'คัมภีร์กุญแจ' เล่มปลายมาครอบครองสินะ? เจตจำนงกระบี่?

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า หึหึหึ ฮ่าฮ่าฮ่า โฮะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า’

...เอาเถอะ เจ้านี่คงต้องตกอยู่ในสภาพกึ่งบ้ากึ่งบอแบบนี้ไปอีกพักใหญ่แน่ๆ

หลี่ฝานที่กำลังงุนงงสับสน จึงทำได้เพียงหันไปสอบถามปรมาจารย์กระบี่ฉินที่มีท่าทีหวาดกลัวราวกับคนกำลังจะโดนฉีดยาแต่ไม่กล้ามองเข็ม "ท่านปรมาจารย์ ข้าเห็นแล้วขอรับ สิ่งนี้ก็คือ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ของลัทธิหลัวใช่ไหมขอรับ? ท่านอยากให้ข้าดูสิ่งใดในนี้หรือขอรับ? จะให้ข้าคัดลอกมันออกมาไหมขอรับ?"

ปรมาจารย์กระบี่ฉินรีบม้วนภาพนั้นเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว เขากำมันไว้แน่นแล้วซุกกลับเข้าไปในอกเสื้อ ไม่ยอมให้เห็นตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว จากนั้นจึงหอบหายใจหนักๆ หันกลับมาเบิกตากว้างพลางกล่าวว่า "เจ้ายังสามารถคัดลอกมันออกมาได้อีกหรือ? จำได้หมดเพียงแค่มองครั้งเดียวเลยหรือ? ก่อนหน้านี้เจ้าไม่เคยเห็นของพรรค์นี้มาก่อนจริงๆ สินะ?"

"ข้าไม่เคยอ่านคัมภีร์เล่มนี้มาก่อนจริงๆ ขอรับ"

หลี่ฝานยักไหล่ ความจำและความสามารถในการทำความเข้าใจระดับเหนือมนุษย์นี้ย่อมไม่ใช่ของเดิมของร่างนี้แน่ๆ คาดว่าคงเป็นของแถมจากระบบนั่นแหละ แต่ระบบกลับไม่ได้มอบความทรงจำในอดีตของร่างนี้มาให้เขาด้วย

ส่งผลให้ตั้งแต่หลี่ฝานทะลุมิติมาก็ถูกลักพาตัวเลย เขางุนงงไปหมด ไม่มีความทรงจำหรือเรื่องราวในอดีตของร่างเด็กน้อยนี้หลงเหลืออยู่เลย ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับญาติพี่น้อง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือบ้านเกิดอยู่ที่ไหน แถมศิษย์เขาไผ่สีหมึกทั้งสามคนที่ลักพาตัวเขามาก็สวมผ้าคลุม 'ไร้หน้า' อีก ทำให้ไม่สามารถสืบสาวราวเรื่องอะไรได้เลยจริงๆ

ปรมาจารย์กระบี่ฉินก็ดูออกว่าเขาไม่ได้โกหก จึงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ข้าได้ยินมาว่าการไหว้พระจันทร์ครั้งแรกของเจ้า ก็สามารถมองเห็นปฐมบรรพชนดาราว่างเปล่าได้เลย ข้าก็เลยแอบเดาว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้

'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ม้วนนี้ คือคัมภีร์สวรรค์ที่ปรมาจารย์หลัวแห่งลัทธิหลัวเขียนขึ้นหลังจากที่ได้เห็นปฐมบรรพชนดาราว่างเปล่า และถูกศิษย์ลัทธิหลัวรวบรวมจัดทำเป็นคัมภีร์

ปรมาจารย์หลัวผู้นั้น ก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาอำนาจขั้นกลายเป็นเซียน เป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ที่หาตัวจับยากในรอบหลายร้อยปี หากไม่ใช่เพราะจู่ๆ ก็เกิดเสียสติไปหลังจากที่ได้เห็นดาราว่างเปล่า บางทีลัทธิหลัวอาจจะผงาดขึ้นมาทัดเทียมกับลัทธิเทพในอดีต และกลายเป็นขั้วอำนาจที่สี่ของใต้หล้าไปแล้วก็เป็นได้

แต่พอเขาเสียสติไป ลัทธิหลัวก็ไร้ซึ่งผู้นำ กองกำลังภายใต้สังกัดย่อมถูกสามสำนักใหญ่ร่วมมือกันกวาดล้างจนสิ้นซาก การกบฏของลัทธิบัวดำในแคว้นหลีในตอนนั้น ก็เป็นเพียงสมรภูมิย่อยๆ ของการกวาดล้างลัทธิหลัวโดยสามสำนักใหญ่เท่านั้น

หลังจากการศึกในครั้งนั้น สามสำนักใหญ่ก็สูญเสียกำลังคนไปไม่น้อย จึงทำให้ใต้หล้าสงบสุข และแทบไม่มีการเข่นฆ่ากันในโลกมนุษย์อีกเลย"

"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง..." สรุปว่านี่ไม่ใช่ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ต้นฉบับด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าผ่านการคัดลอกมาแล้วกี่ทอด แล้วแบบนี้จะไปอ่านรู้เรื่องได้อย่างไรล่ะ... เจตจำนงกระบี่ แกอ่านรู้เรื่องไหมล่ะ? แกเคยได้เล่มปลายมาไม่ใช่หรือ ลองท่องให้ฟังหน่อยสิ?

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า แน่นอนว่าต้อง... อ่านไม่ออกอยู่แล้วสิ! ผ่านมาตั้งหลายปีขนาดนี้ ใครมันจะไปจำได้ล่ะ! อ๊าฮ่าฮ่าฮ่า! อ๊าฮ่าฮ่า! อ๊าฮ่าฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!’

แกอ่านไม่ออกแถมยังท่องไม่ได้อีก มันก็เท่ากับว่าเล่มต้นเล่มปลายก็ไม่มีค่าอะไรเลยไม่ใช่หรือไง? แล้วแกจะหัวเราะหาพระแสงอะไรเนี่ย...

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า อ่านไม่ออกแล้วจะทำไม! ใครเขาอยากจะไปฝึกวิชาของลัทธิหลัวกันล่ะ! เปิ่นจั้วก็แค่อยากจะให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่า คัมภีร์สวรรค์ของดาราว่างเปล่า ก็ยังสู้สำนักกระบี่เป่ยเฉินของข้าไม่ได้! เห็นหรือยังล่ะ! ในอดีตมีคนตายไปตั้งเท่าไหร่เพื่อแย่งชิงคัมภีร์สวรรค์เล่มนี้! สุดท้ายก็มาตกอยู่ในมือของเปิ่นจั้วไม่ใช่หรือ! เห็นกันหมดแล้วใช่ไหม! สำนักกระบี่เป่ยเฉินของข้าไร้เทียมทานในใต้หล้า! อ๊าฮ่าฮ่าฮ่า!’

เอาเถอะ เจ้านี่มันบ้าไปแล้ว ชั่วคราวคงพึ่งพาไม่ได้แล้วล่ะ...

เมื่อเห็นหลี่ฝานยังคงไม่มีปฏิกิริยาอะไร ปรมาจารย์กระบี่ฉินก็จิบน้ำชา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปากว่า "ชิงเยวี่ย ความจริงแล้ว ในตอนแรกข้าสงสัยว่าเจ้าคือศิษย์ของลัทธิหลัวกลับชาติมาเกิดน่ะ"

หา? ปรมาจารย์กระบี่ฉินอธิบายต่อ "ข้าเดาว่าชาติก่อนเจ้าอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาอำนาจของลัทธิหลัวที่สละร่างเนื้อกลับชาติมาเกิด จึงสามารถเชื่อมโยงกับ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ในมือข้าได้ ทำให้เจ้าสามารถมองเห็นดาราว่างเปล่าได้ตั้งแต่การไหว้พระจันทร์ครั้งแรก แต่ว่า... ข้าคิดว่าข้าคงจะคิดมากไปเอง"

ทำไมล่ะ?

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ไร้สาระ! ปรมาจารย์หลัวเห็นดาราว่างเปล่ายังเสียสติไปเลย! เปิ่นจั้วต้องใช้ร่างผสานเข้ากับกระบี่ถึงจะรอดพ้นเคราะห์กรรมมาได้! แต่เจ้ากลับไม่เป็นอะไรเลยสักนิด! จะเป็นเศษขยะที่ถูกเปิ่นจั้วสังหารทิ้งไปง่ายๆ กลับชาติมาเกิดได้อย่างไร! ใครจะสามารถกลับชาติมาเกิดจากน้ำมือของเปิ่นจั้วได้! ไม่เชื่อ! เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ฮี่ฮี่ฮี่ ฮ่าฮ่าฮ่า โฮะโฮะโฮะ ฮ่าฮ่า!’

...ระบบ เจ้านี่มันไม่มีปัญหาจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย? ‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับบรรลุเป้าหมายเล็กๆ ได้สำเร็จ จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ขอให้โฮสต์โปรดเห็นใจด้วย’

อ้อ ถ้าแกพูดแบบนี้ข้าก็เข้าใจแล้วล่ะ ถ้าข้าสามารถทำกำไรได้สักร้อยล้านข้าก็คงหัวเราะแบบนี้เหมือนกัน

ปรมาจารย์กระบี่ฉินเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน "พวกเศษเดนของลัทธิหลัวจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงถูกสามสำนักใหญ่ตามล่าสังหารอยู่เลย ลากเอาหลายตระกูลไปตายด้วยตั้งเท่าไหร่แล้ว คนที่กลับชาติมาเกิดเกรงว่าคงอยากจะแกล้งบ้าแกล้งโง่ให้รู้แล้วรู้รอดไป จะมีใครที่ไหนกล้ามาไหว้พระจันทร์ต่อหน้าข้าเพื่อเผยพิรุธตัวเองแบบนี้กันล่ะ

ถ้าไม่ใช่หน่อเนื้อแห่งมรรคาที่สวรรค์ประทานมา ก็คงเป็นแค่คนโง่เง่าเต่าตุ่นเท่านั้นแหละ"

หลี่ฝาน "..."

"แน่นอนว่า ข้าค่อนข้างสงสัยภูมิหลังทางครอบครัวของเจ้าในโลกมนุษย์มากกว่า อาจจะเป็นพวกเศษเดนของลัทธิบัวดำ หรือลัทธิหลัว หากเจ้าเป็นศิษย์ของลัทธิหลัวกลับชาติมาเกิดจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องมีรากฐานของสำนักอยู่บ้าง เป็นไปไม่ได้เลยที่เมื่อได้เห็นคัมภีร์สวรรค์ของลัทธิหลัวแล้ว จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองหรือบรรลุธรรมอะไรเลย"

ปรมาจารย์กระบี่ฉินนำภาพวาดม้วนนั้นมาห่อด้วยผ้าไหม ธง และกล่องกระดาษทีละชั้นๆ จนซ้อนกันเป็นชั้นหนา แต่ก็ยอมให้เขาดูเพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น "ชิงเยวี่ย เจ้าอย่าได้ถือสาที่ข้าตั้งใจมาหยั่งเชิงเจ้าเลยนะ เป็นเพราะสายของท่านเจ้าขุนเขามีคนน้อยอยู่แล้ว จู่ๆ ก็มีคนที่มีอนาคตไกลต้องมาตายไปคนหนึ่ง แถมเจ้าก็อาจจะมีส่วนพัวพันกับศัตรูเก่าในอดีตอย่างไม่ชัดเจนนัก ข้าจึงต้องมาตรวจดูเจ้าด้วยตาตัวเองสักครั้ง"

"อ้อ... อ้ออ้อ!" ในที่สุดหลี่ฝานก็เข้าใจแล้ว "ที่แท้พวกท่านก็สงสัยว่าข้าเป็นไส้ศึกของลัทธิหลัว ที่คอยดักทำร้ายศิษย์พี่ลู่งั้นหรือ?"

ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้ายอมรับอย่างตรงไปตรงมา "ถูกต้อง"

หลี่ฝานชะงักไป เหงื่อเย็นเยียบซึมออกมาเต็มแผ่นหลังในทันที

คนพวกนี้ ช่างมีแผนการล้ำลึกเหลือเกิน!

ก็จริงของเขา ในสายตาของเขาไผ่สีหมึก การที่หลี่ฝานไหว้ปฐมบรรพชนดาราว่างเปล่าได้ตั้งแต่ครั้งแรกนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะเป็นศิษย์ลัทธิหลัวกลับชาติมาเกิด และก็เป็นเขาอีกนั่นแหละ ที่บังเอิญเข้าไปร่วมกลุ่มเลี้ยงมังกรของศิษย์พี่ลู่กะทันหัน แต่กลับเกิดเรื่องขึ้นภายในวันนั้นเลย! ยิ่งไปกว่านั้น เขาที่อยู่แค่ระดับรวบรวมปราณ กลับสามารถฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำได้! ข้อสงสัยนี้ก็ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก! หากเป็นเศษเดนของลัทธิหลัวกลับชาติมาเกิด ทุกอย่างก็จะสมเหตุสมผลไปหมด!

หากเขาไผ่สีหมึกโหดเหี้ยมกว่านี้สักหน่อย ตัดสินจากพฤติกรรมโดยไม่สนเจตนาล่ะก็ เผลอๆ อาจจะกำจัดเขาทิ้งไปตั้งแต่แรกแล้วก็ได้!

การที่ปล่อยทิ้งไว้หลายวันโดยไม่เคลื่อนไหวอะไร อาจจะเป็นการทดสอบและจับตาดูเขาอยู่จริงๆ ก็ได้!

ยิ่งไปกว่านั้น ฝูหลิงกับเสวียนเป่า ตกลงว่าพวกเขาไปประลองกระบี่ด้วยตัวเอง หรือว่าถูกสั่งให้ย้ายตัวออกไปล่วงหน้า เพื่อใช้แผนปล่อยปละละเลยเพื่อจับกุม ล่อให้งูออกจากถ้ำกันแน่!

แล้วคุนล่ะ? เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับล่ะ? จานร่อนสุนัขล่ะ? ระบบล่ะ? ไพ่ตายเหล่านี้ของเขา ถูกเปิดเผยไปหมดแล้วหรือยังนะ?

แล้วการที่ตาเฒ่าคนนี้โผล่มาตอนนี้ แถมยังเอาคัมภีร์สวรรค์ลับมาให้เขาดู มันหมายความว่าอย่างไร?

หมายความว่าพวกเขาเตรียมจะปิดตาข่าย และพร้อมจะลงมือแล้วงั้นหรือ!?

เวลานี้หลี่ฝานรู้สึกคอแห้งผาก ขนลุกซู่ไปทั้งคอ รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนเข็ม แทบจะกระโดดหนีอยู่แล้ว!

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า อย่าขยับ!’

"ทำใจให้สงบ ดื่มชาสิ" ปรมาจารย์กระบี่ฉินก็ส่งเสียงเตือนเช่นกัน

เมื่อถูกทั้งสองฝ่ายร้องเตือน หลี่ฝานก็ยกถ้วยชาขึ้นดื่มโดยสัญชาตญาณ รู้สึกสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างประหลาด

"ไม่ต้องคิดมากหรอก ความตั้งใจของท่านเจ้าอาราม ก็แค่ให้ข้ามาตรวจสอบด้วยตาตัวเองอีกครั้งเพื่อความแน่ใจเท่านั้น ความจริงแล้วหากเจ้าเป็นไส้ศึกของลัทธิหลัวจริงๆ จะไปช่วยท่านเจ้าขุนเขากับวั่งซูบำเพ็ญเพียร และทำเรื่องสะดุดตาแบบนี้ไปทำไมกัน"

ปรมาจารย์กระบี่ฉินห่อม้วนภาพอย่างแน่นหนาแล้วเก็บใส่กล่องหยกก่อนจะซุกไว้ในป้ายหยก จากนั้นก็นำน้ำเต้าหยกม่วงฝาทองปากแคบออกมาวางไว้ตรงหน้าหลี่ฝาน บนน้ำเต้ายังประดับด้วยขอบด้ายทองคำ วาดลวดลายกิ่งก้านดอกเหมยสีทอง ระหว่างกิ่งเหมยมีเมฆหมอกและสายลมพัดผ่าน ดูงดงามสะดุดตายิ่งนัก

"ท่านเจ้าอารามสั่งความมาว่า หากดูแล้วเจ้าไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ ทางเขาไผ่สีหมึกก็ย่อมไม่ทอดทิ้งศิษย์ที่มีศักยภาพอย่างเจ้า และยิ่งไม่ยอมปล่อยให้หน่อเนื้อแห่งมรรคาที่ฟ้าดินประทานมาต้องเสียเปล่า

ในน้ำเต้านี้ มี 'โอสถทองม่วงสตรีเร้นลับเก้าวัฏจักรฟื้นวิญญาณต่อปราณ' อยู่สองร้อยเม็ด (‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า เชี่ย เก้าวัฏจักร!’) ไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงเลือดฟื้นฟูลมปราณ คืนวิญญาณช่วยชีวิตได้อีกด้วย

จริงสิ เจ้าคงยังไม่เคยใช้โอสถทองคำเลยสินะ? ของแบบนี้ไม่ได้เอาไว้กลืนสดๆ หรอกนะ วิธีใช้แบบหนึ่งก็คือไปหาซื้อเตาพกพาขนาดเล็กมา นำโอสถทองคำใส่ลงไปในเตา ใช้ไฟแท้สกัด แล้วสูดดมปราณโอสถที่ระเหยออกมา วิธีนี้สามารถใช้ได้หลายครั้ง และไม่ทำให้สรรพคุณของยาต้องสูญเปล่าด้วย

อีกวิธีหนึ่งก็คือผ่าครึ่ง นำไปอมไว้ใต้ลิ้น ปล่อยให้น้ำลายละลายยาแล้วกลืนลงไป แต่วิธีนี้มักจะมีฤทธิ์ยาแรงเกินไป และยังดูดซึมได้ยาก อมไว้สักพักก็ต้องบ้วนทิ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกพิษจากโอสถ จึงใช้ได้เฉพาะในยามฉุกเฉินเท่านั้น

ของชั้นยอดที่ผ่านการสกัดถึงเก้าวัฏจักรเช่นนี้ ขอเพียงอมไว้ในปากและส่วนหัวไม่ได้รับความเสียหายร้ายแรง ต่อให้เหลือเพียงลมหายใจรวยรินก็สามารถช่วยชีวิตกลับมาได้ จะเรียกว่าเป็นยาเซียนก็ไม่เกินจริงนักหรอก"

ไม่ๆ นี่มันจะอวยกันเกินไปแล้วมั้ง? ‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า เป็นไปไม่ได้! ศิษย์ระดับสร้างรากฐาน แค่ให้ยาระดับสามวัฏจักรมาก็ถือว่ายกย่องกันมากแล้ว! เขาไผ่สีหมึกจะเอาเงินมากมายขนาดนี้มาผลาญเล่นได้อย่างไร!’

...เดี๋ยวก่อน สรุปว่ามันช่วยชีวิตได้จริงๆ ใช่ไหม?

ปรมาจารย์กระบี่ฉินเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ "โอสถทองม่วงสตรีเร้นลับนับว่าเป็นยาชั้นยอด ท่านเจ้าอารามปรุงขึ้นมาเป็นของแถมตอนที่รักษาบาดแผลให้เจ้านั่นแหละ ต่อให้ถึงระดับแก่นทองคำก็ยังสามารถรับประทานได้ แต่จะเอามาใช้บำเพ็ญเพียรมันก็ออกจะน่าเสียดายไปหน่อย เก็บไว้ใช้ช่วยชีวิตจะดีกว่า

แน่นอนว่าข้าเห็นอาการบาดเจ็บของเจ้าก็ทุเลาลงมากแล้ว สามารถทนรับฤทธิ์ยาของโอสถทองคำนี้ได้แล้ว ก็ตามใจเจ้าจะใช้ก็แล้วกัน แต่จำไว้ว่ายาใดๆ ก็ล้วนมีพิษแฝงอยู่ อย่าได้เอาไปเคี้ยวเล่นเป็นขนมลูกอมล่ะ"

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า เขาไผ่สีหมึกถึงกับเลี้ยงดูนักปรุงยาที่เก่งกาจขนาดนี้ได้เชียวหรือ...’

"นี่... ขอบพระคุณท่านเจ้าอารามที่ช่วยชีวิต ขอบพระคุณท่านเจ้าอารามที่เมตตาขอรับ" หลี่ฝานกลืนน้ำลายเอื๊อก นี่เขาเกือบจะถูกกระบี่บินมาวนรอบคออีกแล้วใช่ไหมเนี่ย? นี่มันหมายความว่ายังไง? ตบหัวแล้วลูบหลัง ฟันด้วยกระบี่แล้วแถมยาเซียนให้หนึ่งน้ำเต้างั้นหรือ? จากนั้นคุนก็คาบจานร่อนว่ายกลับมา มันมองดูน้ำเต้า แล้วเอาครีบมาตบๆ ที่หลังมือของหลี่ฝาน

‘คุนแสดงความเห็นว่า ขอสักเม็ดสิ’

บิดาเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แกยันจะห่วงกินอยู่อีก! ไปกินน้ำไป!

หลี่ฝานสะบัดมือขว้างจานร่อนสุนัขทิ้งไปอีกครั้ง

คุนร้องไห้น้ำตาซึมว่ายตามจานร่อนไป

ปรมาจารย์กระบี่ฉินเห็นเขาหงุดหงิดอยู่ในใจ ก็หัวเราะออกมา "ไม่ต้องคิดมากไปหรอก ก็ถือเสียว่าข้าแวะมาเยี่ยมเยียนเจ้าก็แล้วกัน ถึงอย่างไรตอนนี้ไส้ศึกของแต่ละสำนักก็แทรกซึมกันอย่างหนัก เรื่องพวกนี้ก็เป็นแค่การทำตามขั้นตอน ใครเจอเข้าก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ อย่าเก็บไปใส่ใจเลย

หึหึ สำนักไหนที่กล้าส่งหน่อเนื้อแห่งมรรคาอย่างเจ้ามาเป็นไส้ศึก ข้าว่าคงจะเสียสติไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ"

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าคิดว่าเขาไม่ใช่ไส้ศึกงั้นหรือ! แต่เขาไหว้เทพธิดาซวนหนวี่ก่อน และเป็นศิษย์ผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่เป่ยเฉินของข้าแล้ว! นึกไม่ถึงล่ะสิ อ๊าฮ่าฮ่าฮ่า!’

เวรเอ๊ย ถ้าพูดแบบนี้มันก็ไม่ได้ใส่ร้ายเขาเลยนี่นา...

หลี่ฝานเหงื่อแตกพลั่ก โค้งคำนับ "ชิงเยวี่ยขอบพระคุณท่านปรมาจารย์ที่กล่าวชม ขอบพระคุณท่านเจ้าอารามที่เมตตาขอรับ..."

ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้ายิ้มรับ กำลังจะพูดอะไรต่อ ทันใดนั้นตาซ้ายก็เหลือบมองไปทางซ้ายแวบหนึ่ง แล้วก็หุบปากนั่งตัวตรง หันไปพูดกับคนข้างนอกว่า "เสี่ยวเฮ่อ เจ้ามาเยี่ยมเยียนวั่งซูหรือ?"

เสี่ยวเฮ่อ?

หลี่ฝานอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ก็เห็นแสงสีทองร่อนลงมาที่ลานบ้าน จางจิ่วเกาเก็บกระบี่บิน แล้วโค้งคำนับอย่างนอบน้อม "คารวะท่านปรมาจารย์ขอรับ"

พรวด เสี่ยวเฮ่อ

"ศิษย์มาหาหลี่ชิงเยวี่ยขอรับ" จางจิ่วเกาตอบอย่างนอบน้อม "เขาเทียนไถเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ศิษย์เกรงว่าหากเขารู้เรื่องแล้วจะแอบลงจากเขาไป ก็เลยแวะมาดูเสียหน่อยขอรับ"

"เขาเทียนไถเกิดเรื่องแล้ว!" หลี่ฝานหัวสมองอื้ออึง เขากระโดดลุกขึ้นจากเบาะรองนั่งทันที "มีคนตายไปเท่าไหร่ขอรับ!"

"รวมๆ แล้วก็น่าจะสักหลักสิบหลักร้อยล่ะมั้ง... อ้อ ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่ฝั่งพวกเราที่ล้มตาย... อย่างน้อยก็ในตอนนี้ล่ะนะ..." จางจิ่วเกาเห็นหลี่ฝานชักกระบองคู่ออกมาแล้ว ก็รีบอธิบาย

"ทำใจให้สงบ!" ปรมาจารย์กระบี่ฉินตวาดห้าม "อย่าตื่นตูมไปหน่อยเลย เดิมทีก็ตั้งใจไปปล้นเขาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ พ่ายแพ้กลับมาก็เพราะฝีมือสู้เขาไม่ได้ ไปทวงคืนมาก็สิ้นเรื่อง! เสี่ยวเฮ่อ เจ้าเล่ามาให้ชัดเจนสิ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"

เมื่อเห็นเขาถาม จางจิ่วเกาก็เล่าออกมาจนหมดเปลือก "เรียนท่านปรมาจารย์ ในตอนแรกพวกเราเป็นฝ่ายชนะขอรับ แต่เขาเทียนไถได้ไปขอร้องให้ตำหนักเซียนยื่นมือเข้ามาช่วย โดยใช้ของวิเศษกักขังลูกศิษย์ทุกคนไว้ในลานประลอง ทำให้ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้

ตอนนี้คนของตำหนักเซียนมากันเยอะมาก ดูเหมือนตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้ใหญ่โต เพื่อใช้เป็นข้ออ้างเล่นงานสำนักของเรา ดังนั้นนักพรตที่คอยดูแลอยู่ห่างๆ จึงส่งยันต์สื่อสารกลับมาที่สำนัก เพื่อขอให้ท่านเจ้าอารามส่งคนไปช่วยเหลือขอรับ..."

"ตำหนักเซียนหรือ? ตระกูลเซียนหนานกงออกโรงเองเลยหรือ?" ปรมาจารย์กระบี่ฉินเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน "หรือว่า..."

จางจิ่วเกาพยักหน้า

คุนคาบจานร่อนกลับมา พอเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี ก็รีบมุดเข้าไปซ่อนตัวในแขนเสื้อของหลี่ฝาน

"ดูท่าทางคราวนี้..."

"คงจะได้ประลองกระบี่กันจริงๆ เสียแล้ว"

ปรมาจารย์กระบี่ฉินกับจางจิ่วเกาสบตากัน นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน

หลี่ฝานได้แต่เบิกตากว้างจ้องมองตาแก่สองคนนี้ ไม่เข้าใจเลยว่า พวกท่านหัวเราะอะไรกันเนี่ย? ป่านนี้เขาเทียนไถอาจจะเลือดไหลนองเป็นสายน้ำไปแล้วก็ได้ มันมีอะไรน่าขำกันนักหนา?

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ไอ้หนู เจ้าไม่เข้าใจหรอก นี่มันคือหายนะแห่งการเข่นฆ่า! มรรคาวิถีเซียนแห่งปฐมเอกะน่ะ การจะบรรลุมรรคาด้วยการเข่นฆ่านั้นง่ายที่สุดแล้ว! ไม่ได้ต่อสู้กันมานานแค่ไหนแล้ว มีคนตั้งเท่าไหร่ที่ติดแหง็กอยู่ที่คอขวดจนทะลวงผ่านไปไม่ได้ ทุกคนต่างก็เฝ้ารอโอกาสนี้กันทั้งนั้นแหละ! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!’

การเข่นฆ่าก็สามารถบรรลุมรรคาได้ด้วยหรือเนี่ย... ถ้างั้นคนที่เก่งที่สุดก็พวกคนขายหมูขายไก่น่ะสิ? ‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว นี่มันต้องอาศัยแรงกระตุ้นจากโชคชะตาด้วยเข้าใจไหม! เฮ้อ พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เจ้าลองลงสนามไปฆ่าดูสักสองสามคนเดี๋ยวก็เข้าใจเองแหละ ใช่แล้ว ใช่แล้ว! รีบขอร้องให้พวกเขาพาเจ้าไปด้วยสิ! โอกาสวาสนาที่หาได้ยากยิ่งเลยนะเนี่ย! ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่!’

ต่อให้เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับไม่บอก หลี่ฝานก็ต้องขอร้องอยู่แล้ว ป่านนี้ฝูหลิงกับเสวียนเป่าคงจะติดกับอยู่ที่เขาเทียนไถกันหมดแล้ว แถมยังเป็นเรื่อง 'หายนะแห่งการเข่นฆ่า' ที่ฟังดูอันตรายสุดๆ แบบนี้อีก จะให้เขานั่งรอฟังข่าวอยู่เฉยๆ ได้อย่างไรล่ะ? หลี่ฝานรีบประสานมือคารวะ "ท่านปรมาจารย์ ท่านนักพรต โปรดพาผู้น้อยชิงเยวี่ยไปประลองกระบี่ที่เขาเทียนไถด้วยเถิดขอรับ!"

ตาแก่ทั้งสองสบตากันอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทันที แสดงว่าพอจะมีลุ้น

ปรมาจารย์กระบี่ฉินถามขึ้นอีกครั้ง "รู้ไหมว่าครั้งนี้ท่านเจ้าอารามส่งใครไปเป็นผู้นำทัพกระบี่?"

จางจิ่วเกาตอบว่า "เป็นนักพรตเหยา ศิษย์สายตรงของท่านเจ้าอารามขอรับ"

"เหยาเสวียนโจวหรือ? ส่งเขาไปก็เพื่อประกาศศักดาน่ะสิ ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงไม่ต้องไปแล้ว" ปรมาจารย์กระบี่ฉินชี้ไปที่หลี่ฝาน "เสี่ยวเฮ่อ เจ้านำไอ้หนูนี่ไปเปิดหูเปิดตาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน"

จางจิ่วเกาตอบรับ "น้อมรับคำบัญชาขอรับ"

ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้า ส่งกระบี่สีแดงชาดในอ้อมแขนให้จางจิ่วเกา "บาดแผลเก่าของข้ายังไม่หายดี กระบี่มังกรแดงตัวนี้ก็หิวโหยมานานแล้ว เจ้าพามันไปอิ่มอร่อยสักมื้อก็แล้วกัน"

"น้อมรับราชโองการ" จางจิ่วเการับกระบี่อาคมสีแดงมาด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วประสานมือคารวะพร้อมกับหลี่ฝาน มองดูปรมาจารย์กระบี่ฉินสะบัดแขนเสื้อเหาะทะยานขึ้นฟ้าไป

"ท่านนักพรตจาง พี่ฝูหลิงกับเสวียนเป่าไม่เป็นอะไรจริงๆ ใช่ไหมขอรับ?" หลี่ฝานรีบถามด้วยความร้อนใจ

จางจิ่วเกาส่ายหน้า "ไม่รู้สิ ลูกศิษย์ตั้งมากมายขนาดนั้น ความปลอดภัยของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร ในยันต์สื่อสารด่วนจะไปเขียนบอกรายละเอียดได้ทั้งหมดได้อย่างไรกัน

แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ทางฝั่งพวกเราความเสียหายไม่มากนัก อย่างน้อยตะเกียงวิญญาณก็แค่สั่นไหวไปตามลมกระบี่ ยังไม่ดับไปกี่ดวง ฝูหลิงก็น่าจะปลอดภัยดี เพียงแต่ครั้งนี้ตกหลุมพราง ถูกตำหนักเซียนสวมรอยเป็นนกขมิ้นอยู่ด้านหลัง จับตัวคนของเราไปกลุ่มหนึ่งยังช่วยเหลือออกมาไม่ได้ ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกันอยู่ที่เขาเทียนไถ อย่างน้อยก็ต้องรอให้ผู้อาวุโสระดับก่อกำเนิดวิญญาณออกหน้ามาประลองกระบี่ เพื่อตัดสินแพ้ชนะกันเสียก่อน

...ข้าเดาว่าหากเจ้ารู้เรื่องนี้ จะต้องแอบหนีลงเขาไปแน่ ในเมื่อท่านปรมาจารย์ให้ความสำคัญกับเจ้าขนาดนี้ งั้นก็ไปกับข้าสักรอบเถอะ เพราะถึงอย่างไรการประลองกระบี่ระหว่างสำนักใหญ่ๆ แบบนี้ก็หาดูได้ยากยิ่ง นักพรตเหยาก็เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในระดับก่อกำเนิดวิญญาณของสำนักเรา วันหน้าถ้าไม่ได้เป็นท่านเจ้าขุนเขา ก็ต้องเป็นท่านเจ้าอาราม การได้สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ก็ถือว่าเป็นโอกาสวาสนาที่หาได้ยากเช่นกัน"

"ส่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งระดับก่อกำเนิดวิญญาณของเขาไผ่สีหมึกไปนำทัพเลยหรือ ร้ายกาจขนาดนั้นเลยหรือขอรับ?" เมื่อเห็นเขามั่นใจเต็มเปี่ยม แถมยังมีท่าทีอยากรู้อยากเห็น ความกังวลในใจของหลี่ฝานก็ลดลงไปหลายส่วน "ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะออกเดินทางกันเลยไหมขอรับ?"

จางจิ่วเกาประคองกระบี่มังกรแดงไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งก็ยกนิ้วขึ้นมาคำนวณ "ไม่ต้องรีบ ในเมื่อเป็นการนัดหมายประลองกระบี่อย่างเป็นทางการ ก็ต้องเชิญชวนสหายร่วมสำนักให้ไปตามนัดหมาย การประลองกระบี่ครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า ก่อนที่จะมีการประลองระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดวิญญาณของเขาไผ่สีหมึกและตระกูลเซียนหนานกง เพื่อตัดสินหาผู้แพ้ชนะ จะไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรหรอก

ข้าลองคำนวณดูแล้ว นั่งเรือเหาะไปก็ใช้เวลาแค่วันเดียว หากออกเดินทางตอนนี้เกรงว่าจะต้องเดินทางตอนกลางคืน ซึ่งไม่ค่อยสะดวกนัก เอาเป็นว่าพวกเราไปถึงล่วงหน้าสักวันหนึ่งก็แล้วกัน โอกาสหาได้ยากเช่นนี้ ข้าจะไปชักชวนสหายเต๋าสักสองสามคน แล้วเลือกศิษย์ที่มีศักยภาพสักสองคนไปชมการประลองด้วยกัน คนเยอะๆ จะได้ช่วยสร้างความฮึกเหิม เจ้าก็ไปเตรียมตัวให้พร้อมก่อน พรุ่งนี้ยามเหม่าไปรวมตัวกันที่ใต้เจดีย์เต๋าโหลวกวนก็แล้วกัน"

นี่ตกลงพวกท่านจะไปนัดตีกันหรือไปทัศนศึกษากันแน่เนี่ย!

เฮ้อ... แต่ได้ตั๋วเครื่องบินไปเขาเทียนไถก็ยังดี รออีกแค่วันเดียวก็วันเดียวสิ เรื่องแบบนี้มันรีบร้อนกันไม่ได้หรอก ไม่แน่ว่าไปถึงแล้วอย่าว่าแต่จะไปช่วยคนเลย อาจจะต้องเตรียมตัวไปเก็บศพแก้แค้นให้เพื่อนที่รู้จักกันด้วยซ้ำ

เอาเถอะ ถึงอย่างไรเรื่องฟันลิงมันก็เอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ครั้งนี้เขาคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องต่อสู้ห้ำหั่นกับคนจริงๆ งั้นก็ควรจะใช้เวลาที่เหลืออยู่เตรียมตัวสักหน่อยก็แล้วกัน

ไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจ ทางด้านร่างกาย หรือว่า... ทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 33 - วาสนา

คัดลอกลิงก์แล้ว