- หน้าแรก
- เกิดใหม่คราวนี้ ทั้งจักรวรรดิต้องเรียกข้าบรรพชน
- บทที่ 4 ไม่เสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว
บทที่ 4 ไม่เสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว
บทที่ 4 ไม่เสียเงินแม้แต่อีแปะเดียว
บทที่ 4 ไม่เสียเงินสักอีแปะเดียว
ไม่ใช่เพียงแค่ต้วนเว่ยโหรวเท่านั้น แม้แต่ฮูหยินรองและฮูหยินสามก็ยังรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าเช่นกัน
พวกนางเองก็ไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนต้วนหมิงซีเลย ด้วยเห็นว่าเด็กสาวที่เติบโตมาในตระกูลพ่อค้าหาได้มีค่าอันใดในสายตาพวกนาง
ทว่าครานี้ พวกนางกลับถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง
เคราะห์ดีที่พวกนางเป็นเพียงท่านอาหญิงจากเรือนสายรอง จึงยังมีระยะห่างหลงเหลืออยู่บ้าง พอให้พวกนางรักษาหน้าตาท่าทีเอาไว้ได้
เมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินรองและฮูหยินสาม ต้วนเว่ยโหรวก็รู้สึกกระดากอายจนยากจะเอื้อนเอ่ยคำใดออกมา นางทั้งอับอายและขายหน้า จึงยกมือขึ้นปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไป
ต้วนหมิงซีใบหน้าซีดเผือด นางมองไปทางฮูหยินรองและฮูหยินสามด้วยแววตาทุกข์ระทมและอ่อนแอ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ข้าเคยคิดว่าเมื่อได้กลับมาหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิด คนในครอบครัวจะปฏิบัติต่อข้าดั่งเช่นที่ข้าคะนึงหาพวกเขา ทว่าท้ายที่สุด กลับกลายเป็นข้าที่..."
ขอบตาของต้วนหมิงซีแดงก่ำ
ฮูหยินรองรีบกล่าวแทรกขึ้น "หมิงซี เจ้าอย่าคิดมากไปเลย นานวันเข้าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ไว้หลังจากนี้ เจ้าก็มาเล่นที่เรือนของอาสะใภ้รองบ่อยๆ สิ ข้าจะให้หรงเม่ยเม่ยของเจ้าคอยอยู่เป็นเพื่อน ดีหรือไม่?"
"ใช่ๆ แล้วก็เรียกหมิ่นเม่ยเม่ยของเจ้าไปด้วย เรือนของเจ้าจะได้ครึกครื้น" ฮูหยินสามรีบเสนอตัวบุตรสาวของตนทันที ต้วนหมิงซีผู้นี้อาจยังมีผลประโยชน์อื่นแอบแฝงอยู่ ผูกมิตรไมตรีเอาไว้ก่อนย่อมดีที่สุด
วันนี้นางยอมช่วยเหลืออนุหยางกับบุตรชายเพราะอารมณ์พาไป ดูแล้วคงเป็นคนใจอ่อนและรับมือได้ง่าย
ครานี้พี่สะใภ้ใหญ่แห่งเรือนหลักเดินหมากพลาดเสียแล้ว
ทันทีที่ฮูหยินรองและฮูหยินสามคล้อยหลังไป เจียงฮูหยินก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงทึง
"เจ้าช่างเป็นลูกสาวที่ดีของข้าเสียจริง สมแล้วที่ไม่ได้เติบโตมาข้างกายข้า ข้อศอกถึงได้งอออกไปหาคนนอกเยี่ยงนี้"
เจียงฮูหยินแทบจะพ่นไฟด้วยความโกรธา นังหยางผู้นั้นขับเคี่ยวแย่งชิงดีชิงเด่นกับนางมานานกว่าสิบปี หากบุตรชายของมันสอบเคอจวี่ได้ดิบได้ดีขึ้นมาจริงๆ ในวันหน้าตนยังจะกดหัวมันไว้ได้อีกหรือ?
"ฮูหยินกล่าวถูกต้องแล้ว ท้ายที่สุดแล้วข้าก็ไม่ได้เติบโตมาข้างกายท่าน ในยามที่ข้าล้มป่วย ท่านยังคงมีแก่ใจพาบุตรสาวที่เติบโตมาข้างกายท่านออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าท่านไม่ได้ใส่ใจข้าเลยแม้แต่น้อย"
ต้วนหมิงซีไม่ไว้หน้าอีกฝ่ายเลยสักนิด นางอาจต้องเสแสร้งแกล้งทำต่อหน้าผู้อื่น ทว่าไม่ใช่กับมารดาผู้นี้
นางต้องการฉีกหน้ากากจอมปลอมนี้ทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายใช้ความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกมาทำให้นางต้องสะอิดสะเอียนอีก
"เจ้าว่าอย่างไรนะ?" เจียงฮูหยินผู้เคยชินกับการใช้ชีวิตอันสุขสบายและมีแต่ผู้คนคอยเอาอกเอาใจ ไม่เคยถูกผู้ใดปีนเกลียวเช่นนี้มาก่อน "เจ้ากล้าดีอย่างไร!"
"ทุกสิ่งย่อมมีต้นแบบ ข้าก็แค่เรียนรู้มาจากท่าน ท่านไม่ใส่ใจข้าย่อมไม่เป็นไร แต่เหตุใดผู้อื่นจะมาใส่ใจข้าไม่ได้เล่า?
พี่น้องร่วมอุทรของข้าไม่มีใครเหลียวแลข้าเลยสักคน ยามข้าล้มหมอนนอนเสื่อกลับไม่เห็นแม้แต่เงา ในทางกลับกัน กลับเป็นพี่ชายต่างมารดาที่เป็นห่วงเป็นใยข้า แล้วเช่นนี้จะไม่ให้ข้าซาบซึ้งใจได้อย่างไร? ผู้ใดทำดีกับข้า ข้าย่อมตอบแทนสิ่งดีๆ กลับคืนไป"
เจียงฮูหยินตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธเกรี้ยวเมื่อได้ฟังคำกล่าวเหล่านั้น นางสบถด่าทอ "หากข้ารู้แต่แรก ข้าคงไม่รับเจ้ากลับมา ข้าควรจะปล่อยให้เจ้าอยู่กับครอบครัวพ่อค้าชั้นต่ำนั่น เป็นลูกสาวพ่อค้าต่อไปเสียก็ดี ดูสิว่าชาตินี้เจ้าจะได้ดิบได้ดีสักแค่ไหนกันเชียว"
"เจียงเซียง เชี่ยนเฉ่า เก็บข้าวของ! พวกเราจะกลับเจียงเฉิง!"
ต้วนหมิงซีผุดลุกขึ้นพรวด สายตาจ้องเขม็งไปที่เจียงฮูหยิน "ในเมื่อจวนแห่งนี้ไร้พื้นที่ให้ข้ายืนหยัด ข้าก็จะไป แม้บิดามารดาบุญธรรมของข้าจะเป็นเพียงพ่อค้า แต่พวกเขาก็รักและทะนุถนอมข้าดั่งแก้วตาดวงใจมาตั้งแต่เล็ก เป็นลูกสาวพ่อค้าแล้วมันผิดตรงไหน? ในเมื่อฮูหยินรังเกียจข้านัก ก็ไม่ควรรับข้ากลับมาตั้งแต่แรก!"
เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตขึ้นในพริบตา หลี่มัวมัวกลอกตาไปมา นางหยิกตัวเองอย่างแรง ก่อนจะวิ่งกระหืดกระหอบมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือเรือนหน้า พลางร้องตะโกนไปตลอดทางว่า "นายท่านปั๋ว รีบมาเร็วเข้าเถิดเจ้าค่ะ! ฮูหยินกำลังจะไล่คุณหนูใหญ่ออกจากจวนแล้วเจ้าค่ะ!"
เสียงตะโกนนี้สร้างความแตกตื่นไปทั่วทั้งจวนปั๋ว แม้แต่เหล่าไท่เหยียและเหล่าไท่จวินก็ยังได้รับแจ้งข่าว คนทั้งครอบครัวจึงถูกเรียกตัวให้มารวมกันที่เรือนหลัก
ต้วนหมิงซีรับผ้าเช็ดหน้าที่เชี่ยนเฉ่าแอบยัดใส่มือ ซึ่งอาบไปด้วยน้ำขิงมาซับหางตาเบาๆ หยาดน้ำตาร่วงเผาะอาบสองแก้ม นางร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกปวดใจยิ่งนัก
"ท่านปู่ ท่านย่า ในเมื่อฮูหยินทนเห็นหน้าข้าไม่ได้ ก็โปรดอนุญาตให้ข้ากลับเจียงเฉิงเถิดเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่คิดว่าพี่รองก็คือพี่ชายของข้าเช่นกัน และในเมื่อเขามีความรู้ความสามารถจนสอบผ่านการสอบระดับภูมิภาคได้ หากปีหน้าเขาสามารถสอบหน้าพระที่นั่งได้สำเร็จ นั่นจะไม่ถือเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลของจวนปั๋วเราหรอกหรือเจ้าคะ?
ดังนั้นข้าจึงรวบรวมความกล้าเขียนจดหมายถึงท่านลุงเฉิน โดยหวังว่าเขาจะมอบโอกาสให้พี่รองได้แสดงความสามารถ มันก็เป็นเพียงแค่โอกาสเท่านั้น ส่วนเขาจะทำให้ท่านลุงเฉินประทับใจได้หรือไม่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความหนักแน่นในวิชาความรู้ของพี่รองเองแล้ว
อีกประการหนึ่ง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ที่ข้าล้มป่วยและต้องนอนซมอยู่บนเตียงเพียงลำพัง การที่ท่านพ่อมีราชการรัดตัวจนยุ่งวุ่นวายนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ทว่าทั้งฮูหยิน พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ ตลอดจนน้องสาว กลับไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนข้าเลยแม้แต่คนเดียว
มีเพียงพี่รองเท่านั้นที่ให้อนุหยางนำรังนกมามอบให้ข้า แล้วเช่นนี้จะไม่ให้ข้าซาบซึ้งใจได้อย่างไร? มันก็แค่จดหมายแนะนำตัวฉบับหนึ่ง จะนำไปเทียบกับความจริงใจที่พี่รองมีให้ข้าได้อย่างไรกันเจ้าคะ?"
คำพูดของต้วนหมิงซีแทบจะเป็นการเอาหน้าของคนในเรือนใหญ่ถูไถไปกับกองดิน ทุกคนล้วนถูกลากเข้ามาพัวพัน ไม่มีผู้ใดสามารถดิ้นหลุดได้เลย
สีหน้าของต้วนอวี่และผู้เป็นภรรยาย่ำแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ต้วนอวี่ยังพอทำเนา ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นบุรุษ ทว่าเซียวซื่อในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ เวลานี้กลับเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ
นางเป็นคนฉลาด เมื่อเห็นสีหน้าไม่พอใจของสามี จึงรีบก้าวออกมาข้างหน้าและเอ่ยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจว่า "ข้าเพียงแค่คิดว่าน้องใหญ่เพิ่งจะกลับมาที่จวนและยังไม่คุ้นเคยกับพวกเรานัก ในเมื่อกำลังพักฟื้นจากอาการป่วย ข้าจึงเห็นว่าไม่สมควรไปรบกวน และไม่อยากให้น้องใหญ่ต้องคิดมากเจ้าค่ะ"
ต้วนหมิงซีรู้ดีว่าเซียวซื่อนั้นเก่งกาจเรื่องการพูดจาปั้นน้ำเป็นตัวมาแต่ไหนแต่ไร ฟังดูสิ คำพูดของนางตีกลับมาหาตนในทันที ซ้ำยังแฝงนัยยะว่าตนเป็นคนใจแคบอีกด้วย
"หากฟังตามคำกล่าวของพี่สะใภ้ใหญ่ ข้าที่เป็นคนป่วยก็ควรจะกระตือรือร้นลุกไปเยี่ยมเยียนพวกท่านสินะ ใช่สิ ข้ามันก็แค่ลูกสาวพ่อค้าที่ถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลพ่อค้า จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่พี่สะใภ้ใหญ่จะดูแคลนข้า"
ใบหน้าของเซียวซื่อแข็งค้าง นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าฝีปากของต้วนหมิงซีจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำราวก้นลิงในทันที
เป้าหมายของต้วนหมิงซีในวันนี้ไม่ใช่เซียวซื่อ ดังนั้นหลังจากตอกกลับไปหนึ่งประโยค นางก็ไม่ได้ใส่ใจอีกฝ่ายอีก
ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้อธิบายอะไร นางก็หันปากกระบอกปืนกลับไปหาเจียงฮูหยิน "ฮูหยินบอกข้าว่า หากรู้แต่แรกว่าข้าจะช่วยเหลือพี่รอง นางก็ไม่ควรรับข้ากลับมา ปล่อยให้ข้าอยู่ในครอบครัวพ่อค้านั่นเพื่อเป็นลูกสาวพ่อค้าต่อไป และคอยดูว่าชาตินี้ข้าจะได้ดิบได้ดีแค่ไหน
แต่ที่เจียงเฉิง ข้าเองก็เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของบิดามารดาเช่นกัน ข้าเคยต้องมาทนรับความคับข้องใจเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? ในเมื่อฮูหยินยังรังเกียจข้าถึงเพียงนี้ แล้วพี่สะใภ้ใหญ่จะมาเสียเวลาใส่ใจข้าได้อย่างไร?
ข้าก็แค่ป่วย ยังไม่ได้ตาย พวกเขาย่อมไม่สนใจ ดีไม่ดีต่อให้ข้าตายไป พวกเขาก็คงจะไม่เสียใจด้วยซ้ำ ข้าขอร้องท่านปู่ท่านย่า โปรดอนุญาตให้ข้ากลับเจียงเฉิงเถิดเจ้าค่ะ ที่นี่ไม่มีใครรักข้า แต่ที่เจียงเฉิงยังมีคนที่คอยรักและปกป้องข้า"
ในวินาทีนี้ ต้วนหมิงซีอยากจะกลับไปจริงๆ เป็นลูกสาวพ่อค้าแล้วมันผิดตรงไหน? นางยอมอยู่เคียงข้างบิดามารดาและน้องชาย ดีกว่าต้องมาเป็นคุณหนูภรรยาเอกแห่งจวนปั๋วที่มีดีแค่เปลือกนอกอยู่ที่นี่
เมื่อหวนนึกถึงชะตากรรมอันน่าเศร้าของบิดามารดาและน้องชายในชาติที่แล้ว คลื่นแห่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งก็ถาโถมเข้าใส่ ทำให้นางร้องไห้ออกมาอย่างจริงใจมากยิ่งขึ้น
เหล่าไท่เหยียไม่ได้จัดการเรื่องราวในครอบครัวมาหลายปีแล้ว เมื่อเห็นหลานสาวที่เพิ่งรับกลับมาสร้างความวุ่นวายในจวนถึงเพียงนี้ แม้จะรู้สึกไม่พอใจ แต่เขาก็ยังคงตำหนิบุตรชายคนโตและลูกสะใภ้อย่างรุนแรง
เหล่าไท่จวินเรียกต้วนหมิงซีเข้าไปหา สวมกอดนางพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "เด็กดี คนในครอบครัวกระทบกระทั่งกันบ้างย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ย่าจะรักและเอ็นดูเจ้าเอง"
ต้วนหมิงซีแค่นหัวเราะในใจขณะซบหน้าลงบนอกของเหล่าไท่จวิน ในชาติก่อน ก็เป็นเหล่าไท่จวินและเจียงฮูหยิน สองแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้นี่แหละ ที่รวมหัวกันหลอกล่อให้นางยกทรัพย์สินส่วนตัวที่บิดาบุญธรรมมอบให้แก่พวกนาง
รักและเอ็นดูอะไรกัน? พวกนางแค่กำลังหมายตาเงินทองจากเจียงเฉิงที่มอบให้นางไว้เป็นหลักประกันต่างหาก!
ในชาตินี้ นางจะไม่มีวันควักกระเป๋าให้พวกนางแม้แต่อีแปะเดียว!
ทุกคนในเรือนใหญ่ตั้งแต่บนลงล่างล้วนถูกเหล่าไท่จวินดุด่า แม้แต่ต้วนเว่ยโหรวที่เป็นที่รักใคร่ที่สุดก็ยังโดนหางเลขไปด้วย ต้วนเว่ยโหรวกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น นางไม่เคยรู้สึกอัปยศอดสูมากเท่าวันนี้มาก่อน
หลังจากไล่ทุกคนออกไปหมดแล้ว เหล่าไท่จวินก็เอ่ยกับเหล่าไท่เหยียว่า "เด็กคนนี้ไม่ใช่พวกยอมเสียเปรียบใคร เก็บตัวนางไว้ในจวนอาจนำความวุ่นวายมาสู่ครอบครัวได้"
เหล่าไท่เหยียขมวดคิ้ว "อนาคตของเจ้าหนูรองสำคัญที่สุด ตอนนี้หนทางถูกปูไว้หมดแล้ว ขาดก็แต่เงินสักก้อนเพื่อใช้เบิกทาง เจ้าควรจะหลอกล่อให้นางเอาเงินที่เจียงเฉิงมอบให้ไว้ใช้ยามฉุกเฉินออกมาให้ได้เสียก่อน นางก็เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆ จะไปมีความคิดความอ่านอะไรได้?"