- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ ทั้งจักรวรรดิต้องเรียกข้าบรรพชน
- บทที่ 27 แม่ลูกแตกหัก
บทที่ 27 แม่ลูกแตกหัก
บทที่ 27 แม่ลูกแตกหัก
บทที่ 27 แม่ลูกแตกหัก
รอยยิ้มของฮูหยินเจียงค่อยๆ แข็งค้าง มุมปากเม้มแน่นเล็กน้อย
ต้วนหมิงซีไม่อยากเอาใจนางอีกต่อไป จึงเอ่ยเสียงเย็น "ฮูหยินมักจะเตือนข้าเสมอว่าอย่าทำให้นางต้องขายหน้า แต่ข้าเติบโตมาจนป่านนี้ ฮูหยินไม่เคยอบรมสั่งสอนข้าเลยแม้แต่วันเดียว ท่านเอาความกล้าจากไหนมายืนพูดจาเช่นนี้ได้"
ฮูหยินผู้เฒ่ามีสีหน้าถมึงทึงขณะจ้องมองฮูหยินเจียง
ฮูหยินรองและฮูหยินสามสบตากัน ไม่มีทีท่าว่าจะช่วยเหลือฮูหยินเจียงแต่อย่างใด
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ ฮูหยินเจียงสูญเสียความเยือกเย็นไปจนหมดสิ้น นางเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้ากำลังโทษข้าที่เป็นแม่ของเจ้าอย่างนั้นหรือ"
"ท่านคิดว่าข้ากำลังกล่าวโทษท่านอยู่หรือ ข้าเป็นคนทำตัวเองหลงทางตอนนั้นหรืออย่างไร ข้าเป็นคนหาทางกลับมาที่จวนปั๋วเองหรือ ในเมื่อฮูหยินเชื่อว่ากิริยามารยาทที่ข้าได้จากการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวพ่อค้านั้นย่ำแย่และทำให้ท่านต้องอับอาย แต่ตั้งแต่ข้ากลับมาที่จวน ข้าก็ยังไม่เห็นฮูหยินจะสอนอะไรข้าเลยสักอย่าง ดูเหมือนว่าฮูหยินแค่ขยับปากพูด ข้าก็สามารถเก่งกาจรอบด้านได้ ช่างน่าประทับใจเสียจริง"
ฮูหยินเจียงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดหน้าแล้วเริ่มร้องไห้ "ท่านแม่ ฟังสิ่งที่นางพูดสิเจ้าคะ ข้ารู้ว่านางเกลียดชังข้ามาตลอด..."
"ฮูหยิน ท่านจะบิดเบือนความจริงไปถึงไหน ไม่จริงหรือที่ทุกครั้งที่ฮูหยินเห็นข้า ท่านก็มักจะคอยจับผิดข้าเสมอ ฉวยโอกาสหาเรื่องตำหนิและฉีกหน้าข้า"
ต้วนหมิงซีแค่นหัวเราะ "ตั้งแต่ข้ากลับมาที่จวน ข้ายังไม่เคยเห็นฮูหยินดุด่าพี่รองเลยสักครั้ง ดูเหมือนว่ากฎระเบียบของฮูหยินจะมีไว้สำหรับข้าเพียงคนเดียว"
ฮูหยินเจียงใจหายวาบ ความรู้สึกผิดฉายชัดบนใบหน้าของนาง
"หมิงซี แม่ของเจ้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น" ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้ามาแทรก
ต้วนหมิงซีเงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่า "การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินใหญ่ไม่สามารถพูดจาให้ไพเราะหรือวางตัวให้สง่างามได้ แต่พออ้าปากก็เอาแต่ตำหนิ พอหุบปากก็คอยแต่ดุด่า ข้าจนปัญญาแล้วจริงๆ อยากจะเกิดมาเป็นนักบุญเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ตอบสนองความต้องการของฮูหยินได้"
คำว่า 'ฮูหยินใหญ่' ที่หลุดออกจากปากของต้วนหมิงซี ทำให้สีหน้าของทุกคนในที่นั้นเปลี่ยนไป
ความโกรธบนใบหน้าของฮูหยินเจียงจางหายไป กลายเป็นความซีดเผือด มือที่กำผ้าเช็ดหน้าอยู่บีบแน่น
"หมิงซี! ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นแม่ของเจ้านะ"
"ฮูหยินใหญ่เพียงแค่ให้กำเนิดข้า แต่ไม่เคยเลี้ยงดูข้า นางทำข้าหายไปกว่าสิบปี และหลังจากที่ตามหาข้าพบ นางก็ไม่แสดงความรู้สึกผิดหรือความรักความผูกพันใดๆ ออกมาเลย มีแต่คำตำหนิและความรังเกียจ แม่เช่นนี้ ข้าไม่ต้องการ"
ฮูหยินเจียงรู้สึกราวกับหัวจะระเบิด "เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าต้องการจะทำอะไร"
ฮูหยินรองและฮูหยินสามทนดูต่อไปไม่ไหว พวกนางรีบลุกขึ้น คนหนึ่งห้ามหมิงซีไว้ ส่วนอีกคนพยายามเกลี้ยกล่อมนาง
"หมิงซี ครอบครัวไหนบ้างที่จะไม่ทะเลาะกัน ฮูหยินใหญ่แค่เป็นห่วงเจ้า นางแค่พูดจารุนแรงไปหน่อยด้วยความร้อนใจ เจ้าอย่าเก็บไปใส่ใจเลย"
ต้วนหมิงซียิ้มบางๆ มองไปที่ทุกคนแล้วเอ่ยว่า "ตอนที่ข้ากลับมาที่จวนใหม่ๆ ข้าเก็บมาใส่ใจจริงๆ ข้ามักจะกลัวว่าข้าทำได้ไม่ดีพอ ไม่สามารถทำให้ฮูหยินใหญ่พอใจได้ และจะทำให้จิตใจของนางต้องบอบช้ำ"
"ต่อมา ข้าก็ตระหนักได้ว่าไม่ว่าข้าจะทำดีแค่ไหน ฮูหยินก็ไม่มีวันพอใจ ตอนนี้ ข้าไม่เก็บมาใส่ใจอีกต่อไปแล้ว"
"นับจากนี้ไป ฮูหยินต้องระมัดระวังคำพูดให้มากขึ้น หากท่านจับผิดข้าแม้แต่ครั้งเดียว ข้าจะจับตาดูพี่รอง ข้าอยากจะเห็นนักว่าบุตรสาวที่ฮูหยินฟูมฟักเลี้ยงดูมากับมือจะวิเศษวิโสสักแค่ไหนกัน!"
ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่เคยเห็นต้วนหมิงซีทำตัวดื้อรั้นเช่นนี้มาก่อน ไม่ว่าจะไม้อ่อนหรือไม้แข็งก็ใช้ไม่ได้ผล นางยืนกรานที่จะฉีกหน้ากากทุกอย่างทิ้งเสีย
ฮูหยินผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความโกรธ นี่คือความพยายามที่จะพลิกสถานการณ์ทุกอย่าง หากนางไม่ปราบปรามเด็กคนนี้เสียตั้งแต่ตอนนี้ ภายหน้าเรื่องราวจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากตำหนิ แม่นมว่านก็รีบวิ่งเข้ามา
"ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยินเฉียวมาถึงแล้วเจ้าค่ะ" แม่นมว่านเอ่ย ก่อนจะเหลือบมองฮูหยินรอง
ฮูหยินรองสะดุ้งตกใจ เหตุใดมารดาของนางจึงมาอยู่ที่นี่
"รีบเชิญนางเข้ามาเร็วเข้า" ฮูหยินผู้เฒ่ารีบสั่งการ พลางมองไปที่ฮูหยินรอง "ออกไปรับแม่ของเจ้าสิ"
"เจ้าค่ะ ท่านแม่" ฮูหยินรองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเหตุใดมารดาของนางจึงมาในเวลานี้ นางจึงรีบเดินออกไป
ในเมื่อมีแขกมาเยือน การโต้เถียงก่อนหน้านี้จึงต้องยุติลง ฮูหยินเจียงและต้วนหมิงซีไม่สบตากัน และสีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าก็ดูไม่สู้ดีนัก
ต้วนหมิ่นและต้วนหรงไม่มีโอกาสได้พูดอะไรตั้งแต่เมื่อครู่ ในเวลานี้ทั้งสองจึงสบตากัน ต้วนหมิ่นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "ท่านย่า พี่หญิงใหญ่ช่วยชีวิตลูกพี่ลูกน้องของข้าไว้ที่ลานล่าสัตว์ ท่านยายของข้าคงจะมาเพื่อแสดงความขอบคุณเป็นแน่เจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าและคนอื่นๆ ต่างสะดุ้งตกใจ พากันมองไปที่ต้วนหมิงซี
ต้วนหมิงซีก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉย ในใจคิดว่าหากอ๋องเสียนรักษาสัญญาและพระชายาอ๋องเสียนส่งคนมาที่จวนของพวกนางอีกครั้ง ตำแหน่งของนางในจวนปั๋วก็จะมั่นคงขึ้นชั่วคราว
ด้วยบุญคุณช่วยชีวิตทั้งสองครั้งนี้ แม้แต่ฮูหยินเจียงก็ไม่อาจข่มเหงนางได้ง่ายๆ อีกต่อไปในภายภาคหน้า
การช่วยชีวิตคนเป็นเพียงการกระทำที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณชั่ววูบโดยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้ ความโชคดีของนางได้มาเยือนแล้ว
ฮูหยินเฉียวมาถึงอย่างรวดเร็วโดยมีบุตรสาวคอยประคอง นางเข้าไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเป็นคนแรก ฮูหยินผู้เฒ่าจับมือฮูหยินเฉียวอย่างอบอุ่นและให้นั่งลง พร้อมสั่งให้คนยกชามาให้
เวลานี้ ฮูหยินเจียงและฮูหยินสามได้ก้าวออกมาทักทายฮูหยินเฉียว ฮูหยินเฉียวกล่าวกับฮูหยินเจียงด้วยความจริงใจ "ฮูหยินใหญ่ช่างมีบุตรสาวที่ดีจริงๆ วันนี้ต้องขอบคุณคุณหนูใหญ่ ไม่เช่นนั้นเริ่นซูคงจะ..."
ฮูหยินเฉียวเริ่มน้ำตารื้นขณะพูด จากนั้นนางก็ลุกขึ้นและจับมือหมิงซีไว้ "เด็กดี วันนี้ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ มิฉะนั้นเริ่นซูคงไม่ได้กลับบ้านอย่างครบอาการสามสิบสองในวันนี้ แม่ของเริ่นซูบังเอิญกลับไปที่บ้านเดิมในวันนี้ ข้าได้ส่งคนไปแจ้งนางแล้ว และจะให้นางพาเริ่นซูมาขอบคุณเจ้าอีกครั้งในวันหลัง"
"ฮูหยิน ท่านกล่าวเกินไปแล้ว เริ่นซูกับข้าคุยกันถูกคอตั้งแต่แรกพบ ที่ลานล่าสัตว์ เริ่นซูก็ให้คำแนะนำข้ามากมาย มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ขอท่านอย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยเจ้าค่ะ อีกอย่าง สองตระกูลของเราก็เป็นญาติสนิทกัน และฮูหยินรองก็ดีต่อข้ามาก นี่เป็นสิ่งที่ข้าสมควรทำอยู่แล้ว"
ต้วนหมิงซีรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าใส่ใจเรื่องใดมากที่สุด นางใส่ใจเรื่องหน้าตาของฮูหยินเจียงอย่างนั้นหรือ
ไม่เลย
สิ่งที่นางใส่ใจคือหน้าตาของจวนปั๋วและผลประโยชน์ของตัวนางเองต่างหาก
ตอนนี้ สิ่งที่นางต้องทำคือการแยกฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินเจียงออกจากกัน เพื่อไม่ให้พวกนางผูกมัดกันได้อีกต่อไป
ตราบใดที่ฮูหยินผู้เฒ่าค้นพบว่านางไม่สามารถควบคุมตัวนางเองผ่านฮูหยินเจียงได้ และในทางกลับกัน การแยกตัวออกจากฮูหยินเจียงอาจนำผลประโยชน์มาสู่จวนปั๋วได้มากกว่า ถึงตอนนั้น ฮูหยินเจียงก็จะไม่สามารถพึ่งพาฮูหยินผู้เฒ่าเพื่อมากดขี่นางได้อีกต่อไป
ตราบใดที่ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับฮูหยินเจียง ฮูหยินเจียงก็จะไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับนางอีกต่อไปในภายภาคหน้า
ดังนั้น ในเวลานี้ คำพูดของต้วนหมิงซีล้วนแต่เป็นการนำเกียรติยศมาสู่จวนปั๋ว และนางยังยกเอาฮูหยินรองขึ้นมาเพื่อเป็นการตบหน้าฮูหยินเจียงทางอ้อมอีกด้วย
ฮูหยินเฉียวเพิ่งจะเอ่ยชมฮูหยินเจียงว่ามีบุตรสาวที่ดี ทว่าหมิงซีกลับไม่เอ่ยถึงฮูหยินเจียงเลยแม้แต่คำเดียว แต่กลับยกฮูหยินรองขึ้นมาแทน
คนฉลาดอย่างฮูหยินผู้เฒ่า มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายของนาง
ฮูหยินเฉียวดูแลจัดการเรื่องราวในจวนมาหลายปี นางจะมองไม่ออกเชียวหรือ ยิ่งไปกว่านั้น การที่ฮูหยินรองกลับไปเยี่ยมตระกูลเดิมก็ยิ่งเผยให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแตกร้าวระหว่างฮูหยินเจียงและบุตรสาวของนางอีกด้วย
รอยยิ้มของฮูหยินเฉียวจริงใจยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินหมิงซียกความดีความชอบให้บุตรสาวของนาง "ฮูหยินรองของเจ้าเคยบอกข้าเมื่อคราวที่กลับไปคราวก่อนว่าเจ้าเป็นเด็กดี เดิมทีข้าตั้งใจจะเชิญเจ้าไปที่จวนในงานวันเกิดของเริ่นซูในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะได้ถือโอกาสพบปะพูดคุยกัน แต่ไม่คิดเลยว่าแม่ๆ ลูกๆ อย่างเราจะมีวาสนาต่อกันและได้พบกันเร็วกว่าที่คิด"
ขณะที่พูด นางก็กุมมือหมิงซีไว้แล้วหันไปกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่า "ฮูหยินผู้เฒ่าช่างมีบุญวาสนาจริงๆ ที่มีหลานสาวที่ทั้งกล้าหาญและมีไหวพริบเช่นนี้ เริ่นซูเล่าให้ข้าฟังว่าตอนที่ลูกธนูหลงทิศพุ่งตรงมาหานาง นางตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่หมิงซีของเราเก่งกาจมาก ถึงแม้การฝึกวิทยายุทธ์จะลำบากสำหรับลูกผู้หญิง แต่มันก็สามารถช่วยชีวิตคนได้"
จากนั้นนางก็หันกลับมามองหมิงซีอีกครั้ง "เด็กดี ตอนอยู่ที่เจียงเฉิง เจ้าต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้อย่างยากลำบากเลยใช่หรือไม่"
ต้วนหมิงซีแทบอยากจะปรบมือให้ฮูหยินเฉียว นี่แหละคือฮูหยินผู้ดูแลจัดการจวนของแท้ และนี่แหละคือการตอบแทนบุญคุณ
นางรู้ว่าตนเองต้องการสิ่งใด และฮูหยินเฉียวก็หยิบยื่นให้ในทันที