- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 23 - ท่านลองมองย้อนกลับไปสิ...
บทที่ 23 - ท่านลองมองย้อนกลับไปสิ...
บทที่ 23 - ท่านลองมองย้อนกลับไปสิ...
บทที่ 23 - ท่านลองมองย้อนกลับไปสิ...
จิงปู้ชวน: สิ่งที่ควรเกิด มันก็ต้องเกิด
แต่เวลาก็เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงชั่วยามเท่านั้นเอง
ทำไมหมึกกระดองพันตาถึงรีบตายกันเร็วขนาดนั้นล่ะ?
ไม่สมเหตุสมผลเลย!
"ท่านอาจารย์ปู่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ?" กวงจิ่วหงสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของจิงปู้ชวน
"เสี่ยวหงจื่อ เจ้าตามข้ามา"
"ส่วนคนอื่นๆ แยกย้ายกันกลับไปก่อน"
"ซุน... ซุนกู้ใช่ไหม?"
"เจ้ามาจากไหนก็กลับไปที่นั่น อยู่ให้สงบเสงี่ยมเจียมตัว รอรับคำสั่งจากข้าได้ทุกเมื่อ"
ซุนกู้: ฟังจากน้ำเสียงนี้
ดูจากสีหน้านี้
เหมือนจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นแฮะ
ดูท่าคงจะเตรียมมาเอาผิดข้าได้ทุกเมื่อสินะ!
หลังจากจิงปู้ชวนจากไป
บรรดาเจ้ายอดเขาและผู้อาวุโสทั้งหลาย ก็พากันขี่กระบี่เหาะจากไปทีละคน
ซุนกู้รีบเดินเข้าไปหาผู้อาวุโสฉินแห่งยอดเขาเฟยไหล
เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ผู้อาวุโสฉิน ขอบคุณมากนะขอรับที่ท่านยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือก่อนหน้านี้"
ผู้อาวุโสฉิน: "แค่เรื่องเล็กน้อย ข้าเพียงแต่ยื่นมือเข้าช่วยตามสัญชาตญาณเท่านั้น"
ในใจ: เจ้าจะแค่ขอบคุณด้วยปากเปล่า โดยไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมาแสดงน้ำใจหน่อยรึ?
ช่วยไม่ได้นี่นา
สำนักอักษรมันจนเกินไป
ใครๆ ก็อยากจะได้ลาภลอยกันทั้งนั้น
"ผู้อาวุโสฉิน สำหรับท่านมันอาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย"
"แต่สำหรับข้าน้อย มันคือบุญคุณช่วยชีวิตที่ไม่อาจลืมเลือนได้เลยขอรับ"
"โปรดให้เวลาเสี่ยวซุนได้กลับไปไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนสักพักนะขอรับ ว่าควรจะมอบของขวัญชิ้นใหญ่แบบไหนให้ผู้อาวุโสดี"
"เสี่ยวซุนเอ๋ย เกรงใจกันเกินไปแล้ว"
"ของขวี่งของขวัญอะไรกัน เจ้ามีน้ำใจข้าก็ซาบซึ้งพอแล้วล่ะ"
ผู้อาวุโสฉินลอบยินดีในใจ: ได้ยินซินหรงกับเฉียนหลิวบอกว่าเจ้ารวยมากนี่นา
ของขวัญที่ให้คงจะไม่ธรรมดาแน่ๆ
ซุนกู้: ยังไงซะขอบคุณด้วยปากเปล่ามันก็ไม่ได้เสียเงินอยู่แล้ว
เผลอๆ กว่าข้าจะคิดออกว่าจะให้อะไร ข้าก็คงโดนเตะโด่งออกจากสำนักไปแล้วล่ะมั้ง
ผู้อาวุโสฉินยิ่งมองซุนกู้ ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตา
เขาหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาตัวหนึ่ง
"ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ สภาพเจ้าตอนนี้ดูเหมือนเพิ่งโดนทั้งฟ้าผ่าทั้งไฟคลอกมาเลยนะ"
จากนั้นก็กวักมือเรียกเจ้ายอดเขาเฉียนให้เข้ามาหา
"เฉียนหลิว ทางกลับเขาไผ่ใหญ่ของเจ้าเป็นทางเดียวกับเสี่ยวซุน เจ้าก็ขี่กระบี่พาเขาไปส่งด้วยแล้วกัน"
เจ้ายอดเขาเฉียน: ข้าขอปฏิเสธได้ไหม?
ยังจะมาเรียกเสี่ยวซุนอีก?
ไอ้เด็กเปรตนรกรกส่งมาเกิดต่างหากล่ะ!
"ได้ขอรับท่านอาจารย์"
ระหว่างทางกลับ
ซุนกู้ก็เอาแต่พูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก
"เจ้ายอดเขาเฉียน วิชาขี่กระบี่ของท่านยอดเยี่ยมจริงๆ นิ่งกว่าของปู้เสี่ยวฉือตั้งเยอะ"
เจ้ากล้าเอาข้าไปเทียบกับไอ้เด็กเมื่อวานซืนระดับกลั่นลมปราณรึ?
นี่มันหยามเกียรติข้าชัดๆ!
"เจ้ายอดเขาเฉียน ท่านช่างเป็นคนใจกว้างจริงๆ ที่มอบวัตถุดิบทำอาหารให้ข้าตั้งมากมายเมื่อวันก่อน"
ถ้าเจ้ายังกล้าพูดเรื่องนี้อีก วิชาขี่กระบี่ของข้าอาจจะขัดข้องกะทันหันก็ได้นะ
รับรองว่าเจ้าได้ตกลงไปหน้าคะมำจูบดินแน่ๆ
"เจ้ายอดเขาเฉียน ถ้าตอนนี้มีโอกาสให้ท่านรับข้าเป็นศิษย์ ท่านจะรีบคว้ามันไว้แน่นๆ ไหม?"
ขอบใจนะที่ให้โอกาส
แต่ข้ายอมสับมือตัวเองทิ้งดีกว่า
"เจ้ายอดเขาเฉียน..."
"เจ้ายอดเขาเฉียน..."
"เจ้ายอดเขาเฉียน..."
...พูดไปเถอะ
ถ้าข้ายอมปริปากตอบเจ้าแม้แต่คำเดียว ถือว่าข้าแพ้
เจ้ายอดเขาเฉียนเงียบกริบตลอดทาง
เมื่อมาส่งซุนกู้ถึงตีนเขาไผ่น้อย เขาก็หันหลังกลับ ขี่กระบี่เตรียมจะจากไปทันที
ซุนกู้ตะโกนไล่หลัง "เจ้ายอดเขาเฉียน ขอบคุณมากนะขอรับ วันหลังข้าจะไปเล่นกับท่านที่เขาไผ่ใหญ่นะ!"
เจ้ายอดเขาเฉียนสะดุดกึก
เกือบจะร่วงลงมาจากกระบี่
ในที่สุดปากของเขาก็หลุดสบถออกมาสามคำอย่างควบคุมไม่ได้: "ไปเล่นกับมารดาเจ้าเถอะ!"
ซุนกู้: ทำไมต้องด่ากันด้วยเนี่ย?
มารยาทและจรรยาบรรณของสำนักอักษรหายไปไหนหมดแล้ว?
เมื่อกลับมาถึงบนเขา
ผู้อาวุโสเผิงกำลังนั่งรินสุราดื่มอยู่คนเดียว
ดูเหมือน... จะกำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่
ประสบการณ์สอนซุนกู้ว่า
เวลานี้อย่าเข้าไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า
เขาจึงย่องปลายเท้า ค้อมตัวต่ำ หวังจะแอบเดินอ้อมเข้าไปในห้องหนังสือ
แต่เพิ่งจะก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว
ร่างกายก็สูญเสียการควบคุม ถูกแรงดูดมหาศาลดูดวูบเข้าไปที่โต๊ะน้ำชาทันที
"ไอ้เด็กเหลือขอ ทำลับๆ ล่อๆ ไปทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงอะไรมาอีกล่ะ?"
ซุนกู้ร้องโอดครวญว่าตนถูกปรักปรำ
"ข้าน้อยแค่เห็นว่านายท่านกำลังอยู่ในห้วงแห่งความเศร้า ก็เลยไม่อยากจะเข้าไปรบกวนเท่านั้นเองขอรับ"
"หืม? เจ้ามองออกด้วยรึ?"
"ทำไมจะมองไม่ออกล่ะขอรับ ก็ท่านเล่นหน้าหงิกเป็นม้าหมากรุกขนาดนั้น!"
"เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"
"ข้าบอกว่า คิ้วสองข้างของนายท่านขมวดเข้าหากันแน่น มองปราดเดียวก็รู้ว่ากำลังอมทุกข์เรื่องอะไรอยู่"
ผู้อาวุโสเผิงกระดกสุราเข้าปากหนึ่งจอก
"ไอ้หนู เจ้าลองคิดดูสิ ชีวิตคนเรามันช่างสั้นนัก การจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้ถูกจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ มันช่างยากเย็นแสนเข็ญอะไรเช่นนี้"
ซุนกู้: "..."
ที่แท้ก็กำลังนั่งเศร้าเรื่องที่ตัวเองไม่สามารถถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ได้หรอกรึ?
ถ้าอย่างนั้น ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมานี้
ข้าต้องมานั่งคัดลอกตำราวันละหลายหมื่นตัวอักษร
คัดจนมือหงิกมือขัด
แต่สุดท้ายก็กลายเป็นแค่การตักน้ำใส่ตะกร้า สูญเปล่าทั้งหมดงั้นรึ?
อีกอย่างนะ
อายุขัยของท่านก็ไม่ได้สั้นเลยสักนิด
ที่ท่านไม่สามารถจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ได้ มันเป็นเพราะฝีมือของท่านไม่ถึงขั้นเองล้วนๆ เลยต่างหาก
พอเห็นสีหน้าสิ้นหวังของผู้อาวุโสเผิง
ซุนกู้ก็ตัดสินใจจะลองปลอบใจเขาดูอีกสักตั้ง
แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด
ผู้อาวุโสเผิงก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน "ไอ้หนู คิดคำพูดให้ดีๆ ก่อนจะพูดนะ ถ้าไม่อยากถูกเตะโด่งขึ้นไปบนฟ้าอีกรอบล่ะก็"
คำเตือนนี้ช่างจำเป็นและมาได้ถูกจังหวะเสียจริงๆ
ซุนกู้รีบเปลี่ยนสคริปต์ในหัวกะทันหัน
"นายท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องเศร้าเสียใจไปเลยนะขอรับ ท่านลองมองย้อนกลับไปสิ..."
ผู้อาวุโสเผิงหันหน้ากลับไปมองข้างหลัง
"โอ๊ย ข้าไม่ได้หมายถึงให้ท่านหันหน้ากลับไปมองข้างหลังจริงๆ ข้าหมายถึงให้ท่านมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ต่างหากล่ะ"
ผู้อาวุโสเผิง: "..."
"หากท่านมองย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ ท่านก็จะพบว่า"
"ผู้คนมากมายในยุคสมัยของพวกเขา ล้วนเป็นเหมือนหนังสือเล่มหนาเตอะ"
"แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในกระแสน้ำแห่งประวัติศาสตร์ที่ไหลเชี่ยว พวกเขาเหล่านั้นก็จะค่อยๆ หดเล็กลงกลายเป็นแค่บทๆ หนึ่ง เป็นย่อหน้าๆ หนึ่ง เป็นแค่ประโยคๆ หนึ่ง หรืออาจจะเป็นแค่ชื่อที่ถูกกล่าวถึงผ่านๆ ไปเท่านั้น"
"แล้วอย่างไรล่ะ?"
"ก็หมายความว่า หลังจากผ่านการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย และการเปลี่ยนแปลงของโลกมนุษย์แล้ว คนที่ยังคงตั้งตระหง่านเป็นดั่งขุนเขา ให้คนรุ่นหลังได้แหงนหน้ามองและยกย่องชื่นชมได้นั้น มีเพียงคนหยิบมือเดียวเท่านั้นแหละขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิงทำหน้าครุ่นคิด
ซุนกู้: มุมมองของข้ามันช่างลึกซึ้งและเฉียบขาดจริงๆ!
พวกเรามันก็แค่คนธรรมดา ยอมรับความจริงเถอะน่า
มารในใจของท่าน น่าจะสลายไปได้แล้วนะ
ผู้อาวุโสเผิงคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง "แต่ทำไม ข้าถึงจะเป็นหนึ่งในคนหยิบมือเดียวนั้นไม่ได้ล่ะ?"
ซุนกู้: "..."
ข้าอยากจะกระโดดเขกหัวท่านให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยจริงๆ
แต่เมื่อประเมินจากความห่างชั้นของระดับพลังแล้ว
ข้าขอทนไว้ก่อนก็แล้วกัน
"นายท่าน ท่านลองคิดดูสิขอรับ ในช่วงเวลาหนึ่งพันปีที่ท่านลงไปท่องโลกฆราวาส จนถึงทุกวันนี้ ยังมีคนสักกี่คนที่ยังเป็นหนังสือเล่มหนาอยู่?"
"แล้วท่านลองคิดดูอีกที อีกหนึ่งพันปีข้างหน้า จะมีสักกี่คนที่ยังเป็นหนังสืออยู่ได้?"
"ข้าเกรงว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนั้น เมื่อเวลาผ่านไปร้อยปี ก็คงเหลือเป็นแค่บทๆ หนึ่งเท่านั้นแหละขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิงยังคงไม่ยอมแพ้ "ใครบอกว่าการถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ จะต้องเป็นชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่เสมอไปล่ะ?"
"ข้าขอทิ้งแค่ 'ชื่อเล็กๆ' ที่ถูกกล่าวถึงผ่านๆ เอาไว้ไม่ได้หรือไง?"
"แต่ทว่า ต่อให้ท่านอยากจะทิ้ง 'ชื่อเล็กๆ' เอาไว้ ท่านก็ต้องมีผลงานอะไรที่พอจะเอาไปอวดใครเขาได้บ้างสิขอรับ?"
"เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่?"
"ข้ากำลังจะบอกว่า การที่ท่านคิดจะอาศัยการเขียนตำราเพื่อสร้างชื่อเสียงน่ะ ต่อให้เป็นแค่ชื่อเสียงเล็กๆ เท่าเมล็ดงา มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกขอรับ!"
"เจ้ารอนหาที่ตายใช่ไหม?"
"ใจเย็นๆ ก่อนสินายท่าน ข้ามีคำแนะนำที่มีเหตุผลมากกว่านั้นมาเสนอขอรับ"
"ว่ามา!"
"ข้าว่าท่านสู้ลงเขาไปกวาดล้างฮ่องเต้ในโลกมนุษย์ แล้วตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้แทนเสียเลยดีกว่า ทำแบบนี้ยังมีโอกาสถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์มากกว่าเยอะเลยนะขอรับ"
"ไอ้เด็กเปรต ข้าจะตบเจ้าให้ตายคามือเลย!"
"อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่งลงมือนะขอรับนายท่าน"
"ท่านลองฟังที่ข้าน้อยพูดอีกสักประโยคได้ไหมขอรับ?"
"ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่าไม่มีเหตุผล ท่านค่อยลงมือก็ยังไม่สายนะขอรับ!"
"ว่ามา!"
ซุนกู้หยิบกาสุราขึ้นมา
รินสุราไปพลาง พูดไปพลาง "นายท่าน มียอดปราชญ์เคยกล่าวประโยคหนึ่งเอาไว้"
เขายกจอกสุราขึ้นด้วยสองมือ
แล้วยื่นส่งให้อย่างประจบประแจง
"ยอดปราชญ์กล่าวไว้ว่า: 'จงสุขสันต์กับสุราหนึ่งจอกในยามมีชีวิต ไยต้องสนชื่อเสียงพันปีในภายภาคหน้า'"
"นายท่าน เรามาดื่มสุราจอกนี้ให้หมด แล้วเลิกล้มความฝันลมๆ แล้งๆ เรื่องการจารึกชื่อในประวัติศาสตร์กันเถอะนะขอรับ ตกลงไหม?"
ผู้อาวุโสเผิงรับจอกสุราไป
แล้วกระดกพรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
"พูดจบแล้วใช่ไหม?"
"ขอรับ!"
"เพียะ!"
"อ๊ากกกกก..."
"ตุ้บ!"
(จบแล้ว)