- หน้าแรก
- ตำนานกระบี่คลั่งกับระบบสุขภาพจิต
- บทที่ 32 - ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก
บทที่ 32 - ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก
บทที่ 32 - ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก
บทที่ 32 - ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก
ในเมื่อเข้าใจแล้วว่าเบื้องหลังของสิ่งที่เรียกว่าการประลองกระบี่นั้น แท้จริงแล้วกำลังทำเรื่องสกปรกอะไรอยู่ หลี่ฝานจึงล้มเลิกความคิดที่จะไป 'ช่วยเหลือ' ทันที
เพราะเขาคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ อย่างที่เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับบอก การประลองกระบี่ของเขาไผ่สีหมึก ก็ไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงม้าของสำนักกระบี่เป่ยเฉิน ซึ่งล้วนเป็นบททดสอบที่มีจุดประสงค์เดียวกัน
หากเจ้าติดแหง็กอยู่ที่คอขวดของการบำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานาน ทางสำนักย่อมรู้ดี และทางสำนักก็สามารถช่วยเหลือเจ้าได้ แต่ทำไมทางสำนักจะต้องช่วยเจ้าด้วยล่ะ? อย่างน้อยเจ้าก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นเสียก่อน ว่าเจ้ามีคุณค่าพอให้ทางสำนักลงทุนด้วย ไม่ใช่หรือ?
อย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ได้สนับสนุนให้ไปสาบานตนเป็นโจร หากเจ้ามีความสามารถโดดเด่นในด้านการปรุงยา การหล่อหลอมของวิเศษ การสร้างกลไก หรือการพยากรณ์ การจะได้รับความชื่นชมและได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสในสำนักก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากเจ้าไม่ได้มีสติปัญญาเฉียบแหลม ไม่ได้มีชาติตระกูลที่สืบทอดวิชาอันโดดเด่น และยิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีเงิน แล้วเจ้ายังคิดจะทะลวงผ่านระดับแก่นทองคำอีกหรือ? เจ้าอยากจะอยู่ต่อไปอีกสักห้าร้อยปีจริงๆ หรือ? แล้วจะเอาอะไรมาแลกเปลี่ยนล่ะ? ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเสน่ห์ของชายแก่ของเจ้างั้นหรือ?
ดังนั้นนอกจากการเอาชีวิตเข้าแลก ทำงานรับใช้สำนัก เพื่อหวังให้ผู้มีอำนาจสักคนมองเห็นและชื่นชมแล้ว ยังจะมีทางออกอื่นอีกหรือ?
ในอดีต ผู้บำเพ็ญเพียรที่บำเพ็ญมรรคาวิถีเซียนแห่งปฐมเอกะ ก็ล้วนมีวิถีชีวิตแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ต่อให้ปัจจุบันนี้กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์จะเปลี่ยนแปลงไป มีหนทางใหม่ในการไหว้พระจันทร์เพิ่มขึ้นมาให้เลือก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ยังคงมีคนที่ตัดสินใจจะเดินตามรอยเท้าเดิมอยู่ดี
ส่วนการประลองกระบี่ในครั้งนี้ คาดว่าคงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลลู่จริงๆ หรอก เป็นแค่การที่พวกลูกศิษย์ระดับสร้างรากฐานของเขาไผ่สีหมึกที่ติดแหง็กอยู่ที่คอขวด อาศัยเรื่องของศิษย์พี่ลู่เป็นข้ออ้าง แล้วถูกใครบางคนยุยงปลุกปั่นให้ลุกฮือขึ้นมา ก็ถือว่าพอจะมีข้ออ้างที่ฟังขึ้นอยู่บ้าง
นี่คือเส้นทางที่ฝูหลิงกับหยวนเสวียนเป่าเลือกเดินเอง ฝูหลิงนั้นไม่ต้องพูดถึง หลังจากที่นางได้เห็นร่างมารของเทพธิดาวั่งซู นางก็เกิดความหวาดกลัวจนเกิดกิเลสในใจ จนถึงทุกวันนี้นางก็ยังไม่กล้าไหว้พระจันทร์อีกเลย
ส่วนหยวนเสวียนเป่า... เขาบอกกับหลี่ฝานว่าการได้เหลือบมอง 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' เพียงแวบเดียวก็ทำให้เขาได้รับประโยชน์มากมาย แต่ความจริงแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ล่ะ? เขาไปช่วยประลองกระบี่เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรจริงๆ หรือว่าพอรู้ตัวว่าแค่ภาพ 'หยั่งรู้ห้วงลึก' เพียงภาพเดียวเขายังทนดูไม่ได้ ประกอบกับเรื่องที่คู่บำเพ็ญเพียรของเขาถูกสังหาร จึงเกิดแรงกระตุ้นให้ตัดสินใจเข้าร่วมการประลองกระบี่ในครั้งนี้กันแน่?
เรื่องราวในใจเหล่านี้ เกรงว่าคงจะมีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด
สิ่งที่หลี่ฝานทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงการฝึกฝนวิชากระบองคู่ เพื่อขับไล่ปราณอาฆาตในร่างกายและรักษาอาการบาดเจ็บไปพลางๆ พร้อมกับบำเพ็ญเพียรอย่างมุ่งมั่นเพื่อหล่อหลอมห้ากระบี่ผีไท่อิน จากนั้นก็คอยนับวันรอเวลาเตรียมตัวไปฆ่าลิงในป่าไผ่ เพื่อเพิ่มแต้มอารมณ์ของตนเอง
อืม การที่ยังไม่ไหว้พระจันทร์เสียที เหตุผลหลักก็คือพวกลิงพวกนี้ไม่อาจจะฆ่าฟาร์มเลเวลแบบบ้าคลั่งได้ทั้งวันทั้งคืน ต้องรอให้ราชาวานรลดความระมัดระวังตัวลงเสียก่อนค่อยไป ไม่อย่างนั้นเพิ่งจะฟันไปได้แค่สองรัง ราชาวานรก็โผล่มาขัดจังหวะเสียแล้ว ขืนต้องวิ่งหนีไปมาหลายๆ รอบก็คงจะน่ารำคาญแย่
ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงค่อนข้างว่าง นอกจากการฝึกฝนห้ากระบวนท่าของวิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับ และการบำเพ็ญเพียรห้ากระบี่ผีแล้ว เขาก็ยังได้เรียนรู้วิชากระบี่อีกชุดหนึ่งจากเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับด้วย
"ฟู่—" หลี่ฝานใช้นิ้วมือซ้ายทำท่าจีบเป็นรูปดอกกล้วยไม้ ยกขึ้นมาเสมอหน้าอกราวกับกำลังจะประสานมือคารวะ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง จากนิ้วทั้งห้าของเขาก็มีปราณกระบี่ห้าสายพุ่งออกมาอย่างเงียบเชียบ ปราณเหล่านั้นมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วโป้งและนิ้วนาง หมุนวนราวกับพายุหมุน ก่อนจะถูกบีบอัดจนกลายเป็นเกลียวคลื่นขนาดเท่าเม็ดถั่วเหลืองที่ดูคล้ายเปลวไฟ จากนั้นเขาก็พ่นลมหายใจที่มีปราณกระบี่แฝงอยู่ออกมาจากปากและจมูก พัดพาเอาพายุหมอกกระบี่ที่บีบอัดไว้นั้นพุ่งออกไป
แสงเทียนสองแถวที่ตั้งเรียงรายอยู่ตรงหน้าเขาทั้งแนวตั้งและแนวนอน ถูกปราณกระบี่ไร้ลักษณ์นี้ตัดขาดจนดับวูบ บางเล่มถูกฟันจนแท่งเทียนขาดกระเด็น บางเล่มถูกตัดไส้เทียนจนขาดสะบั้น และยังมีบางเล่มที่ถูกกระแทกจนเปลวไฟดับลง แสงกระบี่แถวสุดท้ายที่ค่อยๆ อ่อนกำลังลง ได้พัดพริ้วไปตามกระแสลมที่พ่นออกมา ในชั่วพริบตาก็กวาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฟาดฟันเข้ากับผนังไม้ไผ่ของเรือนเล็กชมจันทร์จนเกิดเสียงดังเป๊าะแป๊ะ เศษไม้ไผ่ร่วงหล่นลงมา เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่ว ทิ้งรอยกระบี่ขนาดใหญ่ไว้บนผนังไผ่สีหมึกอย่างเห็นได้ชัด
กระบี่สังหารแห่งเป่ยเฉิน - กระบี่แสงประทีป
อืม ที่ตั้งชื่อกระบวนท่านี้ขึ้นมา ก็เพราะเดิมทีมันถูกใช้เป่าเทียนดับไฟก่อนนอน ขี้เกียจลุกจากเตียงน่ะ ทุกคนคงเข้าใจกันดี...
‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ทำได้ไม่เลวเลย เคล็ดลับของกระบี่แสงประทีปกระบวนท่านี้ก็คือการจู่โจมโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้เบิกตากว้างอ้าปากค้าง เตรียมจะปล่อยลูกกลอนกระบี่ที่หล่อเลี้ยงไว้ในร่างกายออกมา ก็ให้เป่าปราณกระบี่ออกจากภาพมายาในร่างกายโดยตรง เพื่อบั่นคอหรือตัดศีรษะ สังหารศัตรูอย่างไร้ร่องรอย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนที่จะบรรลุระดับแก่นทองคำ ซึ่งยังไม่สามารถควบคุมลูกกลอนกระบี่ได้ และไม่มีกระบี่บินคอยคุ้มครองร่างกาย กระบวนท่านี้จึงเหมาะที่สุดสำหรับใช้สังหารคน เพราะการใช้เพลงกระบี่มังกรเหินฟ้าดินนั้นมีท่วงท่าที่ใหญ่เกินไป ทำให้ศัตรูอ่านทางได้ง่าย ส่วนเคล็ดวิชากระบี่อื่นๆ ก็คล้ายคลึงกัน แค่ทำท่าจีบนิ้วก็ดูออกชัดเจนแล้ว แต่กระบวนท่านี้เริ่มต้นด้วยการทำท่าประสานมือคารวะ คนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางย่อมไม่ทันได้ตอบสนองก็ถูกฟันคอขาดไปแล้ว’
หลี่ฝานมองดูสภาพห้องที่ถูกเขาฟันจนเละเทะไปหมด จากการแสร้งทำเป็นคารวะแต่ที่แท้กลับเป่าปราณกระบี่ออกไปอย่างกะทันหันเมื่อครู่นี้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
มันป้องกันได้ยากจริงๆ นั่นแหละ มีแค่การยกมือขึ้นแล้วเป่าลมออกไปเท่านั้น แถมยังสามารถเป่าปราณกระบี่ออกไปแค่สายเดียวเพื่อบั่นคอ หรือจะเป่าออกไปหลายๆ สายเพื่อระเบิดหัวก็ยังได้ อานุภาพของมันก็ไม่ได้ด้อยเลย แน่นอนว่าไม่อาจเทียบกับเพลงกระบี่มังกรเหินฟ้าดินที่ปลดปล่อยพลังคลื่นออกไปทั้งตัวได้ แต่อย่างน้อยก็มีระยะการโจมตีและความรุนแรงมากกว่าการแทงปราณกระบี่ออกไปแบบตรงๆ เพียงสายเดียว แต่ถ้าจะให้วิจารณ์ล่ะก็...
"มันดูอำมหิตเกินไปนะ หากถูกจับได้ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมาย ใครๆ ก็ต้องหวาดระแวงเจ้าแน่ๆ..."
‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่าพยานที่เห็นเหตุการณ์ให้หมดก็สิ้นเรื่อง วิชากระบี่นี้มันดูอำมหิตเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ทำให้ผู้คนเกลียดชังได้ง่าย เดิมทีมันก็เป็นเคล็ดวิชากระบี่ลับที่ถ่ายทอดกันปากต่อปากระหว่างอาจารย์กับศิษย์ในสำนักหลักเท่านั้น ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องฝึกฝนควบคู่กับ 'เคล็ดวิชาปราณกระบี่ไร้เงาไร้ลักษณ์ไร้ร่องรอยไร้รูปลักษณ์' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาบำเพ็ญลมปราณของสำนักกระบี่เป่ยเฉิน จึงจะสามารถบรรลุขั้นสุดยอดของการสังหารคนอย่างไร้ร่องรอยได้อย่างแท้จริง ต่อให้เคล็ดวิชาของสำนักเราจะกระจัดกระจายไปทั่วหล้า แต่คนที่รู้จักกระบวนท่านี้ก็น่าจะมีไม่มากนักหรอก
แน่นอนว่า กระบี่แสงประทีปไม่ใช่กระบวนท่าที่ใช้สำหรับการประลองเวทต่อสู้กันอย่างเปิดเผย อย่างมากที่สุดก็ใช้โจมตีทีเผลอ เป็นวิชาที่สอนให้โฮสต์เอาไว้ป้องกันตัวเท่านั้น อย่าได้เที่ยวไปเป่าใส่หน้าใครซี้ซั้วล่ะ การสูบพลังปราณมาจากภาพมายาในร่างกายโดยตรงมันค่อนข้างสิ้นเปลืองพลังงานนะ’
ใครมันจะเที่ยวไปเป่าใส่หน้าคนอื่นซี้ซั้วกันล่ะ...
การฝึกฝนของหลี่ฝานเสร็จสิ้นลงแล้ว ต่อไปก็ถึงคิวการฝึกฝนของคุนบ้าง
"คุน! คุนเอ๊ย——!!"
คุนไปซ่อนตัวอีกแล้ว ช่วงนี้ฝูหลิงไม่อยู่ หลี่ฝานก็ไม่ได้ต้มเต้าหู้ให้มันกิน เอาแต่แทะแป้งย่างกินเอง แถมยังกรอกน้ำในบึงมังกรครามให้มันกินจนเต็มท้องอีก คุนแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ก็ไม่รู้ว่าไปแอบซ่อนอยู่ที่ไหนแล้ว
แต่ไม่เป็นไร เพราะหลี่ฝานค้นพบวิธีใช้จานร่อนสุนัขอันนั้นแล้ว
"คาบกลับมา!" เขาขว้างจานร่อนออกไปที่กลางทะเลสาบ มันกระดอนไปบนผิวน้ำหลายครั้ง และในจังหวะที่จานร่อนกำลังจะลดความเร็วลงและตกลงไปในน้ำนั้นเอง เส้นสีขาวสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาจากก้นทะเลสาบอันหนาวเหน็บ คุน! มันกระโดดพรวดขึ้นมา! คาบจานร่อนสุนัขเอาไว้ได้!
‘คุนแสดงความเห็นว่า ไม่เล่นแล้ว น่ารำคาญ!’
หลี่ฝานหัวเราะร่าพลางรับจานร่อนมา "อย่าโกรธไปเลยน่า แกดำน้ำลงไปถึงก้นทะเลสาบเลยหรือ?"
‘คุนแสดงความเห็นว่า ถึงก้นแล้ว ถึงก้นแล้ว!’
"ของสิ่งนี้มันไม่ธรรมดาเลยนะ..." หลี่ฝานลูบคาง พลิกจานร่อนในมือไปมาเพื่อศึกษาดู
เมื่อสองวันก่อน ตอนที่เขาว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เขาก็พลิกมันไปมาเพื่อพยายามดูว่าของราคา 200 แต้มชิ้นนี้มีกลไกอะไรซ่อนอยู่ แต่ผลปรากฏว่าเขามองไม่ออกเลย ดูเหมือนมันจะไม่ใช่แค่ 'ของวิเศษ' ธรรมดาๆ อย่างน้อยเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับก็สัมผัสอะไรไม่ได้เลย หลี่ฝานเองก็ลองใช้สัมผัสเทวะตรวจสอบดูแล้ว จานร่อนนี้ไม่มีปราณวิเศษหรือปราณอาฆาตใดๆ แฝงอยู่เลย พอมันไปวางอยู่ตรงไหนก็จะกลมกลืนไปกับสีสันของธรรมชาติตรงนั้นจนแยกไม่ออก
มันก็แค่จานร่อนสุนัขธรรมดาๆ อันหนึ่ง...
หลังจากได้ข้อสรุปที่น่าผิดหวังนี้ หลี่ฝานก็อยากจะส่งต่อความหงุดหงิดของตัวเองไปให้คุน เขาจึงขว้างมันออกไปให้คุนเก็บ ผลปรากฏว่าจานร่อนนี้ถูกคุนคาบกลับมาได้จริงๆ แถมยังเป็นข้อบังคับว่า 'ต้อง' ถูกเก็บกลับมาอีกด้วย
อืม มันคือคำว่า 'ต้อง' จริงๆ
หมายความว่าต่อให้คุนจะขัดขืน นอนนิ่งๆ ไม่ขยับ หรือแม้แต่ซ่อนตัวอยู่ใต้ก้นบึ้งของน้ำ เมื่อหลี่ฝานขว้างจานร่อนออกไป มันก็จะแหวกว่ายออกไปตามสัญชาตญาณอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ จนกว่าจะคาบจานร่อนกลับมาให้ได้...
และหลี่ฝานก็เคยลองให้คุนเป็นคนขว้างจานร่อนดูบ้าง ตัวเขาเองก็ได้รับอิทธิพลเช่นเดียวกัน เขาจะวิ่งไปรับจานร่อนตามสัญชาตญาณอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ แต่ทว่าหากไม่ทำท่า 'ขว้าง' อย่างชัดเจน แค่ 'วาง' ไว้บนโต๊ะ หรือ 'เก็บ' เข้าไปในป้ายหยก ก็จะไม่เป็นการกระตุ้นสถานะ 'คาบจานร่อน'
ดังนั้นขอเพียงแค่ 'ขว้าง' ออกไป
ก็จะมีคนไป 'คาบ' กลับมาอย่างแน่นอน...
นี่มันของวิเศษระดับเทพชัดๆ!
เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับก็เห็นด้วยกับความคิดของเขา
‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า โฮสต์ ไอ้ของบ้านี่มันน่าอับอายยิ่งกว่ากระบี่แสงประทีปเสียอีก’
นั่นมันแน่อยู่แล้ว สมมติว่าตอนประลองกระบี่อยู่ดีๆ แล้วเจ้าขว้างจานร่อนออกไป คู่ต่อสู้ก็จะทิ้งกระบี่แล้ววิ่งไปเก็บจานร่อน แบบนี้ก็ต้องโดนบั่นคอขาดกระเด็นในดาบเดียวไม่ใช่หรือ?
ของวิเศษที่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของเป้าหมายได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์? แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?
ตัวอย่างเช่น เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลยตลอดกระบวนการ ไม่ว่าจานร่อนนี้จะมีความแปลกประหลาดแค่ไหน มันก็ไม่มีผลใดๆ ต่อสิ่งของที่มีลักษณะเป็น 'รูปลักษณ์' อย่างเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสองวันก่อนตอนที่หยวนเสวียนเป่ามาเยี่ยมเยียน เขาต่างหากที่เป็นคนรับจานร่อนเอาไว้ ไม่ใช่คุน
ดังนั้นในตอนที่ขว้างจานร่อนออกไป มันใช้กฎเกณฑ์อะไรในการตัดสินว่าใครจะเป็นผู้รับล่ะ?
พิจารณาจากระยะทางใกล้ไกลหรือ? พิจารณาจากเผ่าพันธุ์หรือ? พิจารณาจากการมีมือหรือไม่มีมือหรือ? พิจารณาจากระดับการบำเพ็ญเพียรสูงต่ำหรือ? หรือว่าไม่มีกฎเกณฑ์พวกนี้อยู่เลย?
เรื่องพวกนี้จำเป็นต้องมีคนมาช่วยทดสอบ แต่ปัญหาก็คือ จิตใจคนยากแท้หยั่งถึง ของอันตรายแบบนี้หลี่ฝานจะกล้าไปหาใครมาช่วยทดสอบล่ะ? ในมือเขาก็มีแค่ปลาดุกตัวเดียว เล่นไปแค่สองครั้งมันก็โกรธแล้ว... เอาเถอะ เล่นมาสองวันแล้ว...
คุนทำตาโปนถลึงตาใส่หลี่ฝาน จู่ๆ มันก็กระโดดฮุบจานร่อนไปจากมือของเขา แล้วออกแรงถ่มน้ำลายพ่นจานร่อนขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างแรง ไม่รู้ว่าลอยไปตกที่ไหนแล้ว
"เฮ้ย! แกนี่มันดื้อจริงๆ!"
หลี่ฝานกำลังจะถกแขนเสื้อขึ้นมาสั่งสอนคุน แต่จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เขาไม่ได้วิ่งไปรับจานร่อนนี่นา?
"ใครโยนแผ่นแป้งมาเนี่ย? ทำเอาตาเฒ่าอย่างข้าตกใจหมด..." จากนั้นแสงสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งลงมา ตกลงที่ลานกว้างของเรือนเล็กชมจันทร์ ปรากฏร่างของนักพรตเฒ่าสวมชุดนักพรตสีน้ำตาลและผ้าโพกหัวสีดำ มือซ้ายของเขากำจานร่อนเอาไว้ ส่วนมือขวาก็กอดกระบี่ไม้สีแดงชาดคู่กายเอาไว้ตามปกติ เขาคือปรมาจารย์กระบี่ฉินที่หลี่ฝานเคยพบหน้าเพียงครั้งเดียวนั่นเอง
อืม ตอนนี้เขาอยู่ในร่างมนุษย์ปกติ ดวงตาและศีรษะงอกกลับมาครบถ้วนแล้ว มองไม่เห็นเค้าโครงของร่างธรรมที่มีแปดแขนหกหัวแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
"ใครโยนแผ่นแป้งมาเนี่ย?"
หลี่ฝานชี้นิ้วไปที่คุน คุนก็ใช้ครีบชี้ไปที่หลี่ฝาน
"ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี อย่ามัวแต่ปล่อยปละละเลยพรสวรรค์ของตัวเอง วันๆ เอาแต่เล่นสนุกกับปลา" ปรมาจารย์กระบี่ฉินกลอกตาใส่หลี่ฝาน แล้วโยนจานร่อนคืนให้เขา "ฝูหลิงไม่อยู่หรือ?"
หลี่ฝานรับจานร่อนมาตามสัญชาตญาณ แล้วถลึงตาใส่คุนเช่นกัน เขาโยนจานร่อนลงไปในทะเลสาบให้มันไปคาบกลับมา "เรียนท่านปรมาจารย์ เมื่อไม่กี่วันก่อนพี่ฝูหลิงไปประลองกระบี่ที่เขาเทียนไถแล้วขอรับ"
"ไปประลองกระบี่ที่เขาเทียนไถหรือ?" ปรมาจารย์กระบี่ฉินขมวดคิ้ว "ใครไปล่วงเกินนางเข้าล่ะ?"
"นางบอกว่าสินค้าของนางถูกปล้นไป ก็เลยนัดแนะกับสหายเต๋าระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์หลายคนไปช่วยกันทวงคืนขอรับ" หลี่ฝานพูดพลางครุ่นคิด "สองสามวันนี้ผู้น้อยก็ไม่เห็นได้ยินข่าวคราวอะไรเลย ท่านปรมาจารย์มีธุระด่วนกับพี่ฝูหลิงหรือขอรับ? จะให้ข้าไปช่วยนางที่เขาเทียนไถดีไหมขอรับ?"
พอหลี่ฝานพูดแบบนี้ ปรมาจารย์กระบี่ฉินก็เข้าใจแจ่มแจ้ง "อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง เขาเทียนไถก็ไม่ได้มีของวิเศษอะไรมากมาย ข้าไม่ไปแย่งชิงกับพวกนางหรอก เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป การไปพังสำนักคนอื่นแบบนี้ ทางสำนักย่อมต้องส่งผู้อาวุโสระดับก่อกำเนิดวิญญาณไปคอยดูแลอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็ไม่ได้มาหาฝูหลิงหรอก ข้ามาหาเจ้านต่างหาก"
"หาข้าหรือขอรับ?"
ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้า "ได้ยินมาว่าไม่ใช่แค่เจ้าขุนเขาเท่านั้น แต่แม้แต่วั่งซูก็ได้รับการชี้แนะจากเจ้า จนสามารถทะลวงผ่านระดับผสานวิญญาณได้แล้วหรือ?"
"อ้อ ท่านปรมาจารย์อยากจะสนทนาธรรมกับผู้น้อยหรือขอรับ?" หลี่ฝานเข้าใจแล้ว
ใครจะรู้ว่าปรมาจารย์กระบี่ฉินกลับส่ายหน้ารัวๆ "ไม่ๆๆ ข้าถูกเจ้าหลอกจนเสียไปสามหัวหนึ่งหาง ข้ารู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของหน่อเนื้อแห่งมรรคาอย่างเจ้าแล้ว และก็รู้ตัวด้วยว่าวิชาควบคุมตนเองของข้ายังไม่ถึงขั้น รอให้ผ่านไปสักระยะให้ข้าตั้งสติได้ก่อนก็แล้วกัน
เป็นเพราะวาสนาเมื่อหลายปีก่อนของข้า ข้าเคยได้ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' มาภาพหนึ่ง เลยอยากจะขอให้เจ้าช่วยดูให้หน่อย สิ่งที่เรียกว่า 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ก็คือ..."
"อ้อ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' น่ะหรือ ข้าเคยดูแล้วล่ะ" หลี่ฝานขัดจังหวะการอธิบายยืดยาวของปรมาจารย์กระบี่ฉินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เจ้าเคยดูแล้วหรือ? 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' เนี้นนะ? แล้วเจ้าดูยังไงล่ะ?" ปรมาจารย์กระบี่ฉินถึงกับอึ้งไป
"ก็แค่เปิดดูตรงๆ เลยน่ะสิขอรับ" ความจริงแล้ว 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' มันดีกว่าการไหว้พระจันทร์ตั้งเยอะ ทุกครั้งที่เปิดดูก็จะลดอารมณ์แค่ 1 แต้ม ไม่เหมือนตอนไหว้พระจันทร์ที่แต้มลดฮวบๆ รัวเป็นวินาที "แต่ภาพนั้นท่านนักพรตท่านอื่นเป็นคนให้มา ข้าคงเอามาเล่าให้ท่านฟังส่งเดชไม่ได้หรอกกระมัง?"
ตอนนี้หลี่ฝานก็เรียนรู้ที่จะฉลาดขึ้นแล้ว เขารู้ว่ากินข้าวเยอะๆ ได้ แต่พูดจาส่งเดชไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนบนโลกนี้เวลาที่ต้องสัมผัสกับความรู้เฉพาะเจาะจงบางอย่าง จิตใจจะเปราะบางมาก เอะอะก็สติแตก ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ร่างกายขยายใหญ่ขึ้น แล้วก็บรรลุมรรคาหรือไม่ก็ระเบิดตัวเองไปเลย...
"เอ่อ ใช่ๆ มันไม่ควรพูดส่งเดชจริงๆ..." ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้ารัวๆ เขายื่นมือทั้งสองข้างออกมา หยิบกล่องหยกทรงยาวที่ติดยันต์อาคมไว้เต็มไปหมด แถมยังถูกมัดด้วยเชือกแดงร้อยกระดิ่งไว้อย่างแน่นหนา เขาใช้เวลาแก้มัดอยู่นานกว่าจะคลายออกได้ ผลปรากฏว่าข้างในยังถูกห่อด้วยกล่องกระดาษ ธง และผ้าไหมอีกสามชั้น จนในที่สุดก็เผยให้เห็นม้วนภาพวาด ห่อไว้อย่างแน่นหนาราวกับพัสดุจากไปรษณีย์ชั้นยอด...
หลี่ฝานกลืนน้ำลายเอื๊อก แอบชำเลืองมอง 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ของตัวเองที่ถูกยัดไว้ใต้เบาะรองนั่งอย่างลวกๆ ในสภาพกางออกโดยหันด้านหลังขึ้น เขาใช้เท้าเขี่ยๆ สองที ดันเบาะรองนั่งและม้วนภาพเข้าไปซ่อนไว้ใต้โต๊ะอย่างมิดชิด
เรื่องนี้... ถึงอย่างไรทุกครั้งที่เปิดดูก็ต้องเสียแต้มอารมณ์ 1 แต้ม แถมเขาก็ยังดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าภาพนั้นมันวาดอะไรอยู่ ก็เลยกางทิ้งไว้อย่างนั้นแหละ ขี้เกียจจะม้วนเก็บ...
โชคดีที่ตอนนี้ปรมาจารย์กระบี่ฉินกำลังจดจ่ออยู่กับการแกะห่อพัสดุ จึงไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ ของหลี่ฝาน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องตั้งข้อสงสัยในความเป็นมืออาชีพในการสนทนาธรรมของหลี่ฝานอย่างแน่นอน...
"สหายตัวน้อย เจ้าเคยได้ยินชื่อลัทธิบัวดำบ้างไหม?" ปรมาจารย์กระบี่ฉินใช้มือทั้งสองข้างจับม้วนภาพวาดโบราณสีเหลืองหม่นเอาไว้แน่น ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต ท่าทางระแวดระวังราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ เกรงว่ามันจะดิ้นหลุดหนีไป
เมื่อเห็นเขามีท่าทีตึงเครียดขนาดนั้น หลี่ฝานก็พลอยรู้สึกจริงจังตามไปด้วย เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ไม่เคยได้ยินขอรับ"
ปรมาจารย์กระบี่ฉินถึงกับสะอึกไป ก่อนจะถามต่อรัวๆ "แล้วเคยได้ยินชื่อลัทธิไร้กำเนิด หรือลัทธิสุญญตาบ้างไหม? ก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันหรือ? อืม... อายุอย่างเจ้าก็คงไม่แปลกที่จะไม่เคยได้ยิน..."
"ท่านปรมาจารย์เรียกผู้น้อยว่าชิงเยวี่ยก็พอแล้ว ลัทธิพวกนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไรหรือขอรับ? อ้อ หรือว่า 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ม้วนนี้จะเป็นของลัทธิบัวดำ?" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเล่าเรื่อง หลี่ฝานก็รีบหยิบเบาะรองนั่งสองใบออกมาจากป้ายหยก แล้วเชิญให้ปรมาจารย์กระบี่ฉินนั่งลง
"จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่... แล้วชิงเยวี่ย เจ้าเคยได้ยินชื่อ... ลัทธิหลัวบ้างไหม?" ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้าและนั่งลงบนเบาะรองนั่ง แต่ทว่ามือทั้งสองข้างยังคงกำม้วนภาพวาดเอาไว้แน่น เดิมทีเขาก้มหน้าใช้ดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองภาพวาด แต่ในวินาทีที่เอ่ยคำว่า 'ลัทธิหลัว' ออกมา จู่ๆ เขาก็ตวัดดวงตาข้างหนึ่งขึ้นมาจ้องเขม็งที่ใบหน้าของหลี่ฝาน
‘อารมณ์ของหลี่ฝานลดลง 1 จุด’
"ลัทธิหลัวหรือ?" แน่นอนว่าหลี่ฝานยังคงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่พิจารณาจากคำใบ้ของระบบ คาดว่าชื่อนี้น่าจะเป็นของ 'จริง'
ปรมาจารย์กระบี่ฉินยังคงมองไม่เห็นพิรุธบนใบหน้าของเขา จึงได้แต่หันดวงตาทั้งสองข้างกลับไปจ้องมองม้วนภาพวาดตามเดิม พร้อมกับพูดประโยคเดิมซ้ำ "อายุอย่างเจ้า ไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลก... แต่ถ้าหากเคยได้ยินมาก่อน เรื่องบางอย่างมันจะอธิบายได้ง่ายกว่านี้มาก..."
ดูเหมือนเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ จึงเงียบไปพักหนึ่ง
หลี่ฝานก็แอบถามอยู่ในใจอย่างระมัดระวัง เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับ แกเคยได้ยินชื่อนี้บ้างไหม?
‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า หึหึหึ ชื่อเสียงโด่งดังขนาดนั้น เปิ่นจั้วย่อมต้องเคยได้ยินอยู่แล้ว ที่แท้มันก็สมเหตุสมผลเช่นนี้นี่เอง ตอนนี้เปิ่นจั้วเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว โฮสต์ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก ประเดี๋ยวเปิ่นจั้วจะอธิบายให้ฟังเอง ตอนนี้เจ้าแค่ตั้งใจฟังที่เขาเล่าไปก่อนก็พอ’
ในเมื่อเจตจำนงกระบี่บอกว่าไม่มีปัญหา หลี่ฝานก็รู้สึกเบาใจลงมาก เขายังมีอารมณ์มานั่งชงชาให้ปรมาจารย์กระบี่ฉินที่กำลังเหม่อลอยอยู่เลยด้วยซ้ำ
"...เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จริงๆ ด้วย" ปรมาจารย์กระบี่ฉินมองดูหลี่ฝานล้างใบชา ชงชา และรินชาให้โดยที่มือไม่สั่นเลยแม้แต่น้อย เขาถึงค่อยๆ ยอมเชื่อ
"ท่านปรมาจารย์เชิญดื่มขอรับ" เดิมทีหลี่ฝานก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมการดื่มชาอะไรมากมายหรอก แต่จะว่าอย่างไรดีล่ะ ใบชาของที่นี่รสชาติดีจริงๆ ปลูกแบบออร์แกนิก ปลอดสารพิษ แถมยังมีปราณวิเศษแฝงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม ยังไงก็ต้องมีรสชาติกว่าการดื่มน้ำเปล่าธรรมดาๆ อยู่แล้วล่ะนะ
ปรมาจารย์กระบี่ฉินพยักหน้ารับ ยื่นมือออกมารับถ้วยชาไปจิบ อืม ยื่นมือข้างหนึ่งออกมาก่อน แล้วก็ยื่นมืออีกข้างออกมา แต่ก็ยังคงมีมืออีกสองข้างกำม้วนภาพวาดเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แต่หลี่ฝานก็เคยเห็นมาแล้ว จึงเตรียมใจรับมือกับรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนกิ้งกือของเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว
"เริ่มเล่าตั้งแต่ต้นเลยก็แล้วกัน" ปรมาจารย์กระบี่ฉินจิบน้ำชา ราวกับจะช่วยให้จิตใจสงบลง ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราว "ในอดีต... ความจริงแล้วข้าก็จำไม่ได้แล้วว่ามันผ่านมากี่ปีแล้ว น่าจะเป็นตอนที่ข้ายังอยู่ในระดับสร้างรากฐานนั่นแหละ ในแคว้นหลีเกิดกบฏลัทธิบัวดำขึ้น เซียนตระกูลหนานกงที่ประจำการอยู่ที่ตำหนักเซียนในท้องถิ่นไม่สามารถปราบปรามได้ จึงได้รวบรวมผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในพื้นที่ให้มาร่วมกันกวาดล้างลัทธิมาร
ในตอนนั้น เขาไผ่สีหมึกของพวกเราก็ได้รับราชโองการจากตำหนักเซียนให้เข้าร่วมด้วย ข้ายังจำได้ว่าตอนนั้นท่านเจ้าขุนเขาเป็นคนนำทีมด้วยตัวเอง พวกเราอาศัยจังหวะที่ลัทธิมารถูกกองทัพของตำหนักเซียนดึงความสนใจเอาไว้ ลอบเข้าไปในศูนย์กลางของลัทธิบัวดำ และลงมือสังหารพระแม่บัวดำของพวกมัน การต่อสู้ในครั้งนั้นสามารถกวาดล้างทั้งพระแม่ พระศรีอาริย์ แปดพระโพธิสัตว์ และองครักษ์วัชระของลัทธิบัวดำจนสิ้นซาก ส่วนคนของสายเจ้าขุนเขาของพวกเราก็ล้มตายไปไม่น้อย จนถึงทุกวันนี้ก็เหลือรอดอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น แต่นั่นก็นับว่าเป็นการสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ให้กับเขาไผ่สีหมึก การที่ทะเบียนประวัติของอารามเต๋าโหลวกวนบนเขาไผ่สีหมึกสามารถใช้เดินทางไปได้ทั่วหล้า ก็เป็นเพราะความดีความชอบในส่วนนี้นี่แหละ
ส่วนของสิ่งนี้ ก็คือของที่ข้าเก็บมาได้จากซากศพในตอนนั้น ข้าเคยให้ท่านเจ้าขุนเขาช่วยพิจารณาดูแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด มันน่าจะเป็น 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ที่ลัทธิหลัวซึ่งเป็นสาขาหลักมอบให้กับพระแม่บัวดำ..."
ในที่สุดเขาก็ยอมยื่นมือทั้งสองข้างออกมา หลับตาลง แล้วค่อยๆ คลี่ม้วนภาพวาดนั้นออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นรายชื่อบนภาพวาดให้หลี่ฝานได้เห็น
หลี่ฝานกลืนน้ำลายเอื๊อก โน้มตัวเข้าไปมองใกล้ๆ ก็เห็นเพียงตัวอักษรลี่ซูจางๆ เขียนด้วยหมึกสีเทาอ่อนๆ บนม้วนภาพวาดสีเหลืองหม่นที่แทบจะเปื่อยยุ่ยหลุดลุ่ย
《คัมภีร์กุญแจทำลายล้างความชั่วร้ายพิสูจน์สัจธรรม เล่มปฐม》
‘อารมณ์ของหลี่ฝานลดลง 1 จุดอย่างฮวบฮาบ’
‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! อ๊ากฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!! สึกรองเท้าเหล็กตามหาแทบตาย สุดท้ายก็มาได้มาอย่างง่ายดาย!
เปิ่นจั้วสังหารคนของลัทธิหลัวไปตั้งมากมายก็ยังหาไม่เจอ! ที่แท้มันมาซ่อนอยู่ที่เจ้านี่เอง! คัมภีร์สวรรค์ดาราว่างเปล่าทั้งเล่มต้นและเล่มปลาย ในที่สุดเปิ่นจั้วก็รวบรวมได้ครบแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!!’
[จบแล้ว]