- หน้าแรก
- ฮ่องเต้ไร้บุตรกับนางกำนัล ผู้มากับระบบท้องง่ายได้โชค
- บทที่ 13 - วาสนาในสระน้ำพุร้อน
บทที่ 13 - วาสนาในสระน้ำพุร้อน
บทที่ 13 - วาสนาในสระน้ำพุร้อน
บทที่ 13 - วาสนาในสระน้ำพุร้อน
อวี๋เหยามีสีหน้าหม่นหมอง "หม่อมฉันฐานะต้อยต่ำ ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์และไร้ผู้หนุนหลัง เมื่อก่อนต้องรับใช้ในตำหนักของเจาเกวี้ยเฟย หากไม่ทำเช่นนี้ หม่อมฉันคงตายไปนานแล้วเพคะ"
นางถือโอกาสหยอด "ยาพิษ" ใส่ความเจาเกวี้ยเฟยไปเงียบๆ
เรื่องที่เจาเกวี้ยเฟยกดขี่นางและส่งนางไปที่สนามสู้สัตว์ แค้นนี้นางยังไม่ได้ชำระ
อวี๋เหยาไม่หวังว่าเย่เป่ยเฉินจะไปจัดการเจาเกวี้ยเฟยเพราะเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยก็สามารถทำลายภาพลักษณ์ของเจาเกวี้ยเฟยในใจเขาได้
เย่เป่ยเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเป็นเพราะเหตุผลนี้
เขารู้ดีว่าเจาเกวี้ยเฟยเป็นคนขี้อิจฉา เย่อหยิ่งจองหอง และชอบกดขี่เหล่านางสนมในวัง
ตราบใดที่เรื่องไม่เกินเลยไปนัก ปกติเขาก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ในแต่ละวันเขามีราชกิจมากมาย อีกทั้งยังต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกยุทธ์ จะมีเวลาที่ไหนไปสนใจเรื่องหยุมหยิมเหล่านี้?
ขอเพียงแค่อย่ามาสร้างเรื่องเดือดร้อนต่อหน้าเขาก็พอ
วังหลังควรเป็นสถานที่ที่ทำให้เขาผ่อนคลาย มิใช่ทำให้เขารำคาญใจ
มีเรื่องอะไรก็ให้ฮองเฮาจัดการไปเสีย มิเช่นนั้นจะมีฮองเฮาไว้ทำไม?
สายตาของเย่เป่ยเฉินจับจ้องไปที่แก้มซ้ายของอวี๋เหยา เมื่อเห็นรอยแผลเป็นยาวประมาณหนึ่งนิ้วโป้ง เขาก็อดที่จะคิดไม่ได้
นางกำนัลตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะถูกบีบคั้นถึงเพียงไหนกัน ถึงขั้นยอมทำลายโฉมหน้าตนเองเพื่อให้มีชีวิตรอด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สายตาที่เขามองอวี๋เหยาก็มีความสงสารเพิ่มขึ้นมาอีกนิด
"ไว้ข้าจะให้คนประทาน 'ขี้ผึ้งสมานผิว' (ซูจีกาว) ให้เจ้า ขี้ผึ้งนี้สามารถบำรุงผิวที่เสียหายได้ โดยเฉพาะการลบเลือนรอยแผลเป็นนับว่ามีผลดียิ่ง"
เมื่อเห็นนางมองเขาด้วยความตกตะลึง เย่เป่ยเฉินก็อารมณ์ดีขึ้นมาก และเอ่ยอย่างอ่อนโยนที่พบได้ยากว่า "เจ้าไม่ต้องกังวล ข้าให้เจ้าใช้เจ้าก็ใช้ไปเถิด ไม่มีใครกล้าว่าอะไรหรอก"
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ!"
คราวนี้นั้นอวี๋เหยาดีใจจริงๆ นางกล่าวขอบคุณอย่างมีความสุขยิ่ง
แต้มบุญของนางใช้หมดไปแล้ว ขี้ผึ้งสมานผิวนี้มาได้ถูกเวลาพอดี
แม้จะไม่รู้ว่าได้ผลเพียงใด แต่ในเมื่อเย่เป่ยเฉินบอกว่าดี ย่อมต้องไม่เลวแน่นอน
เย่เป่ยเฉินพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ในระหว่างที่พูดคุยกันนั้น ร่างกายส่วนบนของเย่เป่ยเฉินขัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว อวี๋เหยามองดูร่างกายท่อนล่างของเขาที่จมอยู่ในน้ำ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที และเริ่มทำตัวไม่ถูกว่าจะขัดต่ออย่างไรดี
นางจึงชะงักแข็งค้างอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าขยับ
เย่เป่ยเฉินนึกแปลกใจในใจว่าทำไมนางถึงหยุดขัดเสียเฉยๆ เมื่อเห็นใบหน้าแดงระเรื่อของนาง เขาก็รู้ทันทีว่านางกำลังเขินอาย จึงนึกอยากจะแกล้งนางขึ้นมา "ทำไมไม่ขัดต่อเล่า?"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นที่ข้างหู อวี๋เหยารู้สึกตัวทันที นางเบือนหน้าไปทางหนึ่ง กัดฟันแน่นแล้วสอดผ้าลงไปใต้ผิวน้ำ...
ทว่าวินาทีต่อมา นางก็ต้องแข็งทื่อไปทั้งตัว ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นรัวแรง แต่ภายนอกยังพยายามนิ่งไว้
สมกับเป็นบุตรแห่งโชคชะตาจริงๆ พรสวรรค์ช่างล้นเหลือยิ่งนัก หากนางต้องถวายตัวจริงๆ เกรงว่าจะรับไม่ไหวเอาเสียเลย
เย่เป่ยเฉิน: "..."
ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ เขาหรี่ตามองสตรีตรงหน้า ดวงตาเข้มข้นจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ความปรารถนาในใจเริ่มพลุ่งพล่าน
สายตาของเขาเข้มจัด จ้องมองนางอย่างไม่วางตา "เจ้า...อยากจะถวายตัวหรือไม่?"
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า
อวี๋เหยาชะงักไป คำถามที่มาอย่างกะทันหันทำให้นางตั้งตัวไม่ติด
เมื่อตั้งสติได้ ใบหน้าของนางก็ค่อยๆ แดงซ่านจนลามไปถึงหลังใบหู
อยากถวายตัวไหม? แน่นอนว่าต้องอยากสิ หากไม่ถวายตัวจะตั้งครรภ์ทำภารกิจให้สำเร็จได้อย่างไร?
แต่ยามนี้ นางกลับเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาเสียแล้ว
เมื่อเห็นนางหน้าแดงก้มหน้านิ่งไม่ยอมพูด เย่เป่ยเฉินก็คิดว่านางคงเขินอายจนไม่กล้าเอ่ยปาก จึงถือว่านางยอมรับโดยดุษฎี
เขาใช้มือหนาฉุดกระชากเพียงครั้งเดียว อวี๋เหยาก็ถูกดึงลงไปในสระน้ำพุร้อนทันที
อาภรณ์เมื่อเปียกน้ำก็แนบไปกับลำตัว เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งที่ดูเย้ายวนยิ่งนัก
ท่ามกลางไอหมอกที่ลอยกรุ่น แก้มของอวี๋เหยาร้อนฉ่าราวกับจะไหม้ นางเคยผ่านประสบการณ์กับชายโฉดมาหลายครั้ง แต่กับบุรุษอื่นนั้นไม่เคยก้าวล่วง
ยามนี้เมื่อรู้ว่าจะต้องถวายตัวจริงๆ ก็ยังคงมีความประหม่าอยู่บ้าง
เย่เป่ยเฉินยื่นมือออกไปถอดอาภรณ์ของนางออกอย่างไม่เบามือนัก กระโปรงผ้าไหมลอยเคว้งอยู่บนผิวน้ำ ทรวดทรงองเอวปรากฏเลือนรางอยู่ใต้น้ำ
ผิวพรรณขาวกระจ่างดุจหิมะ สัดส่วนโค้งเว้าสมบูรณ์แบบ ทุกที่ล้วนเหมาะเจาะงดงามเกินกว่าที่เย่เป่ยเฉินคาดคิดไว้มาก
หากมองข้ามรอยแผลเป็นบนหน้าไป นางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล่านางสนมในวังหลังเลยแม้แต่น้อย หรือจะบอกว่าดีกว่าด้วยซ้ำ
อย่างน้อยผิวพรรณและรูปร่างเช่นนี้ สนมหลายคนก็เทียบไม่ติด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ปลายนิ้วของเย่เป่ยเฉินก็ไล้ไปตามเส้นเอวของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังชื่นชมผลงานศิลปะล้ำค่า ดวงตาของเขาเข้มขัด ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง จ้องมองนางอย่างเปิดเผยไม่คิดปิดบัง
"ฝ่าบาท... หม่อมฉันยังไม่ได้ชำระล้างร่างกายเลยเพคะ"
การถูกถอดเสื้อผ้าออกอย่างกะทันหัน ทำให้อวี๋เหยาหน้าแดงราวกับจะหยดเลือดได้ อายจนหางตาแดงก่ำ แม้แต่น้ำเสียงก็ยังสั่นเครือ
แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังพยายามรักษาความสงบ เพื่อไม่ให้ดูตื่นตระหนกจนเกินไป
"หึหึ... ล้างสิ ล้างในสระน้ำพุร้อนนี่แหละ!"
เย่เป่ยเฉินปล่อยนาง แต่ดวงตากลับไม่เลิกรา ยังคงจับจ้องที่นางพลางหัวเราะเสียงต่ำ
อวี๋เหยาแอบด่าในใจว่ากำลังจะถูกหมูเคี้ยวกินเสียแล้ว แต่นางก็จำต้องชำระล้างร่างกายในน้ำพุร้อนนั้น
ทั้งวังหลังมีเพียงตำหนักที่บรรทมของเย่เป่ยเฉินเท่านั้นที่มีน้ำพุร้อน หากต้องการจะอาบน้ำพุร้อน จำต้องได้รับอนุญาตจากเย่เป่ยเฉินเสียก่อน แม้แต่ฮองเฮาก็เช่นกัน
วันนี้ นางนับว่าได้ลาภปากได้แช่น้ำพุร้อนกับเขาเสียรอบหนึ่งแล้ว
ไม่นานนักนางก็ชำระล้างเสร็จสิ้น
เมื่อเย่เป่ยเฉินเห็นนางล้างเสร็จแล้ว เขาก็กดนางลงที่ขอบสระ จากนั้นก็ทาบทับลงมา...
ภายในสระน้ำพุร้อน ในไม่ช้าก็มีเสียงบรรเลงดนตรีที่ทำให้ผู้คนหน้าแดงใจสั่น เสียงอันเร่าร้อนเย้ายวนแว่วออกไปนอกตำหนักในชั่วพริบตา ทำให้เหล่าข้าราชบริพารที่เฝ้าอยู่ภายนอกถึงกับมึนงงไปตามๆ กัน
ฝ่าบาทมิใช่กำลังสรงน้ำอยู่หรือ? เสียงนี้ฟังดูเหมือนกำลังทรงสำราญกับนางสนมมิใช่หรือ?
ฝูอันนึกได้ว่าอวี๋เหยากำลังรับใช้อยู่ข้างใน จึงเข้าใจทันทีว่าเป็นเรื่องอะไร
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวข้างใน ฝูอันก็รู้สึกได้แม้จะมีบานประตูกั้นอยู่ว่าคราวนี้ไม่เหมือนทุกที
เขาได้แต่ส่ายหน้าพลางชื่นชมในใจว่าอวี๋เหยาช่างมีกลอุบายอันล้ำเลิศนัก แม้ใบหน้าจะมีรอยแผลเป็นก็ยังสามารถทำให้ฝ่าบาททรงมีอารมณ์สุนทรีได้ถึงเพียงนี้
เขาส่งเสียงเดาะลิ้นสองสามครั้ง พลางชี้สั่งให้พวกข้านับใช้อยู่หน้าประตู "ถอยออกไปไกลๆ เสีย"
พวกข้ารับใช้ไม่กล้าเข้าใกล้ ย่อมต้องถอยไปให้ไกลที่สุด
ฝูอันยืนพิงกรอบประตูแกะสลักสีแดงชาดเพียงลำพัง เงยหน้ามองแสงจันทร์เหนือศีรษะ พลางถอนหายใจชื่นชมอยู่ในใจอีกครั้ง
อวี๋เหยาผู้นี้ช่างมีความสามารถจริงๆ
เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ความเคลื่อนไหวข้างในนอกจากจะไม่หยุดลงแล้ว กลับยิ่งรุนแรงขึ้น หรือจะบอกว่าดุเดือดเลยก็ได้
ฝูอันเงยหน้ามองฟ้าอีกครั้ง ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางเวหา หรืออาจจะค่อนไปทางตะวันตกแล้ว แสดงว่าเวลาล่วงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว
ปกติแล้วยามนี้ฮ่องเต้ควรจะบรรทมไปนานแล้ว
ต่อให้เป็นตอนทรงสำราญกับนางสนม ก็ไม่เคยดึกดื่นถึงเพียงนี้ วันนี้ช่างมีอารมณ์สุนทรีที่หาได้ยากยิ่งนัก
"ช่างมีกลเม็ดเด็ดพรายนัก วังหลังคงจะมีนายหญิงเพิ่มขึ้นมาอีกคนเสียแล้ว!"
ฝูอันส่ายหน้าพลางเดาะลิ้นชื่นชม
หางตาเหลือบไปเห็นขันทีตัวน้อยคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา คำนับให้เขาแล้วเอ่ยว่า "บ่าวคารวะกงกงฝูพ่ะย่ะค่ะ!"
ฝูอันเหลือบมองแวบหนึ่ง "มีเรื่องอันใด?"
"เรียนกงกง หลินไฉหนวี่ถามว่าฝ่าบาททรงงานเสร็จหรือยัง และจะเสด็จกลับเมื่อใดพ่ะย่ะค่ะ!"
ขันทีน้อยรีบแจ้งจุดประสงค์ที่มา
ฝูอันชะงักไปครู่หนึ่ง จึงนึกขึ้นได้ว่าหลินไฉหนวี่ยังรออยู่ที่แท่นบรรทมของฝ่าบาท
คาดว่าเห็นฝ่าบาทไม่เสด็จกลับไปเสียที ในใจคงจะร้อนรุ่มแล้ว
แต่ทางนี้ยังไม่จบ ฝ่าบาทก็เสด็จไปไม่ได้
ดูจากสถานการณ์แล้ว คาดว่าคงไม่จบง่ายๆ ในเวลาอันสั้นนี้
ฝูอันคิดครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ไปบอกนางว่าฝ่าบาททรงมีราชกิจรัดตัว กำลังทรงจัดการงานบ้านเมือง ให้นางรออย่างอดทนเสีย"
ขันทีน้อยรับคำอย่างนอบน้อมแล้วจึงหมุนตัวกลับไป
เพิ่งจะไล่คนหนึ่งไป อีกคนก็มาถึงทันที
คราวนี้เป็นไฉเยวี่ยจากตำหนักของโหรวเฟย
เมื่อฝูอันเห็นไฉเยวี่ย เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
เขาไม่ต้องเดาเลย ก็รู้ว่าโหรวเฟยคงจะแสร้งทำเป็นโรคหัวใจกำเริบ เพื่อส่งคนมาเชิญฝ่าบาทไปหาเป็นแน่
(จบแล้ว)