- หน้าแรก
- เมื่อฉันทะลุมิติมาเป็นคนไร้ค่า แต่ดันได้คุกเทพมารมาครอง
- บทที่ 39 - ค่อยๆ ตะล่อมหลอกล่ออย่างใจเย็น
บทที่ 39 - ค่อยๆ ตะล่อมหลอกล่ออย่างใจเย็น
บทที่ 39 - ค่อยๆ ตะล่อมหลอกล่ออย่างใจเย็น
บทที่ 39 - ค่อยๆ ตะล่อมหลอกล่ออย่างใจเย็น
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ อาฝูรู้อยู่เต็มอกว่าเธอกำลังยุแยงตะแคงรั่ว แต่ในใจก็อดคิดตามไม่ได้ว่า ใช่แล้ว! ไอ้พวกสารเลวนั่นครอบครองวัวเลือดไว้คนละตั้งหลายคน ในขณะที่พี่น้องระดับล่างกลับต้องอดมื้อกินมื้อ แถมยังถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปดูดเลือดข้างนอกส่งเดชเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครจับได้ ความหิวโหยนี่มันแผดเผาหัวใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน! หากไม่มีไอ้พวกบัดซบที่คอยกดขี่ข่มเหงคนชั้นผู้น้อยคอยวางอำนาจบาตรใหญ่ ป่านนี้ชีวิตของตนจะสุขสบายแค่ไหนกันเชียว!
หนิงเสี่ยวเสียนเห็นสีหน้าของปีศาจตนนี้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเคียดแค้นกัดฟันกรอด ก็รู้ว่ามันเริ่มเอนเอียงแล้ว จึงโยนเหยื่อล่อออกไปอีกหนึ่งระลอก "ถึงแกไม่บอกฉันก็รู้ ว่าคนสองคนที่ตายทางทิศตะวันออกกับทิศใต้ของอำเภอไม่ใช่ฝีมือแก แต่ถ้าแกไม่ยอมสารภาพ ศิษย์พี่เฉวียนกับคนอื่นๆ ก็ต้องโยนความผิดสองคดีนี้ไปให้แก แกกินอาหารอย่างรู้จักยับยั้งชั่งใจมาตลอด ไม่เคยกัดใครจนตาย ทว่าตอนนี้กลับต้องมารับเคราะห์แทนคนอื่น ต้องไปตายแทนคนอื่น แกไม่รู้สึกว่ามันอยุติธรรมไปหน่อยเหรอ"
อาฝูขยับริมฝีปากไปมาเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เงียบไป
"ฉันเดาว่าแกคงอยากจะบอกว่า ตกอยู่ในเงื้อมมือของผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ยังไงก็หนีความตายไม่พ้นอยู่ดี แต่แกไม่อยากจะลากไอ้พวกน่ารังเกียจนั่นไปลงนรกด้วยกันหน่อยเหรอ" พูดจบเธอก็สังเกตเห็นแววตาอำมหิตที่พาดผ่านดวงตาของอาฝูอย่างพึงพอใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าในที่สุดมันก็รวบรวมความกล้าขึ้นมาได้เสียที
ได้จังหวะแล้ว หนิงเสี่ยวเสียนจึงลอบปล่อยไม้ตายก้นหีบออกมาอย่างแนบเนียน "อีกอย่าง ถ้าเกิดฉันสามารถช่วยให้แกไม่ต้องตายได้ล่ะ"
ปีศาจค้างคาวแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "แกพูดว่าอะไรนะ! ข้าไม่ต้องตายงั้นรึ" ผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเซียนพวกนี้เกลียดชังความชั่วร้ายเข้ากระดูกดำ จับตัวมันได้แล้วจะปล่อยให้รอดชีวิตไปได้อย่างไร
"เบาเสียงหน่อยสิ! เรื่องแบบนี้มันป่าวประกาศให้ใครรู้ได้ที่ไหน หูของผู้บำเพ็ญเพียรข้างนอกนั่นดีจะตายไป" เธอตีหัวมันไปหนึ่งฉาดด้วยความไม่พอใจ ทว่าท่าทางกลับดูสนิทสนมกันมาก มองไม่ออกเลยว่าเมื่อตอนกลางวันทั้งสองคนยังอยู่ในสถานะผู้ล่ากับผู้ถูกล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เธอเกือบจะตกเป็นอาหารของมัน "ถ้าแกทำตามที่ฉันสั่ง ฉันรับรองว่าแกจะไม่ตาย"
มันมองสำรวจหนิงเสี่ยวเสียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองยังไงก็เห็นแค่เด็กสาวธรรมดาอายุสิบกว่าปีคนหนึ่ง จึงพูดอย่างหงุดหงิด "แกปั่นหัวข้าเล่นงั้นรึ ข้าไม่เชื่อหรอก!"
ทว่าเมื่อมีความหวังที่จะรอดชีวิตปรากฏอยู่ตรงหน้า ความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความตายก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปจนสิ้น
เธอยักไหล่ "ไม่เชื่อก็ช่างปะไร! งั้นฉันจะเรียกศิษย์พี่เฉวียนเข้ามา สับแขนสับขาแก รีดเค้นที่อยู่รังปีศาจค้างคาว แล้วให้เขาใช้กระบี่แทงแกให้ตายไปเลย! ถึงยังไงแกจะอยู่หรือตายฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แล้วทำไมฉันต้องช่วยแกด้วยล่ะ"
จะว่าไปก็แปลก ก่อนหน้านี้สือจี้ซานก็ตั้งใจจะจัดการมันด้วยวิธีนี้ แต่อาฝูที่เตรียมใจตายมาแล้วกลับไม่รู้สึกอะไร ทว่าตอนนี้พอได้ยินว่าตัวเองมีหวังที่จะรอดชีวิต แล้วพอนึกภาพว่าตัวเองกำลังจะถูกสับแขนสับขาแล้วใช้กระบี่แทงตาย จู่ๆ มันก็รู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาจากฝ่าเท้า ราวกับว่าแขนขานี้ไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไปแล้ว
มันตั้งสติแล้วรีบเปลี่ยนคำพูดทันที "ก็ได้ ขอแค่แกทำให้ข้ารอดตายได้ ข้าจะยอมเล่าให้ฟังทั้งหมด" แน่นอนว่ามันไม่ไว้ใจหนิงเสี่ยวเสียน แต่มาถึงขั้นนี้แล้ว มันมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกรึ "ข้าต้องทำยังไง"
"เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบออกมาตามความจริง แล้วห้ามไปยั่วโมโหใครซี้ซั้วอีก เรื่องหลังจากนี้ฉันจะเป็นคนจัดการเอง" เธอพูดด้วยท่าทีมั่นอกมั่นใจ
ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว เธอก็เดินออกไปเรียกเฉวียนสือฟางและคนอื่นๆ ให้กลับเข้ามา พ่อหนุ่มเฉวียนช่างเป็นสุภาพบุรุษตัวจริง ตอนที่เธอขอให้ทุกคนออกไป เขาก็พาศิษย์น้องทุกคนถอยออกไปไกลลิบ ราวกับกลัวว่าจะแอบได้ยินบทสนทนาระหว่างเธอกับปีศาจค้างคาวอย่างไรอย่างนั้น
ทุกคนต่างก็แปลกใจมาก ไม่รู้ว่าเธอใช้วิธีไหนถึงง้างปากปีศาจค้างคาวตนนี้ได้
ท่าทีของอาฝูในตอนนี้ให้ความร่วมมือดีมาก มันลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น "พวกเราคือเผ่าค้างคาวฝูในบรรดาเซียนค้างคาว เดิมทีอาศัยอยู่ที่เมืองหมิงเซียวซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกกว่าสี่พันลี้ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีปีศาจอีกกลุ่มหนึ่งมาแย่งชิงเมือง พวกมันเก่งกาจมาก แม้แต่เจ้าเมืองก็ถูกฆ่าตาย ท่านผู้นำเผ่าของเราไม่ยอมสวามิภักดิ์ก็เลยถูกฆ่าตายไปด้วย เผ่าค้างคาวฝูของเราจึงต้องหนีออกจากเมืองหมิงเซียว รอนแรมมาทางทิศตะวันออกจนมาถึงที่นี่" พวกปีศาจมักจะชอบยกยอตัวเองและเรียกพวกเดียวกันว่าเซียน
เดี๋ยวก่อนนะ หนิงเสี่ยวเสียนจับจุดสำคัญของปัญหาได้อย่างรวดเร็ว "ปีศาจมาแย่งชิงเมืองงั้นเหรอ แกกำลังจะบอกว่าเจ้าเมืองของแกเดิมทีก็เป็นปีศาจเหมือนกัน แต่ถูกปีศาจกลุ่มอื่นฆ่าตาย เมืองก็เลยถูกยึดไปงั้นสิ" เธอเผลอส่งเสียงดังขึ้นหลายระดับ ช่วยไม่ได้จริงๆ ก็มันน่าตกใจนี่นา เธอเคยคิดมาตลอดว่าพวกปีศาจเป็นสิ่งที่ทุกคนหมายหัวจะกำจัดทิ้ง ใครจะไปคิดว่าพวกมันจะสามารถขึ้นเป็นเจ้าเมืองได้อย่างสง่าผ่าเผย โลกใบนี้ช่างท้าทายขีดจำกัดจินตนาการของเธออยู่เรื่อยเลย
ทว่าดูเหมือนจะมีแค่เธอคนเดียวที่แตกตื่นตกใจ คนอื่นๆ กลับทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา สือจี้ซานกลอกตาบนก่อนจะพึมพำเสียงดังพอให้ได้ยิน "ยัยบ้านนอกคอกนาไร้การศึกษา!"
เฉวียนสือฟางทนเห็นเธอหน้าแตกไม่ได้ จึงแสร้งกระแอมไอก่อนจะอธิบาย "แม่นางหนิงคงยังไม่ทราบ บนทวีปหนานจ้านปู้โจวนี้มีขุมกำลังต่างๆ พัวพันกันซับซ้อน เผ่ามนุษย์ทั้งผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารต่างก็มีเขตแดนในการปกครองเป็นของตนเอง เผ่าปีศาจก็ไม่มีข้อยกเว้น มีเมืองใหญ่ที่โด่งดังหลายแห่งล้วนถูกปกครองโดยเผ่าปีศาจ"
อาฝูพยักหน้าเสริม "ใช่แล้ว ระหว่างที่หนีมาทางทิศตะวันออก วอโต่วผู้ที่มีพลังตบะแก่กล้าที่สุดในหมู่พวกเราก็ตั้งตนเป็นผู้นำเผ่า เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหล มันจึงออกกฎห้ามฆ่าคน อนุญาตให้แค่ดูดเลือดเท่านั้น อีกอย่างเผ่าค้างคาวฝูของเรามีความสามารถในการรักษารอยแผล ด้วยเหตุนี้การเดินทางของพวกเราจึงเป็นไปอย่างเงียบเชียบไม่มีใครรู้เห็น จนกระทั่งมาตั้งหลักได้ที่อำเภอสี่ผิงแห่งนี้"
"พวกเราขายตัวเข้าไปเป็นบ่าวในจวนตระกูลเศรษฐี ตอนกลางวันก็คอยรับใช้ ตอนกลางคืนก็แอบไปดูดเลือดพวกลูกคุณหนูลูกคุณชาย แต่ไม่ได้ดูดจนแห้ง พวกเขาจึงกลายมาเป็นวัวเลือดของพวกเรา การทำแบบนี้ไม่ถึงกับเอาชีวิตใคร จึงไม่ดึงดูดความสนใจจากพวกผู้บำเพ็ญเพียร"
มันกัดฟันพูดด้วยความเคียดแค้น "แต่พอตั้งรกรากอยู่ที่นี่ได้สามเดือน ภายในเผ่าค้างคาวฝูก็เริ่มแบ่งพรรคแบ่งพวก อำนาจของวอโต่วกับลูกน้องของมันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันแต่ละคนครอบครองวัวเลือดไว้คนละหลายคน ปล่อยให้พวกชั้นผู้น้อยที่ไม่มีอำนาจอย่างพวกข้าถูกเหยียบย่ำรังแก แม้แต่กินก็ยังกินไม่อิ่ม! วันนี้ข้าหิวจนทนไม่ไหวจริงๆ ก็เลยต้องฉวยโอกาสตอนกลางวันที่พวกมันกำลังพักผ่อน แอบพาวัวเลือดของคนอื่นออกมาดูดเลือด ผลก็คือ..." มันถอนหายใจยาว
ศิษย์คนหนึ่งทนไม่ไหวเอ่ยถาม "ในเมื่อพวกแกแค่ดูดเลือดไม่ได้ฆ่าคน แล้วศพสองศพในอำเภอนั่นมันฝีมือใครกันล่ะ"
อาฝูแค่นเสียงเหอะ "นั่นไม่ใช่ฝีมือพวกเราหรอก" มันอธิบายให้ฟังว่า ในเผ่าค้างคาวฝูมีปีศาจค้างคาวตัวเมียตนหนึ่งที่ไม่ลงรอยกับวอโต่ว เมื่อสิบกว่าวันก่อนนางเพิ่งจะถูกมันซ้อมจนตายคามือ ตอนที่ราชาปีศาจวอโต่วกำลังจะสั่งถอนรากถอนโคน กลับพบว่าลูกค้างคาวสองตัวที่นางเลี้ยงไว้ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
"คดีฆาตกรรมสองคดีนี้ต้องเป็นฝีมือของลูกค้างคาวสองตัวนั้นแน่ๆ" พอคิดถึงเรื่องที่ลูกค้างคาวพวกนั้นเป็นตัวการทำให้ความลับของเผ่ารั่วไหล จนเป็นเหตุให้มันต้องมาถูกผู้บำเพ็ญเพียรจับตัวไว้ มันก็ยิ่งเกลียดชังไอ้เด็กสองคนนั้นจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ "ถ้าเทียบกับอายุของมนุษย์ พวกมันก็เพิ่งจะอายุแค่ห้าหกขวบเท่านั้น ยังไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในการดูดเลือด และยังไม่รู้วิธีรักษารอยแผลด้วย"
พอได้ฟังดังนั้น เฉวียนสือฟางและคนอื่นๆ ถึงได้กระจ่างแจ้ง มิน่าล่ะรอยแผลเป็นรูพรุนบนศพสองศพนั่นถึงได้ทั้งใหญ่และดูน่าสยดสยองขนาดนั้น ที่แท้ก็ไม่ใช่ฝีมือของปีศาจค้างคาวโตเต็มวัย แต่เป็นผลงานชิ้นเอกของลูกค้างคาวสองตัวนี่เอง! คงจะเป็นเพราะตัวหนึ่งดูดเลือดเสร็จแล้ว อีกตัวก็เข้ามารุมทึ้งกัดกินต่อ ถึงได้ทำให้เกิดรอยแผลเหวอะหวะขนาดนั้น
รวมถึงปีศาจค้างคาวที่หนิงเสี่ยวเสียนบังเอิญไปเจอในสถานที่ทิ้งศพตนนั้นด้วย มันก็แค่ถูกวอโต่วส่งออกมาตามหาเบาะแสของลูกค้างคาวทั้งสอง ไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเรื่องพวกเขาสักนิด
ในเมื่อความจริงกระจ่างแล้ว เหล่าศิษย์จากนิกายเฉาอวิ๋นก็เตรียมตัวออกไปปราบปีศาจ ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ต้องรีบลงมือให้เร็วที่สุด เพราะยามราตรีคือช่วงเวลาที่พวกปีศาจจะออกอาละวาดหนักที่สุด
[จบแล้ว]