- หน้าแรก
- หนูน้อยทะลุมิติพลิกชะตา พาครอบครัวรอดวิกฤตอดอยาก
- บทที่ 24 รักษาแผลให้เจียงเหล่าซานงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ
บทที่ 24 รักษาแผลให้เจียงเหล่าซานงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ
บทที่ 24 รักษาแผลให้เจียงเหล่าซานงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ
บทที่ 24 รักษาแผลให้เจียงเหล่าซานงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ
ท่าทีของสะใภ้หลิวแฝงไปด้วยความหยิ่งยโส น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาราวกับกำลังประทานความเมตตา ทำให้ผู้ที่ได้ฟังรู้สึกระคายหูยิ่งนัก
เฉินเยว่จือไม่แม้แต่จะปรายตามอง นางกล่าวว่า "เจ้าไปหาคนอื่นเถอะ วิชาแพทย์ของข้าตื้นเขินนัก เกรงว่าคงไม่อาจรักษาอาการบาดเจ็บให้สามีของเจ้าได้"
สะใภ้หลิวไม่คาดคิดว่าจะถูกปฏิเสธจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้ "พี่สะใภ้ ท่านหมายความว่าอย่างไร? เมื่อก่อนท่านก็เคยช่วยทำแผลให้คนในครอบครัวตั้งหลายครั้ง เหตุใดพอเป็นสามีข้า ท่านถึงบอกว่ารักษาไม่ได้เล่า? พวกเราไปล่วงเกินอันใดท่านงั้นหรือ?"
อันที่จริงนางไม่ได้เห็นค่าวิชาแพทย์ของเฉินเยว่จือเลยแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว หากมีหนทางอื่น นางคงไม่มีวันมาขอร้องเฉินเยว่จือเด็ดขาด สตรีชาวบ้านที่เรียนรู้วิชาแพทย์แบบงูๆ ปลาๆ มาจากบิดาที่เป็นหมอชาวบ้าน จะนับว่าเป็นวิชาแพทย์ได้อย่างไร?
เฉินเยว่จือเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็เดาความคิดออก นางแค่นเสียงหัวเราะหยันในใจ
"เจ้าไปหาวิธีเอาเองเถอะ พวกเราตัดขาดจากบ้านสกุลเจียงแล้ว และไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวหรือผู้คนของสกุลเจียงอีก เสบียงสองชั่งนั่นเจ้าเก็บไว้กินเองเถอะ พวกเราไม่มีบุญวาสนาพอจะรับไว้หรอก"
กล่าวจบ เฉินเยว่จือก็หันหน้าหนีและไม่สนใจสะใภ้หลิวอีก
สะใภ้หลิวกัดฟันกรอดด้วยความโมโห ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปพร้อมกับสาวใช้
เวลาพักผ่อนตอนกลางวันช่างแสนสั้น เจียงหว่านเพิ่งจะกินมันเทศเผาเสร็จ ผู้ใหญ่บ้านก็ประกาศให้ออกเดินทางต่อ
เจียงพ่านกำลังจะอุ้มเจียงหว่านขึ้นไปวางบนกองสัมภาระอีกครั้ง แต่เจียงหว่านรีบส่ายหน้า "ข้าอยากเดินเองเจ้าค่ะ"
หากปล่อยให้เด็กเอาแต่นอนอยู่บนรถเข็นที่โคลงเคลงไปมา ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะง่วงหลับ หากตอนกลางวันนอนมากเกินไป กลางคืนก็จะนอนไม่หลับ
เมื่อเห็นว่านางไม่อยากนั่ง เจียงพ่านก็ไม่บังคับ "ตกลง ถ้าประเดี๋ยวเดินไม่ไหวก็บอกพ่อนะ"
เจียงหว่านยิ้มรับแล้วพยักหน้า ก่อนจะวิ่งไปหาเฉินเยว่จือ เฉินเยว่จือจูงมือนางไว้ แล้วพากันเดินตามขบวนไป
อำเภอที่ครอบครัวสกุลเจียงอาศัยอยู่มีชื่อว่าอำเภอเยว่ฉือ พื้นที่ของอำเภอไม่ได้กว้างขวางมากนัก แต่ก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางพอสมควรกว่าจะพ้นเขต
จวบจนพลบค่ำ ขบวนอพยพก็เพิ่งจะเดินทางออกจากเขตอำเภอเยว่ฉือ
ทันทีที่พ้นเขตอำเภอเยว่ฉือ พวกเขาก็พบกับกลุ่มผู้ลี้ภัยอีกกลุ่มหนึ่งบนถนน
กลุ่มนั้นเป็นการรวมตัวกันของคนทั้งหมู่บ้านเช่นกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเดินทางมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเห็นขบวนหมู่บ้านของเจียงหว่าน ทุกคนในกลุ่มนั้นก็แสดงท่าทีระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด
ฟ้าเกือบจะมืดสนิทแล้ว ขบวนจึงหยุดพักที่ลานดินรกร้างริมถนนเพื่อเตรียมตัวค้างคืน
กลุ่มนั้นก็หยุดพักอยู่ห่างออกไปข้างหน้าราวครึ่งลี้เช่นกัน
เจียงพ่านมองไปที่กลุ่มนั้น เอ่ยบอกเฉินเยว่จือครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินไปหาผู้ใหญ่บ้าน
เขาอยากจะไปสอบถามสถานการณ์จากคนกลุ่มนั้น หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ห่างไกลเกินไปและไม่ค่อยรู้ข่าวคราวอันใดนัก จึงจำเป็นต้องสอบถามผู้อื่นเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ภายนอกอย่างกระจ่างแจ้ง
ผู้ใหญ่บ้านเห็นด้วยกับความคิดนี้ จึงเดินตามเขาไป
ครู่ต่อมา ผู้ใหญ่บ้านและเจียงพ่านก็เดินกลับมาที่กลุ่มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านหลายคนเข้ามารุมล้อม "ผู้ใหญ่บ้าน คนพวกนั้นว่าอย่างไรบ้าง?"
ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจและถ่ายทอดข้อมูลที่ได้รับมาให้ทุกคนฟัง
เจียงพ่านเดินกลับมาที่ครอบครัวตนเองแล้วเล่าว่า "สถานการณ์ภายนอกเลวร้ายกว่าที่เราคิดไว้มาก เมืองฝู่ที่อยู่ติดกันก็วุ่นวายไปหมด ผู้คนส่วนใหญ่ต่างทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดอพยพหนีไปตามที่ต่างๆ"
"คนกลุ่มนั้นมาจากอวี้โจว เดินทางมาเกือบเดือนแล้ว พวกเขากำลังจะไปที่ฉีโจว ในช่วงเดือนที่ผ่านมา คนในกลุ่มตายไปไม่น้อย บางคนก็แก่เกินไปหรือเด็กเกินไปจนทนความลำบากไม่ไหว บางคนก็ตายระหว่างทางตอนเกิดเรื่องบาดหมางปะทะกับผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่น"
เอ้อร์หลางตกตะลึง "เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ล่ะขอรับ? ทุกคนต่างก็หนีตายเหมือนกัน แล้วทำไมถึงยังมาทำร้ายกันเองอีก?"
เจียงพ่านถอนหายใจ "ยามที่คนเราหิวโหยจนหมดหนทาง มีสิ่งใดบ้างที่ทำไม่ได้? เพื่อให้ได้กินเพียงคำเดียว แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองก็ยังทิ้งได้ ประสาอะไรกับการแย่งชิงจากผู้อื่น คำกล่าวที่ว่า 'แลกลูกกันกิน' ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ หรอกนะ"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราต้องระมัดระวังปกป้องเสบียงให้ดี และปกป้องแม่ของพวกเจ้า พี่สะใภ้ใหญ่ รวมถึงเจียงหว่านด้วย"
ตามที่คนกลุ่มนั้นบอกเล่า สตรีและเด็กจำนวนมากไม่อาจรอดชีวิตมาได้
สีหน้าของต้าหลางและคนอื่นๆ เคร่งเครียดขึ้นมาทันที
สภาพแวดล้อมที่พวกเขาเคยอยู่แต่ก่อนนั้นเรียบง่ายเกินไป เพียงไม่กี่วัน พวกเขาก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่น้องสาวถูกนำไปขาย ผู้ลี้ภัยบุกเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อขโมยของและจุดไฟเผา ซ้ำยังถูกบีบบังคับให้ต้องหยิบก้อนหินขึ้นมาทำร้ายผู้คน
เดิมทีพวกเขาคิดว่านั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดแล้ว แต่ไม่คาดคิดเลยว่าในวันข้างหน้าพวกเขาอาจจะต้องเผชิญกับสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่านี้อีก
สะใภ้ซูหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ส่วนสีหน้าของเฉินเยว่จือก็เคร่งเครียดอย่างยิ่ง
มีเพียงเจียงหว่านเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
คนในครอบครัวต่างคิดว่านางยังเด็กเกินกว่าจะรู้จักความกลัว โดยหารู้ไม่ว่าในชาติก่อน นางมีชีวิตเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ผู้คนกัดกินกันเองเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก โศกนาฏกรรมของมนุษย์รูปแบบใดบ้างที่นางยังไม่เคยพบเจอ?
ก็แค่ภัยแล้งข้าวยากหมากแพง! เรื่องเล็กน้อยน่า!
เมื่อเห็นว่าขวัญกำลังใจของคนในครอบครัวเริ่มถดถอย เจียงหว่านจึงเสนอว่า "ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราลองไปดูที่ภูเขาฝั่งนู้นกันเถอะเจ้าค่ะ บางทีอาจจะเจอของกินก็ได้"
ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะไม่มีอารมณ์ไป เจียงหว่านจึงกระซิบข้างหูเจียงพ่านว่า "ท่านเซียนเฒ่าบอกให้เข้าไปในภูเขาเจ้าค่ะ"
ทันทีที่เจียงพ่านได้ยินเช่นนั้น เขาก็หูผึ่งขึ้นมาทันที รีบอุ้มเจียงหว่านแล้วลุกขึ้นยืน "แม่ของลูก เจ้าก็มาด้วยกันสิ"
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางก็ลุกขึ้นตาม "พวกเราก็จะไปด้วยขอรับ"
เจียงพ่านถลึงตาใส่ "เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าด้วย!"
เรื่องของท่านเซียนเฒ่าห้ามให้บุคคลที่สี่ล่วงรู้เด็ดขาด! มิเช่นนั้นเจ้าเด็กหนุ่มพวกนี้อาจจะเก็บความลับไม่อยู่ หากหลุดปากออกไปจะทำอย่างไร?
ทว่าเจียงหว่านกลับเอ่ยขึ้นว่า "ท่านพ่อ ให้พี่ใหญ่กับพี่รองไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ พวกเราต้องจัดการเตรียมที่นอนสำหรับคืนนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นเจียงหว่านจะหนาวนะเจ้าคะ"
ตอนนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หากไม่มีที่กำบังลม การนอนตอนกลางคืนคงจะหนาวเหน็บจนทรมานอย่างแท้จริง
เจียงพ่านผู้ไร้ซึ่งหลักการใดๆ พยักหน้าเห็นด้วยทันทีที่ได้ยินว่าลูกสาวสุดที่รักกลัวหนาวตอนกลางคืน "เอาล่ะ พวกเจ้าสองคนก็มาด้วยกัน อย่าลืมพกขวานมาด้วยล่ะ"
ต้าหลางและเอ้อร์หลางรีบไปหยิบขวานของตน แล้วเดินตามบิดามารดาขึ้นเขาที่อยู่ริมถนน
ทันทีที่เข้าไปในภูเขา เจียงพ่านก็ชี้ไปยังต้นไม้ที่แห้งตายตามไหล่เขาแล้วสั่งลูกชายทั้งสอง "ฟันต้นพวกนี้แหละ เลือกต้นที่ตรงๆ หน่อย แล้วก็ตัดหญ้าแห้งมาเยอะๆ ด้วย"
พื้นดินแข็งเกินไป การปูหญ้าให้หนาหน่อยจะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกสาวยอดขมองอิ่มของเขาต้องนอนเจ็บหลัง
สองพี่น้องเห็นบิดามารดาอุ้มน้องสาวเดินลึกเข้าไปในภูเขา จึงเอ่ยถาม "ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านจะไปไหนหรือขอรับ?"
เจียงพ่านตอบเสียงแข็ง "จะถามอะไรนักหนา? ฟันต้นไม้ของพวกเจ้าไปเถอะ!"
สองพี่น้องไม่กล้าถามเซ้าซี้อีก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาฟันต้นไม้อย่างซื่อสัตย์
เจียงหว่านมองดูสีหน้าหงอยเหงาของพี่ใหญ่และพี่รองแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเม้มริมฝีปากกลั้นยิ้ม
เจียงพ่านและภรรยาอุ้มเจียงหว่านเดินลึกเข้าไปในป่าเขา สองสามีภรรยามองหาไปรอบๆ แต่ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่พบสิ่งใดที่พอจะกินได้ เจียงพ่านจึงเอ่ยถามเจียงหว่าน "เจียงหว่าน ของที่ท่านเซียนเฒ่าบอกอยู่ที่ใดงั้นหรือ?"
เจียงหว่านเงี่ยหูฟังเสียงต่างๆ ในภูเขาอย่างตั้งใจ ทันใดนั้น นางก็จับเสียงแว่วๆ บางอย่างได้
"อยู่ข้างหน้านี้เองเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ คืนนี้พวกเราจะได้กินเนื้อกันแล้ว!"