เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 - วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับฉบับทำใหม่

บทที่ 28 - วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับฉบับทำใหม่

บทที่ 28 - วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับฉบับทำใหม่


บทที่ 28 - วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับฉบับทำใหม่

ดังนั้นหลี่ฝานจึงเก็บ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' และ 'วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับ' เอาไว้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณนักพรตเลี่ยงสำหรับคำชี้แนะมากมาย... และเรื่องซุบซิบต่างๆ

ส่วนหยวนเสวียนเป่า เมื่อครู่นี้เพียงแค่เหลือบมองด้านหลังของ 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' แวบเดียว ก็ถึงกับกระอักเลือดจนบาดเจ็บสาหัส ตามคำบอกเล่าของนักพรตเลี่ยง เป็นเพราะระดับการบำเพ็ญเพียรและพรสวรรค์ยังไม่ถึงขั้น ปราณอาฆาตในร่างกายก็ยังขับออกไม่หมด พอถูกกระตุ้นก็เลยพลุ่งพล่านขึ้นมาจนแผลเก่ากำเริบ จึงต้องพักรักษาตัวและบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ศาลาพักศพต่อไป

เสวียนเป่าก็พยักหน้าให้หลี่ฝานเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งสองคนจึงต้องแยกย้ายกันไปก่อน

เมื่อออกจากศาลาพักศพมา หลี่ฝานก็ขี่นกกระเรียนเซียนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที เขาลูบคลำม้วนคัมภีร์ทั้งสองม้วนที่เพิ่งได้มาใหม่ในอกเสื้อ พลางครุ่นคิดคำนวณอยู่ในใจครู่หนึ่ง

ใน 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' น่าจะบันทึกภาพความฝันที่นักพรตเลี่ยงมองเห็นตอนที่ไหว้พระจันทร์เอาไว้

สิ่งนี้กับบึงต้นกำเนิดที่เทพธิดาวั่งซูเคยสนทนาธรรมกับเขา น่าจะเป็นโลกและสถานที่บำเพ็ญเพียรที่แตกต่างกันในความว่างเปล่า

และตามคำบอกเล่าของเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับ แม้นักพรตเลี่ยงจะอยู่ในขั้นก่อกำเนิดวิญญาณ แต่กลับร้ายกาจยิ่งกว่าวั่งซูที่อยู่ในขั้นผสานวิญญาณในปัจจุบันเสียอีก อาจเป็นเพราะเขาอายุมากกว่าและมีระดับพลังที่มั่นคงกว่า หรืออาจเป็นเพราะสถานที่บำเพ็ญเพียรที่เขามองเห็นนั้น อันตรายยิ่งกว่าบึงต้นกำเนิดก็เป็นได้

แน่นอนว่าภาพในม้วนคัมภีร์นี้น่าจะเป็นเพียงภาพมายาที่เกิดจากเวทมนตร์ ไม่ใช่การไหว้พระจันทร์จริงๆ คล้ายๆ กับคลิปวิดีโอสอนลงดันเจี้ยน ที่สามารถดูไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับการไหว้พระจันทร์อย่างเป็นทางการ ก็นับว่าเป็นของขวัญชิ้นใหญ่เลยทีเดียว

คาดว่าคงเป็นรางวัลที่นักพรตเลี่ยงมอบให้หลี่ฝาน โทษฐานที่เขาสังหารนักพรตขันทีชั่วเพื่อแก้แค้นให้ลูกศิษย์ได้สำเร็จ

ส่วน 'วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับ' ซึ่งเป็นวิชากระบี่หล่อหลอมร่างกายชุดนี้...

"เป็นไง เจตจำนงกระบี่ แกเห็นอะไรบ้างล่ะ..." หลี่ฝานเหลือบตามองไปข้างๆ คมกระบี่สีเงินที่เหลือความยาวเพียงหนึ่งนิ้ว แปะติดอยู่บนหัวปลาดุกยาวประมาณสามนิ้วราวกับใบไผ่ครึ่งใบ ก็ไม่รู้ว่าไอ้สองตัวนี้สื่อสารกันยังไง เห็นคุนแลบลิ้นเลียหน้ากระดาษเป็นพักๆ พลิกเปิดอ่านวิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับไปทีละหน้า

เป็นเพราะเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับไม่ยอมให้หลี่ฝานดู มันอ้างว่าหลี่ฝานมีสติปัญญาสูงส่งเกินไป เรียนรู้วิชาอะไรก็เข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งอย่างไม่มีเหตุผล จึงไม่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความ 'เข้าใจง่าย' อย่างที่กล่าวอ้างได้ ดังนั้นมันจึงต้องหาคนที่มีพรสวรรค์ระดับคนปกติมาลิ้มรสดูสักรอบ ว่าคัมภีร์เล่มนี้เขียนขึ้นมาได้ดีแค่ไหน ทำไมถึงได้เหมาะสมที่จะใช้สอนลูกศิษย์มากกว่ามัน มันจึงแปะติดบนหัวคุนเพื่ออ่านหนังสือเสียเลย...

แต่วิชากระบี่จะเข้าใจง่ายแค่ไหน คุนมันก็อ่านไม่ออกอยู่ดีไหมล่ะ...

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า วิชากระบี่นี้มันก็ขยะนั่นแหละ แต่ก็แอบน่าสนใจอยู่นิดหน่อย รอให้เปิ่นจั้วศึกษาดูอีกสักหน่อยเถอะ...’

เป็นคำวิจารณ์ขยะที่น่าสนใจจริงๆ... ช่างเถอะ ปล่อยมันไป

จากนั้นพวกมันสองตัวก็เริ่มศึกษากันอย่างจริงจัง คุนเองก็ถูกเจตจำนงกระบี่ชักนำไปในทางที่ผิด เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับคัมภีร์จนไม่ค่อยยอมกินเต้าหู้เลย

เมื่อกลับมาถึงเรือนเล็กชมจันทร์และร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ฝูหลิงที่ปกติจะคอยตามใจคุนที่สุดกลับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ ใบหน้าของนางเรียบเฉย ทว่าเห็นได้ชัดว่ามีเรื่องกลุ้มใจ

"พี่ฝูหลิง เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ? เทพธิดาวั่งซูสบายดีไหม?" หลี่ฝานลองหยั่งเชิงดู

"หืม? อ้อ อ้อ คุณหนูไม่เป็นอะไรหรอก นางกำลังเข้าฌานปิดด่านอยู่ ไม่ถึงสามห้าเดือนคงยังไม่ฟื้น ไม่ต้องเป็นห่วงไป" ฝูหลิงเรียกสติกลับมา ตักเต้าหู้ชิ้นหนึ่งให้หลี่ฝาน แล้วคีบปีกไก่ให้คุนชิ้นหนึ่ง

คุนนี่ช่างไม่เคยเสียเปรียบใครเลยจริงๆ...

หลี่ฝาน "...แล้วพี่ฝูหลิงมีเรื่องอะไรกลุ้มใจอยู่หรือเปล่า? หรือว่าข้าพอจะช่วยอะไรได้บ้าง?"

ฝูหลิงดึงสติกลับมาแล้วยิ้มบางๆ "ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ก็แค่เรื่องยุ่งๆ ในการค้าขายเท่านั้นแหละ ข้ามีผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาอำนาจขั้นผสานวิญญาณอย่างคุณหนูคอยคุ้มครอง แถมในมือยังมีค่ายกลยันต์อาคมตั้งมากมาย ใครจะกล้ามาทำร้ายข้าได้? ชิงเยวี่ย เจ้าก็รักษาตัวให้หายดีเถอะ

จริงสิ ตรงนี้มีของวิเศษเบญจธาตุที่เตรียมไว้ช่วยเจ้าสร้างรากฐานเมื่อคราวก่อน แล้วก็มีสมุนไพรปรุงยาอีกนิดหน่อย ส่วนป้ายหยกประจำตัวหลายอันที่เจ้าได้มาจากนักพรตชั่วนั่น ท่านเจ้าอารามต้องการเก็บไว้ตรวจสอบ เพราะของข้างในอาจจะมีเบาะแสบางอย่าง จึงไม่สามารถคืนให้เจ้าได้ ทางสำนักอารามเต๋าโหลวกวนก็เลยขอจ่ายเงินซื้อต่อจากเจ้าไปเสียเลย

ข้าช่วยทวงมาให้เจ้าได้ส่วนหนึ่ง ก็ถือเป็นเงินค่าขนมสักสองหมื่นก้วนก็แล้วกัน ชิงเยวี่ย เจ้าอย่าโกรธข้าเลยนะที่ข้าถือวิสาสะรับปากแทนเจ้าไป..."

"พี่ฝูหลิงพูดอะไรเช่นนั้น ของพวกนั้นใครจะไปรู้ว่าจะมีผลสืบเนื่องอะไรตามมาอีก รับไว้ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี การส่งมอบให้ทางอารามไปสืบหาเบื้องหลังของศัตรูนับว่าตรงใจข้าพอดีเลยล่ะ" หลี่ฝานย่อมไม่ถือสา การโค่นสัตว์ประหลาดระดับแก่นทองคำนี่มันได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจริงๆ จู่ๆ ก็ดรอปของสะเปะสะปะออกมาตั้งมากมาย ทั้ง 'ภาพหยั่งรู้ห้วงลึก' ทั้ง 'วิชากระบี่' แล้วก็ยังมีเหรียญปราณเทพอีก

สองหมื่นก้วน ในโลกนี้ร้อยอีแปะมัดรวมกันเป็นหนึ่งพวง หนึ่งพันอีแปะร้อยเป็นหนึ่งก้วน สองหมื่นก้วนก็คือเหรียญทองแดงยี่สิบแสนเหรียญ หากจะคำนวณอำนาจการซื้อให้ละเอียดยิ่งขึ้น ฝูหลิงบอกว่าเงินหนึ่งก้วนสามารถซื้อข้าวสารได้ประมาณยี่สิบตาน หรือเทียบเท่ากับข้าวสารหนึ่งโต่วราคาห้าอีแปะ

หนึ่งตานหรือหนึ่งโต่วที่นี่เทียบเท่ากับกี่ชั่งของโลกมนุษย์นั้น หลี่ฝานเองก็ไม่เคยไปเห็นด้วยตาตัวเองในโลกมนุษย์ แต่ข้าวสารหนึ่งตานก็น่าจะพอประทังชีวิตครอบครัวหนึ่งได้สักเดือนกว่าๆ โดยรวมแล้วราคาข้าวสารถือว่าถูกมากและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ

นี่ก็เป็นเพราะปัจจุบันสามสำนักใหญ่ไม่ได้ทำสงครามกันมานานแล้ว และสิบสองแคว้นก็แทบจะไม่มีการเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน แม้ในตอนนี้จะเกิดเหตุมารจำแลงปรากฏกาย หรือซากศพอาฆาตทำร้ายผู้คนอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น แถมพวกเขายังมักจะมารวมตัวกันอยู่แต่ในป่าลึกเขาไกล ที่เรียกขานกันว่าถ้ำสวรรค์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเมื่อเฉลี่ยกันไป โอกาสที่ชาวบ้านธรรมดาจะเจอเรื่องร้ายๆ กับการเจอโจรผู้ร้ายหรือสัตว์ร้ายก็พอๆ กันนั่นแหละ แม้ว่าระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกันเองจะยังคงเป็นวงจรอุบาทว์ที่เอะอะก็ฟันคอบั่นหัวกันเหมือนเดิม แต่ในโลกมนุษย์นั้นนับว่าเป็นยุคสันติสุขที่หาได้ยากยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ อำนาจการซื้อของเหรียญปราณเทพย่อมมีมูลค่ามหาศาล

แน่นอนว่าหลี่ฝานไม่ได้ทะลุมิติมาเพื่อเป็นเศรษฐี เงินสองหมื่นก้วนเอาไปซื้อข้าวสารสี่แสนตาน เขากินให้ตายก็กินไม่หมด แต่ถ้าเอาไปซื้อวัตถุดิบปรุงยา อาวุธเวท หรืออุปกรณ์เสริมสำหรับบำเพ็ญเพียรล่ะก็ นั่นถือว่าใช้เงินเป็นเบี้ยเลยทีเดียว ของบางอย่างถึงมีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ จึงไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยหรือเอามาใส่ใจให้ปวดหัว

ทว่าจากเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดว่า ช่วงนี้ฝูหลิงมีเรื่องให้ต้องขบคิดอยู่จริงๆ ถึงขนาดลืมไปเลยว่าในมือยังมีของของหลี่ฝานอยู่อีกตั้งมากมาย เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็เพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงไม่กี่วัน ในเมื่อนางไม่อยากพูด หลี่ฝานก็ไม่สะดวกจะไปซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัวของคนอื่น กินข้าวเสร็จเขาก็คว้าหางคุนแล้วกลับเข้าห้องเงียบเพื่อไปบำเพ็ญเพียรทันที

เรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือการฟื้นฟูอารมณ์ เมื่อพิจารณาถึงระดับความรุนแรงของการต่อสู้ที่เอะอะก็ฆ่าฟันกันแบบนี้แล้ว หลี่ฝานคิดว่าควรรีบไหว้พระจันทร์อีกครั้ง เพื่อยกระดับพลังให้มั่นคงอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ปราณที่มีอยู่เพียงหยิบมือในตอนนี้มันพึ่งพาไม่ได้เลย ปล่อยปราณกระบี่มังกรเหินฟ้าดินออกไปทีเดียวก็หมดหลอดแล้ว

แต่การไหว้พระจันทร์ก็ต้องมีการเตรียมตัว ป้ายหยกถูกผนึกไว้ไม่ให้ใช้ บางทีอาจจะพกของกินเครื่องดื่มติดตัวไปบ้างก็ได้ ถึงยังไงของพวกนั้นก็ช่วยฟื้นฟูอารมณ์ได้แค่นิดหน่อย สู้พกลูกชิ้นกับถั่วลิสงติดตัวไปสักสองสามไม้จะดีกว่า...

แน่นอนว่านอกจากการกินดื่ม ลิ้มรสความงามของดอกไม้ใบหญ้า หรือความสุขที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวแล้ว ยังมีวิธีฟื้นฟูอารมณ์ที่ค่อนข้างคงที่อยู่อีกวิธีหนึ่ง

นั่นก็คือการนั่งสมาธิเดินลมปราณ สูดดมกลิ่นหอมของควันไม้จันทน์ โคจรลมปราณในทะเลปราณให้ครบรอบสวรรค์ใหญ่ ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลาย จากนั้นก็...

‘อารมณ์ของหลี่ฝานเพิ่มขึ้น 1 จุด’

อืม การบำเพ็ญเพียรนี่มันรู้สึกดีจริงๆ นะ ไม่ใช่ความรู้สึกดีแบบจอมปลอม ความสุขบางอย่างมันเป็นเรื่องชั่วคราว ประเดี๋ยวประด๋าว ต่ำต้อย ทำเอาปวดเอวปวดขา แล้วก็มลายหายไป แต่การบำเพ็ญเพียรไม่ใช่แบบนั้น การบำเพ็ญเพียรคือความรู้สึกดี รู้สึกดีไปตลอด ยิ่งบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งรู้สึกดี อ๊า~~ รู้สึกดีสุดๆ~~~

‘อารมณ์ของหลี่ฝานเพิ่มขึ้น 1 จุด’

แต่ว่า... ระบบ นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ได้ทีละแต้มทีละแต้มเนี่ย ผ่านไปเจ็ดวัน กินข้าวไปตั้งหลายมื้อ วันๆ เอาแต่รู้สึกดีอย่างบ้าคลั่ง อะแฮ่ม หมายถึงบำเพ็ญเพียรน่ะ อย่างน้อยก็น่าจะฟื้นฟูกลับมาได้หลายสิบแต้มแล้วมั้ง? ตอนนี้อารมณ์อยู่ที่กี่แต้มแล้ว? แล้วการสุ่มรางวัลล่ะ? ชาร์จพลังยังไม่เต็มอีกหรือไง?

‘หลี่ฝาน อารมณ์ 96/200 ความคืบหน้าการชาร์จพลัง 174/200’

เอ๊ะ??? ทำไมขีดจำกัดสูงสุดถึงเพิ่มขึ้นล่ะ? แถมยังเพิ่มขึ้นทีละร้อยเลยด้วย? เป็นเพราะสร้างรากฐานสำเร็จงั้นหรือ! ที่แท้การทะลวงผ่านระดับพลังก็ช่วยเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดได้ด้วย! ระบบ ทำไมแกไม่ยอมส่งเสียงบอกกันบ้างเลยล่ะ!

‘จี๊ด’

เชี่ยเอ๊ย... แกมันแน่ ระบบแกมันแน่ บิดาจะจำเอาไว้... เดี๋ยวก่อน ตัวเลขนี้มันดูไม่ค่อยถูกต้องนะ? การชาร์จพลังขึ้นๆ ลงๆ นี่ขี้เกียจจะมานั่งคำนวณละเอียดๆ แล้ว แต่อารมณ์เพิ่งจะ 96 นี่มันหมายความว่าไง?

‘โฮสต์ทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐานแต่ระดับพลังยังไม่มั่นคง ต้องรอให้ระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ ฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสร้างรากฐาน รับประทานยาระดับสร้างรากฐาน หรือสังหารมารจำแลงระดับสร้างรากฐานขึ้นไป จึงจะสามารถเพิ่มอารมณ์ให้เกิน 100 แต้มได้’

ซี๊ด... นั่นก็แปลว่าการตีมอนสเตอร์กุ้งหอยปูปลาสีขาวระดับเลี่ยนชี่จะไม่ได้แต้มอีกต่อไปแล้วใช่ไหม! ต้องตีมอนสเตอร์กุ้งหอยปูปลาระดับสีเขียวระดับสร้างรากฐานใช่ไหม! ต่อไปก็ต้องตีมอนสเตอร์กุ้งหอยปูปลาระดับเพชรหลากสีใช่ไหม! นี่มันระบบตั้งค่าเกมขยะอะไรวะเนี่ย!

‘อารมณ์ของหลี่ฝานลดลง 1 จุด’

จริงสิ! แถมเรื่องที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ เขายังมีการตั้งค่าให้ต้องใจเย็นลงอีกด้วย... ถ้ายังคงขืนให้คะแนนทีละนิดทีละหน่อยแบบนี้ ต้องรอจนถึงปีลิงเดือนม้าปีไหนกันล่ะ กว่าเขาจะสะสมแต้มอารมณ์ได้เต็มหลอด! ตอนระดับเลี่ยนชี่ยังพอว่า แค่กินซุปห้าเซียนอะไรพวกนั้นก็พอแล้ว แต่ตอนนี้จะไปหายาระดับสร้างรากฐานมากมายก่ายกองให้กินมาจากไหนล่ะ จะไปหามอนสเตอร์ระดับสร้างรากฐานเยอะแยะให้ฟาร์มมาจากไหน! แล้วต่อไปในอนาคตระดับแก่นทองคำ ระดับก่อกำเนิดวิญญาณ ระดับผสานวิญญาณล่ะ จะทำยังไง!

‘อารมณ์ของหลี่ฝานลดลง 1 จุด’

เหงื่อตก! พอเถอะๆ เลิกลดได้แล้วๆ ประเดี๋ยวเดียวก็ลดไปตั้งสองแต้ม เขาไม่ได้ต้องไปฟันมอนสเตอร์ระดับสร้างรากฐานเพิ่มอีกสองตัวเพื่อเอาแต้มคืนมาหรอกหรือ ใจเย็นๆ ไว้ก่อน...

ใช่แล้ว! ยังมีการบำเพ็ญเพียรอยู่นี่! ไปให้ถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยบำเพ็ญ 'โครงร่างเคล็ดลับเทพซ่อนเร้นห้ากระบี่ผีไท่อิน' แบบนั้นทุกวันก็สามารถฟื้นฟูอารมณ์จากการบำเพ็ญเพียรได้วันละสิบแปดแต้ม ไม่กี่วันก็น่าจะฟื้นฟูอารมณ์กลับมาได้แล้ว

ใช่! กุญแจสำคัญคือต้องบำเพ็ญเพียรให้ถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ก่อน! งั้นพวกเราก็ไปไหว้พระจันทร์กัน!

แต่ถ้าจะไหว้พระจันทร์ แต้มอารมณ์ก็ยังไม่เต็ม!

งั้นก็ต้องพึ่งพาการบำเพ็ญเพียรเพื่อเพิ่มแต้ม!

แต่ถ้ายังไม่ถึงระดับสร้างรากฐานขั้นสมบูรณ์ การบำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้ช่วยเพิ่มแต้มอารมณ์!

งั้นก็ต้องไปไหว้พระจันทร์!

บ้าเอ๊ย!! วนเป็นลูปเลยโว้ย!

‘อารมณ์ของหลี่ฝานลดลง 1 จุด’

ไม่ไหวแล้ว ในหัวจินตนาการภาพผู้ชายสองคนกำลังทุ่มเก้าอี้ใส่กันไปมาจนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น รู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน...

หลี่ฝานกุมขมับ นี่เขาไปทำเวรกรรมอะไรมา ถึงได้มาติดอยู่ในวงจรประหลาดแบบนี้ แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? เอาเงินสองหมื่นก้วนไปซื้อยาระดับสร้างรากฐานมากินเล่นดีไหม? หรือว่าจะค่อยๆ บำเพ็ญเพียรไปตามขั้นตอนดี?

ตอนนั้นเองคุนกับเจตจำนงกระบี่ก็บินเข้ามา พวกมันสองตัวส่งเสียงเอะอะโวยวายกันทั้งคืน คุนภายใต้การชี้นำของเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับ คาบพู่กันขีดเขียนลงบน 'วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับ' จนเละเทะไปหมด พอเสร็จงานยังซดน้ำหมึกเข้าไปอีก...

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า วิชากระบี่นี้เปิ่นจั้วได้ทำการสกัดเอาเฉพาะแก่นแท้ โดยอิงจากความเข้าใจของโฮสต์ คัดเอาส่วนที่ดีที่สุดไว้และทิ้งส่วนที่แย่ไป ตอนนี้มันกลายเป็นวิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเราไปฝึกซ้อมภาคปฏิบัติกันเถอะ’

หลี่ฝานลองเปิดดู 'วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับ ฉบับเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับและคุนทำใหม่' ที่คุนคาบมาให้ดู เอาล่ะ เขาอ่านเข้าใจจริงๆ ด้วย

นี่คือตำรากระบี่เล่มหนึ่ง เหมือนกับวิชากระบี่ไม้ไผ่ วิชากายาปฐพี ที่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นท่าร่ายรำกระบี่ที่มีกระบวนท่าตายตัว มีลักษณะคล้ายกับการเต้นแอโรบิค ถือเป็นการยืดเส้นยืดสาย บริหารกล้ามเนื้อให้ทำงานประสานกัน และยังสอดคล้องกับการหายใจเข้าออก นอกจากการออกกำลังกายแล้ว ยังสามารถสร้างรูปแบบการต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

แต่นี่ก็ไม่ใช่วิชายุทธ์ที่สมบูรณ์แบบทั้งชุดหรอกนะ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ มันถูกออกแบบมาเพื่อทำลายวิชากระบี่ชุดใดชุดหนึ่งโดยเฉพาะ

ใช่แล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับสุดยอดวิชาประจำลัทธิเทพ 'คัมภีร์กระบี่อักขระโลหิต' นั่นเอง

แต่ตลอดทั้งเล่มกลับไม่กล่าวถึงคัมภีร์กระบี่อักขระโลหิตเลยแม้แต่น้อย กระบวนท่าทั้งหมดมีสิบแปดกระบวนท่าเฉพาะเจาะจง ดูเหมือนว่าจะเป็นวิชาสำหรับแก้ทางคัมภีร์กระบี่อักขระโลหิตโดยเฉพาะ

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงแต่จะมีคำอธิบายเป็นตัวอักษรเท่านั้น แต่ละกระบวนท่ายังมาพร้อมกับแผนผังเส้นลมปราณของร่างกายมนุษย์ เส้นลมปราณบางเส้นถูกวาดด้วยสีแดง และมีการอธิบายเคล็ดลับสำคัญอย่างเน้นย้ำ คาดว่ายุคสมัยที่แต่งหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาคงจะยังไม่มีวิชาอาคมส่งเสียงหรือบันทึกภาพกระมัง เรียกได้ว่าสมกับที่นักพรตเลี่ยงเอ่ยปากชมเลยว่า อธิบายได้อย่างประณีตลึกซึ้งจริงๆ

แล้วเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับกับคุนทำใหม่ออกมาเป็นแบบไหนล่ะ? อืม พวกมันใช้หมึกขีดทับคำอธิบายส่วนใหญ่ทิ้งไป แถมยังกากบาททับรูปคนหลายรูปจนเละเทะไปหมด แน่นอนว่าไม่ได้ขีดเขียนมั่วๆ หรอกนะ ส่วนที่ถูกลบไปคือส่วนที่เจตจำนงกระบี่ประเมินแล้วว่าเป็นขยะที่ไร้ประโยชน์ ส่วนที่ถูกกากบาททับก็คือจุดอ่อนหลังจากใช้กระบวนท่านั้นออกไป แน่นอนว่าต้องเป็น... จุดอ่อนในสายตาของเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับล่ะนะ...

ลบทิ้งไปตั้งเยอะแยะขนาดนี้ สุดท้ายก็เหลือรอดมาได้แค่ห้าภาพเท่านั้น

จะว่าไปแล้ว เจ้านี่มันไม่รู้ตัวจริงๆ ใช่ไหม ว่า 'ส่วนเกิน' ที่มันลบทิ้งไปนั่นแหละ คือส่วนสำคัญที่ต้องอธิบายให้ศิษย์ทั่วไปฟังน่ะ...

หลี่ฝานได้แต่เหล่ตามองพวกมัน หากเขาหลี่ฝานไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศจริงๆ ใครมันจะไปเรียนวิชากระบี่ที่โดนหมาตะกุยจนเละแบบนี้รู้เรื่องฟะ!

"กระบวนท่ากระบี่ข้าจำได้หมดแล้ว ต่อไปจะไปไหนล่ะ?"

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า โฮสต์ช่างร้ายกาจเสียจริง แค่นี้ก็เรียนรู้ได้แล้วหรือ? ดี งั้นอย่ารอช้า ไปฆ่าลิงเพื่อฝึกฝนจิตใจกันเถอะ’

ฆ่าลิงเพื่อฝึกฝนจิตใจมันใช้ได้ที่ไหนกัน... พวกนายไม่มีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าหรือไง?

ไม่มีจริงๆ ด้วย เขาไผ่สีหมึกเองก็ปวดหัวกับปัญหาประชากรลิงอัสนีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมานานแล้ว ลิงพวกนี้ไม่ได้โง่นะ พวกมันชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าและกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า รู้จักหลบซ่อนตัวจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับมหาอำนาจบางคน บนเขาไผ่สีหมึกก็ไม่มีสัตว์นักล่าตามธรรมชาติ สมัยก่อนศิษย์ระดับเลี่ยนชี่ที่มักจะมาตีลิงก็มัวแต่หดหัวกินน้ำซุปกันอยู่แต่ในโรงอาหาร ลิงพวกนี้ก็ยิ่งไม่มีใครคอยควบคุม ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของเขาไผ่สีหมึกอย่างหนัก แถมวันๆ ยังเอาแต่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว รบกวนการบำเพ็ญเพียรของยอดเขาและถ้ำต่างๆ อีกด้วย

แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ พวกมันดันสร้างรากฐานสำเร็จกันหมดแล้วน่ะสิ

อืม ไม่ผิดหรอก เพราะเดิมทีลิงที่ซื้อมาก็คือ 'ลิงอัสนี' ไม่ใช่ 'อุรังอุตังอัสนี' อยู่ในสถานปฏิบัติธรรมที่อุดมสมบูรณ์อย่างเขาไผ่สีหมึก บางครั้งก็แอบขโมยสมุนไพรมากินเล่น ผ่านมาหลายปีดีดัก จะไม่ให้สร้างรากฐานสำเร็จได้อย่างไร?

จะว่าไปแล้ว ยุคสมัยนี้กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ช่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงจริงๆ ขนาดลิงยังสร้างรากฐานสำเร็จได้ง่ายๆ เลย...

"อืม! จริงด้วย! ถ้าอย่างนั้น... เพลงกระบี่มังกรเหินฟ้าดิน!" หลี่ฝานยืนอยู่บนยอดไผ่ สะบัดแขนเสื้อ ปล่อยปราณกระบี่ขาวดำออกไป ปราณกระบี่มังกรทั้งสองสายพุ่งเข้าบดขยี้ลิงอัสนีที่กำลังแทะหน่อไม้อยู่จนขาดสองท่อน ทำให้ลิงตัวอื่นๆ ตกใจจนวิ่งหนีแตกกระเจิง

‘อารมณ์ของหลี่ฝานเพิ่มขึ้น 1 จุด’

จริงด้วยแฮะ ลิงพวกนี้อาศัยอยู่ในป่าไผ่ แถวนี้มักจะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับก่อกำเนิดวิญญาณมาไหว้พระจันทร์อยู่บ่อยๆ จะไม่ให้ปนเปื้อนปราณอาฆาตได้อย่างไร พวกมันก็ถือว่าเป็นมารจำแลงระดับสร้างรากฐานได้เหมือนกัน

แต่มองจากที่ไกลๆ เห็นเลือดสาดกระเซ็นแบบนี้ มันก็น่าสะอิดสะเอียนอยู่ดี...

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า โฮสต์อย่ามาทำเป็นดัดจริตเลย น่าสะอิดสะเอียนตรงไหน ปกติเจ้าก็กินเนื้อสัตว์อยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ แล้วก็อย่าใช้เพลงกระบี่มังกรเหินฟ้าดินอีกล่ะ เดี๋ยวให้ใช้วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับที่เพิ่งเรียนมาใหม่นี่แหละ ก่อนลงมือ ให้วาดฮู้ก่อนสักแผ่น’

"นี่ไม่ได้ดัดจริตนะ เคยได้ยินคำว่าสุภาพบุรุษพึงหลีกให้ห่างจากห้องครัวไหม มันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติล้วนๆ ถ้าแกเอาไปปรุงรสให้หอมๆ ฉันก็ไม่สะอิดสะเอียนแล้วล่ะ" หลี่ฝานต่อปากต่อคำไปพลาง หยิบยันต์กระดาษและชาดออกมาจากป้ายหยก นำพู่กันมาจุ่ม แล้ววาดฮู้ตามคำบอกของเจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับ

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า สุภาพบุรุษพึงหลีกให้ห่างจากห้องครัวอะไรกัน เปิ่นจั้วว่าเจ้ามันถูกเลี้ยงดูมาแบบทะนุถนอมเกินไปมากกว่า... ซี๊ด โฮสต์นี่เรียนรู้ได้เร็วเหลือเกินนะเนี่ย ตอนนั้นเปิ่นจั้วยังไม่เก่งเท่าเจ้าเลย จริงสิ! เปิ่นจั้วเพิ่งจะนึกขึ้นได้! เจ้าใช้พู่กันเป็นด้วยนี่! แถมยังเป็นนักปราชญ์ที่อ่านออกเขียนได้อีกต่างหาก! เข้าใจแล้ว! โฮสต์ต้องเป็นลูกหลานตระกูลผู้ดีที่สืบทอดความรู้ทางวิชาการมาแน่ๆ ถึงได้ถูกพวกบัณฑิตคร่ำครึพวกนั้นสั่งสอนมาแบบผิดๆ! เขาไผ่สีหมึกนี่มันเถื่อนจริงๆ ถึงขนาดกล้าลักพาตัวลูกหลานตระกูลขุนนางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้มาแบบนี้...’

หลี่ฝานอยากจะบอกเหลือเกินว่าแกเข้าใจผิดแล้ว อย่างน้อยๆ บ้านเกิดเขาก็มีประชากรพันสี่ร้อยล้านคนที่ได้รับการศึกษาภาคบังคับ ตั้งแต่เด็กก็ร่ำเรียนหนังสือจนแตกฉาน คนที่ทะลุมิติมาถึงจะสอบจอหงวนไม่ได้ แต่สอบเป็นซิ่วไฉก็ยังได้ จะลักพาตัวใครมาก็เหมือนกันนั่นแหละ

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า ในเมื่อเจ้าเป็นเด็กอัจฉริยะที่ร่ำเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก เปิ่นจั้วก็ขอถามเจ้าสักคำก็แล้วกัน พวกบัณฑิตคร่ำครึที่เอาแต่พร่ำบอกว่าห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ห้ามฆ่าคน หากมีคนมาตามฆ่าเจ้า เคยคิดบ้างไหมว่าจะทำอย่างไร?’

แจ้งตำรวจไง...

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า แจ้งอะไรนะ?’

"ก็คือ... ไปแจ้งทางการ ให้มือปราบมาช่วยชีวิตไง"

เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับถึงกับสะอึกไปพักใหญ่

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า เฮ้อ บัณฑิตนี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ เจ้ายันไม่รู้ซึ้งถึงความชั่วร้ายในจิตใจคนบนโลกใบนี้’

แกไม่รู้อะไรซะแล้วว่าการมีกล้องวงจรปิดเชื่อมต่อเครือข่ายสาธารณะตลอด 24 ชั่วโมง การจดจำใบหน้าและการติดตามข้อมูลระบุตัวตน การระบุตำแหน่งพิกัดข้อมูลแบบเรียลไทม์ การตรวจสอบย้อนหลังทาง DNA และการถูกใส่กุญแจมือติดกับท่อทำความร้อนแล้วต้องนั่งยองๆ เป็นเวลาสองชั่วยามน่ะมันปวดเมื่อยขนาดไหน... อะแฮ่ม สรุปก็คือต้นทุนในการก่ออาชญากรรมในสถานที่แบบนี้มันต่ำเกินไป ไม่มีกฎหมายไม่มีสวรรค์ แน่นอนว่าพวกมันย่อมไม่รู้จักคำว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว...

‘เจตจำนงกระบี่สวรรค์ลี้ลับแสดงความเห็นว่า โฮสต์พึมพำอะไรของเจ้าอยู่เนี่ย?’

หลี่ฝานถอนหายใจยาว "ข้าบอกว่ามือปราบในบ้านเกิดข้าน่ะเก่งกาจมาก ปกติทุกคนก็เลยเป็นคนดีมีน้ำใจ เคารพกฎหมาย ตั้งใจทำงาน เป็นพลเมืองดี ตื่นมาก็เตือนตัวเองทุกวันว่าอากาศบนโลกใบนี้มันช่างบริสุทธิ์สดชื่น ชีวิตนี้มันช่างดีงาม ปกติก็อ่านนิยายตลกๆ เพื่อรักษาอารมณ์ให้เบิกบานและมองโลกในแง่ดี ไม่เก็บความเหนื่อยล้าและความเครียดไปจนถึงวันพรุ่งนี้...

แค่ก แค่ก แค่ก แค่ก แต่ว่าข้าก็เข้าใจความหมายของเจตจำนงกระบี่นะ เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เอาล่ะ ฝึกฝนจิตใจก็ฝึกฝนจิตใจ ข้าจะพยายามทำตัวให้ชินกับกฎเกณฑ์การเข้าสังคมอันแสนเรียบง่าย ที่พอเจอหน้ากันก็ต้องฟันคอกันก่อนก็แล้วกัน..."

แน่นอนว่าถ้าศพในโลกนี้สามารถสลายกลายเป็นแสงสีขาวหายวับไปอย่างหมดจดเหมือนในเกมได้ โดยไม่ต้องมีเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว จนทำให้มโนธรรมในใจต้องคอยตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำอะไรลงไป มันก็คงจะสมบูรณ์แบบไปเลย

อะแฮ่ม พูดจาไร้สาระมาตั้งนานจนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ระบบ ในเมื่อฆ่ามอนสเตอร์แล้วได้แต้มอารมณ์ แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่ฆ่านักพรตขันทีชั่วระดับแก่นทองคำกับซากศพอาฆาตสองตัวนั้น ทำไมดูเหมือนจะไม่ได้แต้มอารมณ์เลยล่ะ?

‘ระบบตัดสินว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำเฉินจี้หนูถูกผู้บำเพ็ญมารหลี่ซิงหลงสังหาร’

‘ระบบตัดสินว่าผู้บำเพ็ญมารหลี่ซิงหลงถูกกระบี่บินเฟยหงสังหาร’

‘ระบบตัดสินว่าผู้บำเพ็ญมารเถียนซื่อหลางยังไม่ตาย’

‘ระบบตัดสินว่าต้องเป็นเป้าหมายที่หลี่ฝานลงมือสังหารด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะได้รับแต้มอารมณ์’

อ้อ...

เอ๊ะ? ระบบ เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ? ‘ระบบตัดสินว่าต้องเป็นเป้าหมายที่หลี่ฝานลงมือสังหารด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะได้รับแต้มอารมณ์’

"ไม่ใช่ประโยคนี้!" หลี่ฝานโกรธจนหักพู่กันในมือทิ้ง "สามคนที่แกเพิ่งตอบมาเมื่อกี้มันคือใครกันแน่! ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำ? นักพรตชั่วนั่นน่ะหรือ? เฉินจี้หนู? หลี่ซิงหลง? เถียนซื่อหลาง? ผู้บำเพ็ญมาร? ตกลงแกปิดบังอะไรเอาไว้บ้าง! สารภาพมาให้หมด โทษหนักจะได้เป็นเบา! รีบบอกความจริงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!"

‘...จี๊ด’

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 28 - วิชากระบี่สวรรค์ลี้ลับฉบับทำใหม่

คัดลอกลิงก์แล้ว