- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 18 - ข้าสงสัยว่าท่านจะเป็นเผ่าปีศาจ
บทที่ 18 - ข้าสงสัยว่าท่านจะเป็นเผ่าปีศาจ
บทที่ 18 - ข้าสงสัยว่าท่านจะเป็นเผ่าปีศาจ
บทที่ 18 - ข้าสงสัยว่าท่านจะเป็นเผ่าปีศาจ
ผู้อาวุโสเผิงแค่นหัวเราะ
"หึหึ ถูกข้าจับโกหกได้แล้วล่ะสิ?"
"ไอ้ลูกค้าอะไรนั่น ซินแสเหร่วนอะไรนั่น ผลงานชิ้นเอกอะไรนั่น มันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหมล่ะ?"
ซุนกู้: "...นายท่าน ข้าก็แค่ใช้โวหารอติพจน์แบบเว่อร์วังไปนิดเดียวเอง ท่านถึงกับตีความไม่ออกเลยหรือ?"
"ดูท่าเส้นทางการเป็นนักเขียนของท่าน คงต้องพยายามให้มากกว่านี้แล้วล่ะขอรับ!"
ผู้อาวุโสเผิง: "..."
"ก็ได้!"
"งั้นเจ้าลองบอกมาสิ ซินแสเหร่วนคนนั้นชื่อแซ่เต็มๆ ว่าอะไร? แล้วตำราเล่มนั้นชื่อว่าอะไร?"
"ตำราโบราณเล่มนั้นไม่มีหน้าปก ก็เลยไม่รู้ทั้งชื่อหนังสือและชื่อผู้แต่งขอรับ"
"ชื่อซินแสเหร่วน ข้าก็ได้ยินมาจากลูกค้าคนนั้นในคืนนั้นเหมือนกัน"
"ยังดีที่เนื้อหาในเล่มยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ตัวอักษรไม่ขาดหายไปแม้แต่ตัวเดียว"
"แล้วตอนนี้ตำราเล่มนั้นอยู่ที่ไหน?"
ซุนกู้ส่ายหน้าถอนหายใจ
"ทุกครั้งที่ข้าไปถ่ายทุกข์ ข้าก็มักจะฉีกไปใช้เช็ดก้นทีละสองสามหน้า นานวันเข้า มันก็..."
ผู้อาวุโสเผิง: "..."
ไม่ไหวแล้วโว้ย ข้าทนไม่ไหวแล้ว!
ข้าจะทุบไอ้เดรัจฉานที่ทำลายของล้ำค่าแบบนี้ให้ตายคามือเลย
"แต่ว่านะ... ถึงตำราโบราณจะไม่อยู่แล้ว แต่เนื้อหาในนั้นข้าจำได้ขึ้นใจทุกตัวอักษรเลยนะขอรับ"
"จำได้ทุกตัวอักษรเลยรึ?"
ซุนกู้พยักหน้า
"ตั้งแต่เด็กข้าก็มีพรสวรรค์เรื่องความจำอยู่แล้ว"
"บวกกับตำราเล่มนี้มันสนุกน่าติดตามมาก"
"ข้าก็เลยยอมเสียสละเวลาจิบน้ำแกง มาท่องจำมันตั้งแต่ต้นจนจบเลย"
ผู้อาวุโสเผิง: ...เจ้าไม่หลงตัวเองสักวันมันจะตายไหม?
"แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม?"
"พวกเรามารีบคัดลอกมันลงไปเดี๋ยวนี้เลยสิ?"
ซุนกู้เบ้ปาก
สายตาที่มองผู้อาวุโสเผิงนั้นแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
"ข้าว่า... พวกเราเอาไว้รอให้สหายของท่านมาถึงก่อน แล้วค่อยเริ่มคัดลอกไม่ดีกว่าหรือขอรับ?"
"หืม? นี่ยังไม่ไว้ใจข้าอีกรึ?"
"ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกขอรับ แต่ว่ากันเผื่อไว้ก่อนย่อมดีกว่า"
ผู้อาวุโสเผิงแทบจะปะทุโทสะออกมาทันที
แต่พอคิดถึงแผนการสร้างชื่อเสียงจารึกประวัติศาสตร์ของตัวเอง
ก็เลยเปลี่ยนน้ำเสียงมาเป็นพูดคุยด้วยเหตุผลแทน
"เสี่ยวซุนเอ๋ย เจ้าคงยังไม่รู้อะไร"
"สหายของข้าคนนั้นก็เหมือนข้านี่แหละ เป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีและซื่อตรงไม่คดโกงใคร"
ซุนกู้: กรุณาตัดคำว่า 'เหมือนข้านี่แหละ' ออกไปด้วยเถอะขอรับ
"ถึงแม้เขาจะติดค้างน้ำใจข้า แต่การจะให้เขายอมรับปากช่วยข้าแต่โดยดี มันก็คงต้องมีลูกล่อลูกชนกันหน่อย"
ซุนกู้: นั่นไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องมานั่งกังวลสักหน่อย
"อีกอย่าง เขาก็เหมือนข้านี่แหละ แม้จะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แต่ก็หลงใหลในศาสตร์ความรู้ของโลกมนุษย์เป็นอย่างมาก"
"เขาเป็นคนประเภทที่ยกย่องตัวเองว่าอ่านตำราพิสดารมาแล้วทั่วทั้งแผ่นดิน และคลั่งไคล้บทความโบราณจนเข้าขั้นบ้าคลั่งเลยล่ะ"
"หากเจ้าสามารถคัดลอกตำราโบราณเล่มนี้ออกมาได้ แล้วเขาได้อ่านจนพอใจ การจะให้เขาช่วยเหลือก็คงง่ายขึ้นเยอะ"
ซุนกู้: ฟังดูมีเหตุผลแฮะ
"นายท่าน แล้วสหายของท่านจะมาถึงเมื่อไหร่หรือขอรับ?"
"ก็น่าจะอีกราวๆ ยี่สิบวันกระมัง"
"ตกลงขอรับ งั้นเรามาเริ่มกันเลยเถอะ"
ผู้อาวุโสเผิงรีบไปหยิบพู่กันและหมึกมาทันที
กางกระดาษไผ่ออก
ซุนกู้จับพู่กันขึ้นมา
จุ่มลงในแท่นฝนหมึก แล้วคลึงไปมา
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นก็ตวัดพู่กันลื่นไหลราวกับมังกรผงาด
ผู้อาวุโสเผิง: ไอ้เด็กนี่ตวัดพู่กันไวปานสายลม ดูท่าทางคงไม่ได้หลอกข้าหรอกมั้ง
ก็แค่ไม่รู้ว่าตำราเล่มนั้น มันจะสนุกน่าติดตามอย่างที่ปากว่าจริงหรือเปล่า
ซุนกู้: เวลาของข้าเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
ข้าต้องรีบเขียนผลงานชิ้นเอกที่มีความยาวหลายแสนตัวอักษรนี้ให้เสร็จภายในช่วงเวลาประเมินผล
ถ้าหากใช้ตำราเล่มนี้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่สำนักอักษรได้โดยตรงก็จะดีที่สุด
แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยมันก็คงทำให้ผู้อาวุโสเผิงได้รับความสะเทือนใจอย่างหนัก
จนต้องเลิกล้มความตั้งใจที่จะเขียนตำราสร้างชื่อไปเลย
และมารในใจของเขาก็คงจะสลายหายไปเอง
ซุนกู้นั่งคัดลอกรวดเดียวเป็นเวลาสองชั่วยาม
จนกระทั่งผู้อาวุโสเผิงเดินเข้ามาอีกครั้ง
ซุนกู้บอกว่า "ท่านเริ่มอ่านได้แล้วล่ะ!"
ผู้อาวุโสเผิงหยิบปึกกระดาษต้นฉบับขึ้นมา คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที
ข้าสงสัยว่าเจ้าจะเป็นเผ่าปีศาจ!
แถมยังเป็นเผ่าปีศาจไก่อีกด้วย!
ไอ้ตัวหนังสือโย้เย้เหมือนไก่เขี่ยนี่แหละคือหลักฐานมัดตัว
ซุนกู้: "อ่านตำราเล่มนี้จบเมื่อไหร่ ท่านก็จะเข้าใจเองว่าความห่างชั้นระหว่างท่านกับซินแสเหร่วนมันต่างกันแค่ไหน"
ผู้อาวุโสเผิง: "..."
พออ่านไปได้สองสามหน้า
เขาก็พูดอย่างดูแคลน "ตอนเปิดเรื่องก็งั้นๆ แหละน่า!"
"ตำราเล่มนี้ ก็คงไม่ได้วิเศษวิโสอะไรนักหรอก!"
"ใครก็ตามที่เพิ่งอ่านตอนเปิดเรื่อง แล้วก็ด่วนสรุปว่าหนังสือเล่มนี้ไม่สนุก ล้วนเป็นพวก..."
พอเห็นผู้อาวุโสเผิงถลึงตากลมโตใส่
เขาก็กลืนคำด่าสองพยางค์ที่เกือบจะหลุดปากออกไปลงคอ
"แค่ตอนเปิดเรื่องมันจะไปดูอะไรออกล่ะขอรับ?"
"ตอนเปิดเรื่องก็เป็นแค่บทนำ เป็นแค่เส้นด้ายเส้นหนึ่ง แก่นแท้ของหนังสือคือเรื่องราวที่สมบูรณ์ เป็นเหมือนตาข่ายผืนใหญ่ต่างหาก"
ผู้อาวุโสเผิงไม่เห็นด้วย
"ถ้าแค่ตอนเปิดเรื่องยังดึงดูดคนไม่ได้ แล้วจะทำให้คนอ่านอยากติดตามต่อไปได้อย่างไร?"
"ท่านอย่าดูถูกความอดทนและสติปัญญาของคนอ่านสิขอรับ"
"นักอ่านที่ตาถึง เขาไม่เคยปฏิเสธหนังสือสักเล่มเพียงเพราะตอนเปิดเรื่องมันดูเรียบง่ายเกินไปหรอกนะ"
"ไม่เคยล้มเลิกความคาดหวังที่จะได้อ่านเนื้อเรื่องตอนต่อไปง่ายๆ หรอก"
"ก็เหมือนกับตอนที่ข้าอ่านตอนเปิดเรื่องของท่านนั่นแหละ ข้าก็ยังฝืนทนอ่านผลงานของท่านจนจบทั้งห้าเล่มเลยไม่ใช่หรือไง?"
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"
"ข้าหมายความว่า อย่าด่วนตัดสินหนังสือเล่มไหนง่ายๆ ไม่อย่างนั้นต่อไปท่านจะรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาและน่าขบขันสิ้นดี"
ผู้อาวุโสเผิง: "หึหึ"
"ได้! งั้นเจ้าก็รีบๆ เขียนไปเถอะ"
"ข้าทนรอแทบไม่ไหวแล้วล่ะ ที่จะได้รับรู้ว่าตัวข้านั้นโง่เขลาและน่าขบขันสักแค่ไหน"
พูดจบเขาก็หยิบปึกต้นฉบับเดินออกไป
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง
ดูเหมือนเขาจะเริ่มชินกับการต่อปากต่อคำกับซุนกู้เสียแล้ว
แถมยังซึมซับวิชาการพูดจาประชดประชันเหน็บแนมมาได้ถึงเจ็ดแปดส่วนเลยทีเดียว
วันที่สอง
ผู้อาวุโสเผิงมาหาซุนกู้อีกครั้ง
"ข้าอ่านต่อไปอีกหน่อยแล้ว ก็ยังไม่เห็นจะรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย"
"เจ้าค่อยๆ เขียนไปเถอะ เหนื่อยก็นอนพักซะ"
วันที่สาม ผู้อาวุโสเผิงพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "เริ่มมีอะไรน่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าผลงานชิ้นเอกสะท้านโลกอยู่นะ"
วันที่สี่ ผู้อาวุโสเผิงพูดด้วยท่าทางเหมือนคนอ่านค้างว่า "สนุกดี น่าติดตาม เริ่มจะเข้าที่เข้าทางแล้ว"
วันที่ห้า ผู้อาวุโสเผิงทำหน้าขึงขัง "ข้าอ่านต้นฉบับที่เจ้าให้มาจนหมดแล้วนะ เจ้าอย่าอู้เชียวล่ะ วันนึงเขียนให้มันเยอะๆ กว่านี้หน่อย"
วันที่หก ผู้อาวุโสเผิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย "น้อยเกินไป ต่อไปนี้ในแต่ละวันให้เพิ่มเวลาเขียนขึ้นอีกสองชั่วยาม"
วันที่เจ็ด ผู้อาวุโสเผิงเริ่มมีน้ำโห "แค่นี้จะไปพออ่านได้อย่างไร? ต่อไปนี้เพิ่มเวลาเขียนอีกสองชั่วยาม"
วันที่แปด "เพิ่มอีกสองชั่วยาม!"
วันที่เก้า "เพิ่มอีกสองชั่วยาม!"
วันที่สิบ ผู้อาวุโสเผิงอารมณ์ดิ่งลง ไม่พูดไม่จาอะไรเลย
วันที่สิบเอ็ด ผู้อาวุโสเผิงมีใบหน้าโศกเศร้า ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
วันที่สิบสอง ผู้อาวุโสเผิงดูอิดโรยหมดอาลัยตายอยาก ราวกับคนสูญเสียวิญญาณ
วันที่สิบสาม ซุนกู้ทนฝืนร่างกายต่อไปไม่ไหวแล้ว
ภายใต้การเร่งรัดอย่างต่อเนื่องของผู้อาวุโสเผิง
จากตอนแรกที่เขาคัดลอกวันละสี่ชั่วยาม ก็เพิ่มเป็นหกชั่วยาม แปดชั่วยาม สิบชั่วยาม... จนกระทั่งเมื่อวานนี้
แค่จับพู่กันขึ้นมา เขาก็ควบคุมสติตัวเองไม่อยู่ ฟุบหลับไปบนโต๊ะอย่างไม่รู้ตัว
ผู้อาวุโสเผิงมารับต้นฉบับตามนัด
เห็นซุนกู้นอนหลับอุตุ
บนโต๊ะไม่มีกระดาษที่มีตัวหนังสือถูกคัดลอกไว้เลยแม้แต่แผ่นเดียว
เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ตบโต๊ะดังปัง
ตะคอกเสียงดัง "เจ้าทำอะไรอยู่!"
"ทำไมจนป่านนี้ยังไม่เขียนอีกแม้แต่ตัวเดียว?"
ซุนกู้สะดุ้งตื่น
ขยี้ตาที่สะลึมสะลือ
มีน้ำลายยืดติดอยู่ที่มุมปาก
"ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ขอรับ"
"ข้ามีตบะแค่ขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นหนึ่ง ถ้าไม่นอนพักผ่อน ข้าตายแน่ๆ ขอรับ"
พูดจบเขาก็ฟุบหน้าลงไปบนโต๊ะอีกรอบ
ผู้อาวุโสเผิงคว้าข้อมือของซุนกู้เอาไว้
จับแน่นราวกับคีมเหล็ก
ซุนกู้: "ถ้าข้าตาย ท่านก็จะไม่ได้อ่านเรื่องราวตอนต่อไปอีกเลยนะขอรับ"
ผู้อาวุโสเผิงชะงักไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น ในมือของเขาก็ปรากฏยาลูกกลอนสีทองขึ้นมาเม็ดหนึ่ง
"ให้เจ้า"
"นี่คืออะไรหรือขอรับ?"
"ยาลูกกลอนพละกำลังบุรุษผงาด"
ซุนกู้: "..."
มันคือยาอย่างที่ข้ากำลังคิดอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
(จบแล้ว)