- หน้าแรก
- หนูน้อยทะลุมิติพลิกชะตา พาครอบครัวรอดวิกฤตอดอยาก
- บทที่ 23 อย่าได้คิดมาหวังเอาของจากบ้านข้า
บทที่ 23 อย่าได้คิดมาหวังเอาของจากบ้านข้า
บทที่ 23 อย่าได้คิดมาหวังเอาของจากบ้านข้า
บทที่ 23 อย่าได้คิดมาหวังเอาของจากบ้านข้า
คนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากประตูเมือง แม่เฒ่าเจียงอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย นางร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก ในขณะที่ผู้เฒ่าเจียงแบกชายร่างผอมสูงไว้บนหลัง เดินโซเซราวกับจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
เฉินเยว่จือขมวดคิ้ว "เจียงซานเย่เป็นอะไรไปน่ะ?"
เอ้อร์หลางกลอกตาไปมา "ข้าจะไปสืบดูเองขอรับ!" พูดจบเขาก็วิ่งออกไปทันที
ครู่ต่อมา เอ้อร์หลางก็กลับมาพร้อมกับข่าวสาร
เจียงซานเย่ได้รับบาดเจ็บ เมื่อคืนก่อนตอนที่ผู้ลี้ภัยบุกโจมตี นายอำเภอเกิดขี้ขลาดตาขาวพากระเตงครอบครัวหลบหนีไป ส่วนพวกมือปราบและเจ้าหน้าที่ทางการในอำเภอก็หายหัวไปหมดเช่นกัน แม้พวกผู้ลี้ภัยจะถูกสกัดกั้นไว้ที่ประตูเมืองและไม่ได้บุกเข้ามาในอำเภอ ทว่ากลับมีพวกอันธพาลบางกลุ่มฉวยโอกาสออกอาละวาด โดยพุ่งเป้าไปที่ครอบครัวในอำเภอที่มีฐานะร่ำรวยแต่ไร้อำนาจคุ้มกะลาหัว
ครอบครัวฝั่งภรรยาของเจียงซานเย่มีทรัพย์สมบัติอยู่ไม่น้อย จึงตกเป็นเป้าหมาย เจียงซานเย่พยายามปกป้องทรัพย์สินเหล่านั้นจึงถูกแทงเข้า
หลังจากได้ฟังเรื่องราวคร่าวๆ ครอบครัวของเจียงหว่านก็ปัดเรื่องนี้ทิ้งไป พวกเขาตัดขาดจากบ้านเก่าสกุลเจียงแล้ว ดังนั้นเรื่องของสกุลเจียงจึงไม่กงการอะไรของพวกเขาอีก
เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรและทุกคนก็กลับมากันครบแล้ว ผู้ใหญ่บ้านจึงร้องเรียกให้ชาวบ้านออกเดินทาง
เฉินเยว่จืออยากจะอุ้มเจียงหว่าน แต่นางปฏิเสธ "ข้าจะเดินเองเจ้าค่ะ!"
แม้นางจะตัวเล็ก แต่ก็มีพละกำลังไม่น้อย อีกทั้งร่างกายเล็กๆ นี้ก็ไม่ได้เบาเลย นางสงสารท่านแม่และไม่อยากให้มารดาต้องเหนื่อยล้า
เจียงพ่านจึงอุ้มนางขึ้นไปวางแหมะไว้บนกองสัมภาระในรถเข็นเสียเลย "ลูกรัก นั่งให้ดีและจับไว้ให้แน่นล่ะ เราจะออกเดินทางกันแล้ว!"
เจียงหว่านยังไม่ทันจะได้นั่งให้เข้าที่ เจียงพ่านก็ออกแรงเข็นรถไปข้างหน้า ด้วยแรงเฉื่อย ร่างเล็กๆ ของเจียงหว่านจึงหงายหลังล้มลงไปบนกองผ้าห่มนุ่มนิ่ม นางไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด กลับรู้สึกสนุกสนานและหัวเราะเอิ๊กอ๊ากออกมา
หลังจากตะเกียกตะกายขึ้นมาจากกองผ้าห่มและนั่งอย่างเรียบร้อยแล้ว เจียงหว่านก็มองย้อนกลับไปดูขบวนอพยพของหมู่บ้านที่ทอดยาวไปประมาณร้อยเมตร ครอบครัวของนางอยู่ในตำแหน่งที่สองของแถว โดยมีครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำขบวน
เมื่อเห็นเจียงหว่านนั่งอยู่บนกองสัมภาระ ผู้ใหญ่บ้านก็ก้มมองหลานชายตัวน้อยทั้งสองของตนบ้าง จากนั้นจึงให้ลูกชายอุ้มพวกเขาขึ้นไปนั่งบนสัมภาระเช่นกัน
เด็กชายทั้งสองต่างอิจฉาเจียงหว่านมาตลอด แต่เมื่อได้ขึ้นไปนั่งบ้าง พวกเขาก็ตื่นเต้นดีใจเป็นการใหญ่ พากันหัวเราะร่วนและโบกมือให้เจียงหว่าน "เจียงหว่าน ดูสิ บ้านข้ามีเกวียนเทียมวัวนะ นั่งเกวียนเทียมวัวสบายกว่าตั้งเยอะ"
เจียงหว่านคร้านจะใส่ใจเด็กน้อยตัวจริงทั้งสองคน นางล้มตัวลงนอนบนกองผ้าห่ม ยกขาอวบอ้วนขึ้นไขว่ห้างด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ
แม้ถนนดินจะขรุขระ แต่ด้วยความหนานุ่มของผ้าห่มที่รองรับอยู่ เจียงหว่านจึงไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด กลับรู้สึกสบายตัวเสียด้วยซ้ำ ร่างกายโยกเยกไปมาจนเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง
เมื่อเฉินเยว่จือปลุกนางให้ตื่น นางก็พบว่าขบวนอพยพได้หยุดพักแล้ว และชาวบ้านก็กำลังเตรียมหาที่ก่อไฟทำอาหาร
ถึงจะบอกว่าทำอาหาร แต่ทุกคนล้วนเตรียมเสบียงแห้งมาจากหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่ก่อไฟต้มน้ำเพื่อกินคู่กับเสบียงแห้งเท่านั้น
น้ำที่นำมานั้นรองมาจากบนภูเขา แต่ละครอบครัวก็เตรียมมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถพกมาได้มากนัก ดังนั้นยามดื่ม จึงไม่มีใครกล้าดื่มอึกใหญ่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะเจอแหล่งน้ำใหม่เมื่อใด
ครอบครัวของเจียงหว่านเองก็ไม่ได้นำน้ำมามากนัก มีเพียงพอให้คนในครอบครัวดื่มประทังไปได้ประมาณสี่ถึงห้าวันเท่านั้น
ภาชนะใส่น้ำทำมาจากกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดมาจากบนเขา ทะลวงปล้องด้านในออก เติมน้ำลงไป แล้วอุดปากกระบอกด้วยดินโคลนเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหก
ทว่าวิธีนี้ไม่สะดวกเอาเสียเลย โชคดีที่ตอนอยู่ร้านขายของชำ เจียงพ่านพบถุงน้ำหลายใบ แต่ละใบสามารถจุน้ำได้ประมาณสิบชั่ง ตอนนี้ระหว่างช่วงพัก เจียงพ่านจึงพาต้าหลางและเอ้อร์หลางมาเทน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ลงในถุงน้ำ
ผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงมองดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา "พี่เจียงพ่าน ท่านช่างมองการณ์ไกลจริงๆ ถึงกับเตรียมถุงน้ำมาด้วย ท่านยังมีเหลืออีกหรือไม่? แบ่งให้ครอบครัวข้าสักใบได้หรือไม่?"
ทันทีที่คนผู้นั้นเอ่ยปาก หลายครอบครัวที่อยู่ใกล้เคียงก็รีบหันขวับมามอง สายตาของพวกเขาบ่งบอกความหมายอย่างชัดเจนว่า หากเจียงพ่านพยักหน้าตกลง พวกเขาก็จะรีบเข้ามาร้องขอด้วยเช่นกัน
เจียงหว่านกางแขนออกขวางทางคนผู้นั้นไว้ "ไม่ให้! นี่คือถุงน้ำของข้า! ข้าไม่ให้ใครทั้งนั้น!"
พูดจบเจียงหว่านก็ปล่อยโฮออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย "ถุงน้ำเป็นของข้านะ! อย่ามาขโมยของของข้านะ! ข้าเพิ่งจะห้าขวบเอง อย่ามาโลภอยากได้ของของข้าสิ ฮือๆๆ..."
เสียงของนางดังกังวาน ราวกับฟ้าร้องแต่ไม่มีฝนตก นางร้องไห้ไปพลางเปล่งเสียงชัดถ้อยชัดคำไปพลาง เสียงนั้นดังไปไกลจนดึงดูดสายตาอยากรู้อยากเห็นของหลายคนให้หันมามอง
เฉินเยว่จือรีบก้าวเข้าไปอุ้มนางขึ้นมา แสร้งทำเป็นปลอบโยน "หว่านหว่านอย่าร้องไห้เลย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ท่านลุงเจิ้งต้าโหย่วแค่ล้อเล่นเท่านั้น เขาจะมาอยากได้ของจากเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเจ้าได้อย่างไร? หยุดร้องเถอะลูก ประเดี๋ยวใครมาเห็นเข้าจะหัวเราะเยาะเอาได้นะ"
เจียงหว่านร้องไห้สะอึกสะอื้น "ข้าไม่เชื่อ ข้าได้ยินท่านลุงเจิ้งต้าโหย่วขอถุงน้ำจากท่านพ่อ นั่นมันถุงน้ำของข้า ใครก็เอาไปไม่ได้ทั้งนั้น"
เฉินเยว่จือรีบกล่าว "ท่านลุงเจิ้งต้าโหย่วพูดเล่นจริงๆ ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ลองถามเขาดูสิว่าเขาล้อเล่นใช่หรือไม่?"
เจียงหว่านหันขวับไปมองเจิ้งต้าโหย่วทันที ยื่นปากจู๋ถามว่า "ท่านลุงเจิ้งต้าโหย่ว ท่านล้อเล่นใช่ไหมเจ้าคะ?"
เจิ้งต้าโหย่วถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ใจจริงเขาก็อยากได้ถุงน้ำใบนั้นมาก เพราะมันสะดวกสบายยิ่งนัก แถมครอบครัวของเจียงพ่านก็มีตั้งหลายใบ ทว่าเมื่อเจอสายตาอันน่าสงสารของเจียงหว่านจ้องมองและเอ่ยถามเช่นนั้น เขาก็พูดไม่ออกจริงๆ ว่าตนไม่ได้ล้อเล่น
เมื่อเห็นเขาเงียบไป เจียงหว่านก็แผดเสียงร้องไห้จ้าขึ้นมาอีกรอบ "เขาไม่ได้ล้อเล่น! เขาแค่อยากจะขโมยถุงน้ำของข้า จากเด็กผู้หญิงวัยห้าขวบ ฮือๆๆ... ข้าเสียใจ ข้าเสียใจจริงๆ ข้าเพิ่งจะห้าขวบเองนะ! จะมีคนมาอยากขโมยของจากเด็กห้าขวบได้อย่างไรกัน..."
ท่ามกลางคำกล่าวหาของเด็กหญิงวัยห้าขวบและสายตาดูแคลนจากชาวบ้านมากมาย เจิ้งต้าโหย่วก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี "ใช่... ใช่แล้ว ลุงแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น หว่านหว่านหยุดร้องเถอะนะ ลุงไม่ได้อยากได้ถุงน้ำของเจ้าหรอก"
พูดจบ เจิ้งต้าโหย่วก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปราวกับไฟลวกก้น
เมื่อเห็นเขาจากไป เจียงหว่านก็แสร้งทำเป็นยกมือขยี้ตา "อ้อ ที่แท้ท่านลุงเจิ้งต้าโหย่วก็แค่ล้อเล่นจริงๆ ด้วย!"
เฉินเยว่จือเอ่ย "ทีนี้ก็เชื่อแล้วใช่หรือไม่? ผู้ใหญ่ที่ไหนจะมาทะเลาะแย่งของกับเด็กห้าขวบกันล่ะ? น่าอายจะตายไป"
เจียงหว่านพยักหน้าหงึกหงักอย่างแรง "ท่านแม่พูดถูกเจ้าค่ะ!"
สองแม่ลูกสบตาแล้วยิ้มให้กัน เฉินเยว่จือหยอกล้อบีบจมูกเล็กๆ ของลูกสาวอย่างหมั่นเขี้ยว "แม่จะไปทำอาหารให้เจ้านะ ไปเล่นกับซานหลางเถอะ"
ซานหลางเดินเข้ามา จูงมือเล็กๆ ของเจียงหว่านไปนั่งข้างรถเข็น พลางฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ "หว่านหว่าน เจ้านี่ฉลาดจริงๆ พูดแค่ไม่กี่คำก็ช่วยท่านพ่อแก้สถานการณ์ได้แล้ว"
เจียงหว่านหัวเราะคิกคัก "ใครก็อย่าได้หวังจะมาโลภอยากได้ของของครอบครัวเราเลย!"
คิดจะมาเกาะกินของฟรีจากบ้านเรางั้นหรือ? ช่างกล้านัก!
เฉินเยว่จือและสะใภ้ซูช่วยกันเผามันเทศอย่างคล่องแคล่ว ของพวกนี้เก็บไว้ได้ไม่นาน จึงต้องรีบกินให้หมดเพื่อไม่ให้มันเน่าเสียจนต้องทิ้งอย่างน่าเสียดาย
ขณะที่ครอบครัวกำลังนั่งกินมันเทศเผากันอยู่นั้น หลิวซื่อ ภรรยาของเจียงซานเย่ ก็พาเด็กรับใช้เดินตรงเข้ามาหาอย่างกะทันหัน
ท่าทีของหลิวซื่อดูเย่อหยิ่งจองหองนัก นางปรายตามองมันเทศในมือของพวกเขา พร้อมกับแววตาที่ฉายความดูถูกเหยียดหยามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"พี่สะใภ้ ยังกินอยู่อีกหรือ? กินเสร็จแล้วก็ไปดูแผลให้สามีข้าหน่อยสิ ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ปล่อยให้ท่านเหนื่อยเปล่าแน่ หลังจากดูแผลให้เขาแล้ว ข้าจะให้ธัญพืชท่านสักสองชั่งเป็นการตอบแทน"