- หน้าแรก
- เมื่อฉันทะลุมิติมาเป็นคนไร้ค่า แต่ดันได้คุกเทพมารมาครอง
- บทที่ 41 - มูลค่าของโสมพันปี
บทที่ 41 - มูลค่าของโสมพันปี
บทที่ 41 - มูลค่าของโสมพันปี
บทที่ 41 - มูลค่าของโสมพันปี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
มันยอมกลับไปเผชิญหน้ากับวอโต่ว แล้วสู้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีมหาปีศาจเสียยังจะดีกว่า! "หาไม่เจอจริงๆ แม่ทูนหัวของข้า ถ้าเกิดลูกค้างคาวพวกนั้นแปลงกายแล้วไปซ่อนตัวปะปนอยู่กับฝูงชน พวกเราก็ไม่มีทางหาพวกมันเจอเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นไอ้เด็กเปรตสองตัวนี่คงไม่ลอยนวลมาได้ตั้งสิบกว่าวันหรอก"
ดูเหมือนจะเค้นข้อมูลที่มีประโยชน์อะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เธอพยักหน้าให้ฉางเทียน ฝ่ายหลังเพียงแค่ยกมือขึ้น เชือกเซียนที่มัดตัวอาฝูอยู่ก็ลอยละลิ่วมาตกอยู่ในมือของเขาอย่างว่าง่าย หนิงเสี่ยวเสียนอยู่ห่างจากปีศาจค้างคาวไม่ถึงหนึ่งจั้ง ทว่าต่อให้มอบความกล้าให้มันอีกร้อยเท่า มันก็ไม่กล้าแตะต้องเธออีกแล้ว
"ต้องสร้างสถานการณ์ปลอมๆ ว่ามันดิ้นหลุดจากเชือกแล้วหนีไปได้" ฉางเทียนชูเชือกเซียนในมือขึ้นมา ออกแรงดึงเบาๆ อาฝูราวกับได้ยินเสียงของวิเศษชิ้นนี้กรีดร้องด้วยความไม่ยินยอม ก่อนจะขาดสะบั้นออกเป็นท่อนๆ เสียงดังเป๊าะ เชือกเซียนที่มัดมันไว้แน่นหนาจนแทบจะขาดใจ กลับถูกฉางเทียนดึงขาดกระจุยราวกับดึงเส้นบะหมี่ กลายเป็นเพียงเศษเชือกไร้ค่ากองหนึ่ง
'ขอโทษด้วยนะศิษย์พี่อวี๋เหยา คุณไม่ได้ทำอะไรผิดต่อฉันเลย แต่ฉันกลับทำของวิเศษที่อาจารย์คุณมอบให้พังซะแล้ว!' เธอกล่าวขอโทษอวี๋เหยาอยู่ในใจเงียบๆ
"ถ้าอยากรอดชีวิตก็ง่ายนิดเดียว มาสิ พวกเราจะสร้างหลักฐานการหลบหนีให้แก" เธอหยิบกระดาษกับพู่กันมาวางไว้ตรงหน้าปีศาจค้างคาว "ฉันบอก แกเขียน"
มันจับพู่กันด้วยมืออันสั่นเทา เพิ่งจะเขียนไปได้ไม่กี่ประโยค ฉางเทียนก็ขมวดคิ้ว "มือสั่นขนาดนี้ ตัวหนังสือที่เขียนออกมาจะไปเหมือนคนที่หนีรอดไปได้อย่างไร" เธอหยิบมาดูก็พบว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลายมือบิดเบี้ยวโย้เย้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าคนเขียนกำลังตกอยู่ในอาการหวาดผวาอย่างหนัก เธอจึงอดไม่ได้ที่จะค้อนขวับใส่ฉางเทียน "ก็เพราะโดนคุณขู่ไม่ใช่หรือไง"
ฉางเทียนเอ่ยอย่างจนใจ "เอากลับไปเขียนในห้องขังก็แล้วกัน" เขาสะบัดมือเบาๆ อาฝูก็หายวับไปจากตรงนั้นทันที
เธอกะพริบตาปริบๆ ว้าว เสกคนให้หายตัวได้ด้วย! เธอสงสัยมาตลอดว่าสัตว์อสูรคลั่งเมื่อคราวก่อนถูกจับเข้าไปขังในคุกได้อย่างไร ที่แท้มันก็ง่ายดายขนาดนี้เลยนี่เอง... สมแล้วที่เขาถูกเรียกว่าจิตวิญญาณแห่งของวิเศษของคุกเทพมาร!
"คุณย้ายฉันไปๆ มาๆ แบบนี้ได้ด้วยไหมเนี่ย"
เขาเอ่ยอย่างหงุดหงิด "ไม่ได้! เจ้าเป็นเจ้านายของคุกเทพมารแห่งนี้ ไม่อย่างนั้นตั้งแต่วันแรกที่เจ้าเจอข้า เจ้าคงไม่ได้มายืนอยู่หลังเส้นแดงนี้อย่างปลอดภัยหรอก"
"อ้อเหรอ แล้วตอนนั้นคุณตั้งใจจะทำอะไรฉันล่ะ" เธอเบิกตากว้างรอฟังคำตอบ
ทว่าฉางเทียนกลับเงียบไปอีกแล้ว พอเขาไม่ยอมพูดก็ทำตัวเหมือนหอยนางรมที่ปิดฝาแน่น ไม่มีใครง้างปากเขาได้เลย
เหอะๆ ตอนนั้นยังมาทำปากดีบอกว่า 'เจ้าคือเจ้านายของที่นี่ เปิ่นจวินไม่มีทางทำอันตรายเจ้าได้' ที่แท้คนหยิ่งยโสอย่างเขาก็โกหกเป็นเหมือนกันนี่นา เอ๊ะ ว่าแต่เขาเปลี่ยนสรรพนามจาก 'เปิ่นจวิน' มาเป็น 'ข้า' ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ
เขารีบเปลี่ยนเรื่องทันที "จับปีศาจค้างคาวตนนี้ได้แล้ว ธุระของเจ้าที่นี่ก็จบสิ้นเสียที ต้องรีบออกจากอำเภอสี่ผิงได้แล้ว" แผนการทั้งหมดของพวกเขาวนเวียนอยู่กับการจับกุมปีศาจค้างคาวสักตน ในเมื่อตอนนี้บรรลุเป้าหมายแล้ว ก็สามารถจากไปได้เสียที
หืม ถามว่าทำไมไม่จับมาอีกสักสองสามตนงั้นเหรอ แหม ใครล่ะจะไม่อยากทำ เพียงแต่หนิงเสี่ยวเสียนต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งมากมาย แถมยังมีเฉวียนสือฟางคอยช่วยเหลืออยู่ตลอด และยอมเอาตัวเข้าแลกกับความเสี่ยง ถึงได้โชคดีจับเป็นมาได้สักตน ถึงแม้ในรังจะมีปีศาจค้างคาวอยู่อีกเพียบ แต่เธอไม่มีทั้งพลังปราณและของวิเศษ แล้วจะเอาอะไรไปจับพวกมันล่ะ คนที่โลภมากและไม่รู้จักประมาณตน มักจะอายุสั้นเสมอ
"ไปเหรอ" เธอเริ่มลังเล ฆาตกรตัวน้อยทั้งสองยังคงลอยนวลอยู่ข้างนอก อันตรายในอำเภอสี่ผิงยังไม่คลี่คลาย แล้วเธอจะจากไปแบบนี้ได้ยังไงล่ะ
ท่าทีของเธอตกอยู่ในสายตาของฉางเทียน ทว่าเขากลับเข้าใจผิดคิดว่าเธอไม่อยากจากเฉวียนสือฟางไป ในใจพลันบังเกิดความหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ "ภารกิจของเจ้าคือการเดินทางมุ่งหน้าสู่ตะวันตก อย่าได้สับสนกับสิ่งสำคัญกว่า เรื่องที่นี่ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเฉวียนสือฟางเถอะ เขามีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ที่นี่ ย่อมมีความกระตือรือร้นในการปราบปีศาจมากกว่าเจ้าเป็นสิบเท่า"
สิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผล เธอเป็นแค่คนธรรมดา พกติดตัวก็มีแค่มีดสั้นเล่มเล็กๆ ไม่มีแม้แต่ดาบดีๆ สักเล่ม แล้วจะเอาความมั่นใจจากไหนไปสอดมือเข้ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องปราบปีศาจแบบนี้ คนปกติเขาหนีให้ไกลกันทั้งนั้นแหละ
ทว่าลึกๆ ในใจเธอยังคงมีเสียงเล็กๆ คอยตำหนิติเตียนว่าตัวเองเป็นคนไร้น้ำใจ เธอจะไปโทษฉางเทียนก็ไม่ได้หรอก 'การรักษาตัวรอดเป็นยอดดี' คือกฎเหล็กข้อแรกที่ปีศาจทุกตนต้องปฏิบัติตาม ทว่าพอเธอนึกถึงใบหน้าอันใจดีมีเมตตาของหวงเหลาไฉ นึกถึงเฉวียนสือฟางที่คอยปกป้องเธออยู่เสมอ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองจะหนีไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้
ฉางเทียนเห็นเธอทำหน้าอมทุกข์ ก็ทั้งโมโหและสงสาร เขารู้ดีว่าไม่สามารถบีบบังคับเธอได้มากนัก ถึงอย่างไรขาก็เป็นของเธอ หากเธอไม่อยากไป เขาก็ทำได้แค่ยอมทนอยู่เป็นเพื่อนเธอต่อไป "เวลายังมีอีกยาวไกล ทำไมไม่ลองปลูกโสมดูล่ะ" เฮ้อ นึกถึงสมัยก่อนที่เขาเป็นคนเด็ดขาดอำมหิต ทว่าตอนนี้กลับต้องมายอมอ่อนข้อให้กับแม่หนูน้อยคนนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
และแล้วพอดวงตาของเธอได้ยินคำนี้ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที รีบโยนเรื่องนั้นทิ้งไปไว้เบื้องหลัง ในนิยายที่เคยอ่านเมื่อก่อน โสมพันปีคือตัวแทนของความสูงส่งเลอค่า กินเข้าไปแล้วจะช่วยเพิ่มพลังวัตรได้หลายร้อยปี แถมยังช่วยยืดอายุขัยได้อีกหลายสิบปี ล้วนเป็นสรรพคุณที่ฝืนลิขิตฟ้าทั้งนั้น มีคนบอกด้วยว่า โสมที่อยู่มานานจนกลายเป็นเด็กน้อยโสมวิญญาณจะวิ่งหนีไปทั่ว ทำให้คนหาตัวจับยากขึ้นไปอีก ถ้าเกิดเธอปลูกโสมที่มีอายุเยอะๆ ได้สักเข่งแล้วเอาไปประมูลขาย แบบนี้เธอไม่ต้องนอนกอดทองคำแท่งทุกคืนเลยหรือไง
ทว่าฉางเทียนกลับแค่นเสียงเหยียดหยามความคิดของเธอ "ก็แค่เรื่องเพ้อเจ้อของพวกมนุษย์ ในบรรดายาอายุวัฒนะของเซียน โสมพันปีก็เป็นแค่ส่วนผสมรองเท่านั้นแหละ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย หากเจ้าปลูกผลหนึ่งทิวาได้สำเร็จ แค่ผลเดียวก็สามารถแลกกับโสมพันปีที่พวกเจ้าเรียกขานกันได้เป็นสิบต้นแล้ว"
เมล็ดผลหนึ่งทิวาในมือเธอ ไม่สิ ในมือของเขามีค่ามหาศาลขนาดนี้เชียวหรือนี่!
"แต่ทว่า พลังปีศาจที่ต้องใช้ในการปลูกผลหนึ่งทิวาก็มากกว่าการปลูกโสมถึงสิบเท่า ด้วยพลังเทพที่ดินวิเศษสะสมไว้ในตอนนี้ การปลูกโสมย่อมคุ้มค่ากว่า"
คำว่า 'แต่ทว่า' อันเป็นเอกลักษณ์ของฉางเทียนยังคงตามติดเป็นเงาตามตัว เขามันเป็นพวกเชี่ยวชาญด้านการทำลายความหวังของคนอื่นจริงๆ วันไหนไม่ได้แขวะเธอ คงจะรู้สึกคันไม้คันมือสินะ
เธอปีนขึ้นไปยังชั้นห้าของคุกเทพมารด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะหยิบดินวิเศษออกมา พอเจ้าก้อนเล็กๆ นี่หลุดออกมาจากกล่อง มันก็ขยายตัวกลายเป็นที่นาอันอุดมสมบูรณ์ขนาดสิบจั้งอย่างเริงร่า หนิงเสี่ยวเสียนส่ายหน้าพลางหัวเราะ "ไม่เห็นต้องขยายใหญ่ขนาดนี้เลย" คำแนะนำของฉางเทียนก็คือ ปลูกโสมอายุสามร้อยปีสักห้าต้นก็พอแล้ว
ดินวิเศษปรับขนาดตัวเองให้หดเล็กลงเหลือเพียงที่นาขนาดหนึ่งจั้ง เพื่อให้เธอโยนเมล็ดโสมลงไป ภาพการหยั่งรากและแตกใบอ่อนอันน่าอัศจรรย์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทว่าความเร็วกลับลดลงไปมาก ถึงอย่างไรพลังเทพก็ล้ำค่ามาก ยิ่งพืชเติบโตช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งประหยัดพลังเทพมากขึ้นเท่านั้น
"พรุ่งนี้เช้าถ้าว่าง ก็ไปซื้อเตาหลอมยามาสักเตา แล้วเข้ามาเรียนรู้วิชาปรุงยา โดยใช้โสมสามร้อยปีพวกนี้เป็นตัวฝึกฝน" ในเมื่อเธอไม่อยากไป เขาก็ต้องหาอะไรให้เธอทำ เมื่อใดที่พวกเฉวียนสือฟางออกจากอำเภอสี่ผิงไปแล้ว ในวันข้างหน้าเธอก็ต้องออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ตะวันตกเพียงลำพัง จึงต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ
แม้ในใจลึกๆ เขาจะเกลียดชังเฉวียนสือฟางมากแค่ไหน ทว่าก็ต้องยอมรับว่าการมีหมอนี่อยู่ด้วย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้หนิงเสี่ยวเสียนได้มากจริงๆ
"หา พรุ่งนี้เช้าก็เริ่มเลยเหรอ" ตารางงานของครูฝึกฉางเทียนช่างอัดแน่นเสียจริง ตั้งแต่เธอได้คุกเทพมารมาจนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีวันไหนได้พักผ่อนเลย เมื่อตอนเที่ยงวันเธอยังถูกอาฝูหลอกหลอนจนขวัญหนีดีฝ่อ ความรู้สึกเหมือนจะได้ไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ในวินาทีถัดไปยังคงตราตรึงอยู่ในใจ ให้เธอพักผ่อนสักหน่อยเพื่อปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำไม่ได้เชียวหรือ
น้ำเสียงของเขาเริ่มเจือแววไม่พอใจ "เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เจ้าได้ข้อคิดอะไรบ้างไหม"
มีแน่นอนสิ! "อาฝูก็เป็นแค่ปีศาจลูกกระจ๊อกระดับปลายแถว แต่ทั้งพละกำลังและความเร็วกลับเหนือกว่าฉันหลายเท่า การจะเอาชีวิตฉันเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ทว่าเมื่ออยู่ใต้คมกระบี่ของศิษย์พี่เฉวียน อาฝูกลับพ่ายแพ้อย่างราบคาบ!"
[จบแล้ว]