- หน้าแรก
- ฮ่องเต้ไร้บุตรกับนางกำนัล ผู้มากับระบบท้องง่ายได้โชค
- บทที่ 6 - ภัยร้ายยามวิกาลและการสวมรอย
บทที่ 6 - ภัยร้ายยามวิกาลและการสวมรอย
บทที่ 6 - ภัยร้ายยามวิกาลและการสวมรอย
บทที่ 6 - ภัยร้ายยามวิกาลและการสวมรอย
ณ กองซักล้าง!
อวี๋เหยายังคงต้องซักผ้าตลอดทั้งวัน มือของนางแช่อยู่ในน้ำจนขาวซีดและบวมเป่ง
แต่ยังดีที่นางสามารถกินข้าวได้ตามปกติ ปริมาณเสื้อผ้าที่ต้องซักก็ไม่มากเท่าเมื่อวานแล้ว เท่ากับนางกำนัลคนอื่นๆ ในกองซักล้าง ถือว่าไม่ถูกเลือกปฏิบัติเป็นพิเศษอีก
สาเหตุหลักเป็นเพราะวันนี้ท่านอาชิวปวดหัวอย่างหนัก จึงไม่มีอารมณ์มาจัดการนาง
ส่วนสาเหตุที่ท่านอาชิวปวดหัวนั้น ย่อมเป็นผลงานของอวี๋เหยาเมื่อวานนี้เอง
เมื่อวานท่านอาชิวจงใจกลั่นแกล้งนาง ทั้งยังไม่ยอมให้นางกินข้าว
อวี๋เหยาจึงใช้พลังจิตควบแน่นเป็นเข็ม โจมตีเข้าที่ศีรษะของท่านอาชิวไปหนึ่งที ทำให้หัวหน้ากองซักล้างต้องทนทุกข์กับอาการปวดหัว
โลกนี้เน้นการฝึกพลังกายเป็นหลัก เป็นโลกแห่งวรยุทธ์ ไม่มีใครเข้าใจเรื่องการโจมตีทางจิตวิญญาณหรอก
อวี๋เหยาจึงไม่กลัวว่าจะถูกตรวจสอบพบ
นางยิ้มบางๆ รีบกินข้าวเย็นและอาบน้ำชำระกาย จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนบนเตียงรวม
พอถึงช่วงกลางดึก นางเกิดปวดท้องขึ้นมากะทันหันจนอยากจะไปเข้าห้องสุขา
นางมองไปรอบๆ เตียงนอน ภายในห้องเงียบสนิท ทุกคนต่างหลับสนิทกันหมดแล้ว
อวี๋เหยาไม่กล้าส่งเสียงดังเกินไป นางเลิกผ้าห่มขึ้น ก้าวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วจึงผลักประตูเดินออกไป
นางอาศัยแสงจันทร์เดินไปตามเส้นทางมุ่งสู่เรือนที่เงียบสงัด
ในที่สุดก็เดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่ดูเก่าและมืดทึบ ภายในนั้นมืดมิดและมีกลิ่นสิ่งปฏิกูลโชยมาเข้าจมูก
อวี๋เหยาบีบจมูก กลั้นหายใจ อาศัยแสงจันทร์นั่งยองๆ ลงบนหลุมสุขา เพิ่งจะถอดกางเกงเตรียมจะปลดทุกข์...
ทันใดนั้น ก็มีลมแรงวูบหนึ่งพุ่งเข้าหาจากทางด้านหลัง
นางตกใจแทบสิ้นสติ แอบด่าในใจว่า: ใครมันช่างไม่มีศีลธรรมขนาดนี้ บังอาจมาลอบทำร้ายตอนคนกำลังทำธุระส่วนตัว ไม่เหม็นบ้างหรือไร?
ด่าก็ส่วนด่า แต่อวี๋เหยาก็ขยับกายหลบไปที่ขอบหลุมตามสัญชาตญาณ นางไม่ทันได้ดึงกางเกงขึ้นด้วยซ้ำ แต่ก็หลบการลอบโจมตีจากคนด้านหลังได้อย่างหวุดหวิด
จากนั้นนางก็รีบดึงกางเกงขึ้นแล้ววิ่งออกไปข้างนอกทันที
ฉินซิน ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดฉายแววประหลาดใจ นางจำได้ว่านางกำนัลผู้นี้ไม่มีวรยุทธ์ แต่ปฏิกิริยาที่ว่องไวและควาเร็วในการหลบหนีเช่นนี้ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนไร้วรยุทธ์เลยสักนิด?
แต่ไม่นานนางก็เข้าใจได้ว่า อีกฝ่ายคงจะเหมือนกับนาง คือแอบซ่อนฝีมือไว้
"มิน่าเล่าพระสนมถึงต้องการกำจัดนังนางกำนัลคนนี้"
ฉินซินพึมพำเบาๆ แล้วรีบพุ่งตัวไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว
จะว่าไป ห้องสุขานี่เหม็นจริงๆ นั่นแหละ นางแทบไม่กล้าหายใจตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
ทางด้านอวี๋เหยาที่เพิ่งหนีออกมาจากห้องสุขา นางรีบผูกสายรัดกางเกง ก็สัมผัสได้อย่างรวดเร็วว่ามีมือใหญ่กำลังเอื้อมมาจับนางจากทางด้านหลัง
นัยน์ตาของนางฉายแววเย็นชา นางไม่คิดจะซ่อนฝีมืออีกต่อไป ขุดเอาวิชาที่ร่างเดิมพอจะมีประกอบกับวิชาที่นางเรียนรู้มาในชาติก่อนออกมาใช้อย่างเต็มที่
ทว่า น่าเสียดายที่คนในเงามืดนั้นแข็งแกร่งเกินไป พลังสูงกว่านางไม่รู้กี่เท่า ต่อให้อวี๋เหยาจะงัดวิทยายุทธสิบแปดกระบวนท่าออกมาสู้ ก็ยังไม่อาจต้านทานได้
หลังจากต่อสู้กันได้เพียงครู่เดียว นางก็รู้สึกว่าต้นคอถูกฟาดอย่างแรง แล้วสติก็ดับวูบไปทันที
ฉินซินมองดูอวี๋เหยาที่นอนหมดสติอยู่ที่พื้นด้วยความรู้สึกตกใจเล็กน้อย
นางกำนัลคนนี้ระดับพลังไม่สูง แต่เล่ห์เหลี่ยมและวิธีการต่อสู้กลับประหลาดพิสดารนัก หากไม่ใช่เพราะนางมีพลังสูงกว่าอีกฝ่ายมาก เกรงว่าคงไม่อาจสยบได้ง่ายๆ เช่นนี้
ฉินซินนวดขมับที่เริ่มปวดขึ้นมา ในตอนที่ต่อสู้กันเมื่อครู่นี้ นางรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณถูกอะไรบางอย่างทิ่มแทงจนเกือบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่
พอคิดว่าตนเองเกือบจะเสียท่าให้นางกำนัลตัวเล็กๆ นางก็เกิดความโมโหขึ้นมา
ฉินซินเตะอวี๋เหยาไปหนึ่งทีด้วยความโกรธ และยังตบหน้านางไปอีกสองฉาดเพื่อระบายอารมณ์...
โชคดีที่อวี๋เหยาสลบไปจึงไม่รู้สึกอะไร ไม่อย่างนั้นนางคงลุกขึ้นมาสู้ตายกับฉินซินแน่นอน
ฉินซินเกรงว่าจะดึงดูดองครักษ์ลาดตระเวนแถวนั้นมา จึงรีบจัดการสั่งสอนอวี๋เหยาพอเป็นพิธีแล้วพาร่างของนางหายไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เจาเกวี้ยเฟยพาหงอวี้มาที่ตำหนักทรงอักษร
เมื่อถึงหน้าตำหนัก นางสั่งให้หงอวี้รออยู่ที่นั่น ส่วนตนเองเดินเข้าไปด้านใน
"หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญเพคะ!"
เจาเกวี้ยเฟยเดินเข้ามาในตำหนักทรงอักษร นางหยุดยืนหน้าโต๊ะทรงงานแล้วทำความเคารพอย่างมีเสน่ห์
เย่เป่ยเฉินได้ยินเสียงจึงวางพู่กันลง เมื่อเห็นว่าเป็นเจาเกวี้ยเฟย บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ "ลุกขึ้นเถอะ ยอดรัก วันนี้เจ้ามาหาข้าด้วยเหตุใดหรือ?"
เจาเกวี้ยเฟยลุกขึ้นยืน ดวงตางามมองไปยังเย่เป่ยเฉินแล้วยิ้มยวนเย้า "หม่อมฉันได้ยินมาว่าฝ่าบาทกำลังตามหานางกำนัลที่ไปยังสระน้ำทางใต้ของกองซักล้างเมื่อคืนก่อน บังเอิญว่าคนผู้นั้นอยู่ในตำหนักเหยาหัวของหม่อมฉันพอดี จึงได้พาตัวนางมาเข้าเฝ้าเพคะ"
เย่เป่ยเฉินเลิกคิ้วขึ้น "โอ้? คนอยู่ในตำหนักของเจ้าหรือ? คือใครกัน?"
เจาเกวี้ยเฟยพยักหน้ายิ้มแย้ม "นางชื่อหงอวี้ เป็นนางกำนัลขั้นสองที่รับผิดชอบครัวเล็กของหม่อมฉันเพคะ ตอนนี้นางรออยู่หน้าตำหนักทรงอักษรแล้ว"
"ในเมื่อพามาแล้ว ก็เรียกเข้ามาให้ข้าดูหน่อยเถอะ"
ใบหน้าของเย่เป่ยเฉินไม่ได้แสดงอารมณ์พิเศษใดๆ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ท่าทางนั้นดูราวกับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
เจาเกวี้ยเฟยเห็นฝ่าบาทมีท่าทีไม่ยี่หระเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกดีขึ้นมาก นางเดินออกไปเรียกหงอวี้เข้ามาด้วยความดีใจ
หงอวี้รีบเดินเข้ามาในตำหนักทรงอักษร นางหยุดเท้าหน้าโต๊ะทรงงาน สะกดกลั้นความตื่นเต้นในใจแล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ข้าน้อยถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปีเพคะ!"
สายตาของเย่เป่ยเฉินจับจ้องไปที่นาง แววตาที่เฉยเมยนั้นแฝงไปด้วยการพินิจพิจารณา
เพียงปราดเดียว เขาก็รู้ว่านี่ไม่ใช่คนที่เขาตามหา
ในคืนนั้น แม้เขาจะมองเห็นใบหน้าของหญิงสาวไม่ชัดเจน แต่พอจะจำรูปร่างและบรรยากาศรอบตัวได้
คนคนนั้นสามารถหลบการโจมตีของเขาได้ แสดงว่าต้องมีวรยุทธ์ที่ไม่ธรรมดา
แต่คนที่เกวี้ยเฟยพามานี้ ดูบอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลม น่าสงสารน่าทะนุถนอม
งดงามนั้นงดงามอยู่หรอก แต่พอมองดูก็รู้ทันทีว่าไม่เคยฝึกวรยุทธ์มาก่อน
ไม่ใช่คนคนนั้น เย่เป่ยเฉินสรุปในใจทันที
นัยน์ตาของเขาฉายแววผิดหวัง ขณะเดียวกันก็ถอนสายตาออกจากหงอวี้
จากนั้นเขาก็มองไปยังพระสนมที่อยู่ด้านข้างด้วยแววตาครุ่นคิด
เกวี้ยเฟยจงใจพูดถึงเรื่องคืนนั้น ทั้งยังส่งตัวปลอมมาให้ แสดงว่านางรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นใช่หรือไม่?
หากรู้ แล้วนางรู้มากน้อยเพียงใด? รู้ทั้งหมด หรือรู้เพียงแค่บางส่วน?
เขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งที่เกวี้ยเฟยบังอาจมาสืบหาความลับของเขา
เจาเกวี้ยเฟยเดิมทีคิดว่าฝ่าบาทเห็นหงอวี้แล้วคงจะตรัสถามอะไรบ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าฝ่าบาทกลับไม่ตรัสอะไรเลย และเอาแต่จ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา
สายตานั้นดูเยือกเย็นและเฉยเมย แฝงไปด้วยการตรวจสอบจนทำให้นางรู้สึกขนลุก
เจาเกวี้ยเฟยหัวใจเต้นผิดจังหวะ การที่ฝ่าบาทมองนางเช่นนี้ หรือว่าจะทรงรู้ว่าหงอวี้เป็นตัวปลอม?
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็เริ่มกระวนกระวาย แต่ยังคงแสร้งทำเป็นสงบนิ่งแล้วยิ้มถาม "ฝ่าบาททรงเป็นอะไรไปหรือเพคะ? เหตุใดถึงมองหม่อมฉันเช่นนี้?"
นางดูผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วในใจตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
เย่เป่ยเฉินกระตุกมุมปาก ปกปิดความเยาะเย้ยลึกๆ ในแววตาได้อย่างแนบเนียน เขาเลิกจ้องมองพระสนม
เขาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "ไม่มีอะไร ในเมื่อเป็นนาง ก็แต่งตั้งเป็น 'ไฉหนวี่' ส่วนที่พักให้เกวี้ยเฟยเป็นคนจัดการตามความเหมาะสมเถอะ!"
ในเมื่อไม่ใช่คนที่เขาตามหา เขาก็คร้านจะถามถึงเรื่องราว เพราะคงเป็นเพียงบทละครที่เตรียมไว้แล้วทั้งสิ้น
แต่ถึงอย่างไรก็นับว่าเป็นคนที่เกวี้ยเฟยส่งมา เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่หวังว่าเกวี้ยเฟยจะไม่เสียใจภายหลังก็แล้วกัน
เจาเกวี้ยเฟยไม่รู้เลยว่าในใจของฝ่าบาทคิดอะไรอยู่ นางเพียงแปลกใจที่ฝ่าบาทไม่ทรงซักถามอะไรเลย ซึ่งนั่นทำให้นางยิ่งรู้สึกระแวง
แต่นางก็ไม่กล้าถามออกไป ทำได้เพียงรับคำอย่างนอบน้อม
หงอวี้เองแม้จะรู้สึกแปลกใจ แต่เมื่อรู้ว่าตนเองถูกแต่งตั้งเป็นไฉหนวี่ นางก็ดีใจอย่างยิ่ง รีบโขกศีรษะขอบคุณซ้ำๆ "ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ ขอบพระทัยฝ่าบาท"
นางไม่ต้องเป็นทาสรับใช้ที่ต้องคอยปรนนิบัติคนอื่นอีกต่อไปแล้ว แต่ได้กลายเป็นพระสนม นับว่าเป็นการได้ดิบได้ดีดุจหงส์ร่อนลงบนกิ่งไม้ สร้างชื่อเสียงให้บรรพบุรุษ นางจะไม่ดีใจได้อย่างไร
"พวกเจ้าถอยออกไปให้หมดเถอะ!"
เย่เป่ยเฉินโบกมือไล่ แล้วก้มหน้าจัดการราชกิจต่อ
แน่นอนว่าเขาไม่ได้มองทั้งสองคนอีกเลย
"เพคะ หม่อมฉันทูลลา!"
เจาเกวี้ยเฟยเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายในใจ นางไม่กล้าอยู่นานรีบถอยออกมาอย่างรู้งาน
หงอวี้เดินตามออกมาเช่นกัน แต่ความดีใจบนใบหน้านั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้เลยสักนิด
...
(จบแล้ว)