- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 3 - มหกรรมคำป้อยอขั้นเทพ
บทที่ 3 - มหกรรมคำป้อยอขั้นเทพ
บทที่ 3 - มหกรรมคำป้อยอขั้นเทพ
บทที่ 3 - มหกรรมคำป้อยอขั้นเทพ
เจ้าสำนักสวี่ปฏิเสธเสียงแข็ง
"ทุกท่าน เขตหวงห้ามคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก คนนอกห้ามเข้าเด็ดขาด"
เจ้าสำนักทั้งสาม : กะไว้แล้วเชียวว่าท่านต้องไม่ยอม
พวกเราก็แค่อยากหาเรื่องแหย่ท่านเล่นก็เท่านั้นแหละ
ซุนกู้เอ่ยแทรก "ท่านเจ้าสำนัก ค่ายกลในเขตหวงห้าม มีเพียงท่านกับเจ้าตำหนักเสิ่นเท่านั้นที่เข้าออกได้อย่างอิสระ"
"ท่านลองดูสิขอรับ ว่าใครพอจะไปเดินหาให้ข้าได้บ้าง?"
"ข้าไปเอง!"
เสิ่นลี่เฟิงขยับตัววูบเดียว ก็พุ่งออกไปจากหอคุมกฎทันที
ซุนกู้รีบหันหลังตะโกนไล่หลัง "เจ้าตำหนักเสิ่น วงที่มีหินวิญญาณหนึ่งล้านก้อนอยู่ในนั้นถึงจะเป็นของข้านะขอรับ อย่าหยิบผิดวงล่ะ!"
เสิ่นลี่เฟิงที่เพิ่งขึ้นขี่กระบี่ ถึงกับเซถลาเกือบหัวทิ่มตกลงมา
ไอ้เด็กชาติหมา!
ขู่ข้ายังไม่พอ
นี่ยังคิดจะกรรโชกทรัพย์ข้าอีกหรือ?
ฝากไว้ก่อนเถอะ!
พอเสิ่นลี่เฟิงจากไป
ทั่วทั้งโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
สมองของซุนกู้เริ่มหมุนติ้วด้วยความเร็วสูงอีกครั้ง
สี่สำนักใหญ่ เบื้องหน้าทำเป็นญาติดีกัน แต่เบื้องหลังกลับชิงดีชิงเด่นกันไม่เว้นแต่ละวัน
ปรมาจารย์สวี่บรรลุเซียนล้มเหลว เจ้าสำนักอีกสามคนไม่ได้รู้สึกเศร้าโศกเสียใจเลยสักนิด
ที่พวกเขาอยู่ต่อ ก็แค่สงสัยถึงสาเหตุความล้มเหลว
และพร้อมกันนั้น ก็อยากอยู่ดูความพินาศของสำนักเคลื่อนดาราเป็นของแถม
ส่วนเจ้าสำนักสวี่ก็เป็นพวกหน้าบางห่วงภาพลักษณ์ ไม่มีทางลงมือฆ่าข้าต่อหน้าตาแก่สามคนนี้แน่ๆ
แต่ถ้าข้าออกไปจากสำนักเคลื่อนดาราไม่ได้ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซุนกู้เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"ท่านเจ้าสำนัก เมื่อวานคือวันสุดท้ายของกำหนดระยะเวลาเจ็ดปีในฐานะศิษย์สายนอกของข้า"
"หลังจากที่หินบันทึกภาพพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของข้าแล้ว ข้าสามารถออกจากสำนักภายในวันนี้เลยได้ไหมขอรับ?"
"ได้แน่นอนสิ"
คนที่ตอบกลับเป็นเจ้าสำนักอวี๋แห่งสำนักโอบอัสนี
"ในเมื่อเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ข้าเชื่อว่าเจ้าสำนักสวี่ก็คงไม่มีเหตุผลที่จะรั้งเจ้าไว้หรอก"
เจ้าสำนักหูแห่งสำนักดับกระบี่รีบเอ่ยเสริม "ใช่แล้ว เจ้าสำนักสวี่ผู้สง่าผ่าเผยในฐานะผู้นำสำนักใหญ่ จะมาทำเรื่องกลั่นแกล้งเด็กรุ่นหลังอย่างเจ้าได้อย่างไร"
กวงจิ่วหง เจ้าสำนักอักษร เป็นผู้สรุปปิดท้าย
เจ้าสำนักสวี่ : ...
ข้าขอถามหน่อยเถอะ
ตกลงว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้าสำนักเคลื่อนดารา?
แต่ในเมื่อคำพูดถูกบีบมาถึงขั้นนี้แล้ว
เขาก็ทำได้แค่ยอมลงจากหลังเสือแต่โดยดี "วางใจเถอะ ขอเพียงเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ เจ้าก็สามารถไปจากที่นี่ได้ทุกเมื่อ"
เจ้าสำนักอีกสามคนแอบกลั้นขำ : ทำให้แซ่สวี่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้อีกรอบ สะใจชะมัด!
เจ้าตำหนักเสิ่นที่พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว กลับมาในเวลาอันสั้น
เขาโยนแหวนมิติวงหนึ่งมาตรงหน้าซุนกู้
"ดูซิ ว่าใช่ของเจ้าหรือเปล่า?"
สายตาของเขาคมกริบดุจใบมีด แฝงแววข่มขู่มาอย่างเต็มเปี่ยม
"หากทุกอย่างเป็นไปตามที่เจ้าพูดจริง หอคุมกฎของเราย่อมไม่เอาความเจ้า"
"แต่ถ้าเจ้ากล้าพูดจาซี้ซั้วสร้างเรื่องล่ะก็ ข้ารับรองเลยว่าศพเจ้าไม่สวยแน่!"
ซุนกู้พยักหน้ารับคำ
ส่งสัมผัสเทวะเข้าไปสำรวจในแหวน
ว้าว!
ว้าว ว้าว!
ไม่เพียงแต่มีหินวิญญาณอยู่หนึ่งล้านก้อนจริงๆ
แถมยังเป็นระดับกลางทั้งหมดด้วย
จากนั้นเขาก็แสร้งทำเป็นหยิบหินบันทึกภาพออกมา
แผ่สัมผัสเทวะเข้าไป
"ท่านเจ้าสำนัก หินบันทึกภาพพังแล้วขอรับ ข้าเปิดดูไม่ได้เลย"
เจ้าสำนักสวี่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ศิษย์น้องหน้าตายคนนี้ ในที่สุดก็ทำเรื่องเข้าท่ากับเขาบ้าง แอบทำลายหินบันทึกภาพทิ้งไปแล้ว
ไม่อย่างนั้นถ้าความลับของสำนักรั่วไหลออกไปล่ะก็ เป็นเรื่องใหญ่แน่
เจ้าสำนักหูแห่งสำนักดับกระบี่เอ่ยขึ้น "สวี่เฒ่า สำนักดับกระบี่ของข้าขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าเรื่องการหลอมสร้าง"
"ข้าเองก็มีความเชี่ยวชาญในการสร้างและซ่อมแซมหินบันทึกภาพอยู่บ้าง"
"ให้ข้าลองดูหน่อยเถิด ไม่แน่อาจจะซ่อมได้"
เจ้าสำนักสวี่ : ไม่ต้องสาระแน!
ท่านไม่พูด ก็ไม่มีใครหาว่าท่านเป็นใบ้หรอกนะ
"เรื่องนี้... พวกเราจัดการเองได้"
"เจ้าตำหนักเสิ่น รบกวนท่านเดินทางไปที่ยอดเขาหลอมสร้างสักรอบเถิด"
เมื่อเสิ่นลี่เฟิงจากไป
บรรยากาศก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
สมองของซุนกู้กลับมาแล่นฉิวด้วยความเร็วสูงอีกรอบ : พอกลับมา เสิ่นลี่เฟิงต้องบอกว่าข้าเป็นผู้บริสุทธิ์แน่
ถึงตอนนั้นข้าก็ออกจากสำนักเคลื่อนดาราได้แล้ว
แต่ข้าจะออกไปคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นโดนดักฆ่ากลางทางแน่
ข้าต้องรีบหาแบ็คอัพหนุนหลังเดี๋ยวนี้!
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ
สายตาไปหยุดอยู่ที่กวงจิ่วหง เจ้าสำนักอักษรที่นั่งตัวตรงเป๊ะ
ในวงการผู้บำเพ็ญเพียร ภาพลักษณ์ของสำนักอักษร สามารถสรุปได้ด้วยคำสามคำ :
วิญญูชนผู้เที่ยงธรรม
ความรู้ท่วมหัว
ยึดมั่นในความซื่อสัตย์แม้จะยากจนข้นแค้น
พูดง่ายๆ ก็คือ : ซื่อบื้อหลอกง่าย, หนอนหนังสือ, แล้วก็จนกรอบ
"ท่านเจ้าสำนักกวง ข้าขอเรียนถามท่านสักคำถามได้ไหมขอรับ?"
กวงจิ่วหงประหลาดใจเล็กน้อย
ก่อนจะยิ้มรับ "เจ้าว่ามาสิ"
"ท่านรับศิษย์สืบทอดสายตรงไว้ทั้งหมดกี่คนแล้วขอรับ?"
"หกคน"
"งั้นข้าขอใช้หินวิญญาณหนึ่งล้านก้อน ซื้อตำแหน่งศิษย์สืบทอดสายตรงคนที่เจ็ด ได้ไหมขอรับ?"
เจ้าสำนักกวง : ...
ศิษย์สืบทอดเขาใช้เงินซื้อกันได้หรือไง?
นั่นมันต้องใช้ความสามารถล้วนๆ
ถอยหลังมาสักก้าว ต่อให้ใช้เงินซื้อได้จริงๆ หินวิญญาณแค่หนึ่งล้านก้อนของเจ้ามันไม่น้อยไปหน่อยหรือ?
"หินวิญญาณระดับกลาง หนึ่งล้านก้อนขอรับ"
ซุนกู้ทุ่มหมดหน้าตัก
ใจของเจ้าสำนักกวงเต้นตึกตัก
แต่สีหน้ายังคงเรียบเฉย ระบายยิ้มบางๆ อย่างไม่แยแส
"ซุนกู้น้อยเอ๋ย เจ้ายังไม่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองเลย ทำไมถึงคิดเรื่องฝากตัวเป็นศิษย์เสียแล้วล่ะ?"
ซุนกู้ : "ท่านเจ้าสำนักสวี่เป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง อีกประเดี๋ยวคงคืนความบริสุทธิ์ให้ข้าได้แน่ขอรับ"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
นี่เจ้ากำลังชมข้าอยู่? หรือหลอกด่าข้ากันแน่?
เจ้าสำนักอีกสามคน : กลั้นขำนี่มันทรมานจริงๆ!
เพื่อจะกดความขำขันเอาไว้ กวงจิ่วหงจึงต้องแกล้งกระแอมไอกระแอมสองที
"ซุนกู้น้อยเอ๋ย ข้าล่ะสงสัยจริงๆ"
"ที่นี่มีทั้งเจ้าสำนักอวี๋ และเจ้าสำนักหู ทำไมเจ้าถึงอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ข้าเพียงคนเดียวล่ะ?"
ทำไมงั้นหรือ?
ก็เพราะท่านมันจนน่ะสิ!
หินวิญญาณระดับกลางล้านก้อน ในสายตาพวกเขาก็เป็นได้แค่เศษเนื้อติดกระดูก
แต่สำหรับท่าน มันคือหมูอ้วนๆ ทั้งตัวเลยไม่ใช่หรือ?
แต่เรื่องแบบนี้ แน่นอนว่าพูดออกไปตรงๆ ไม่ได้
"ท่านเจ้าสำนักกวง นั่นก็เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า มีเพียงผู้คนจากสำนักอักษรเท่านั้น ที่เป็นวิญญูชนผู้ทรงคุณธรรมอย่างแท้จริงขอรับ"
เจ้าสำนักอวี๋ (และเจ้าสำนักหู) : ...
นี่พวกเราเป็นวิญญูชนจอมปลอม? หรือเป็นคนถ่อยของแท้กันแน่?
"ในเมื่อสำนักอักษรทุกคนล้วนเป็นวิญญูชน นั่นย่อมหมายความว่าในฐานะผู้นำสำนัก ตัวท่าน ยิ่งต้องเป็นยอดวิญญูชนเหนือวิญญูชนแน่นอนขอรับ"
แม้เจ้าสำนักกวงจะรู้ดีว่านี่คือคำป้อยอหวังผล
ควรจะแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ
แต่มุมปากมันก็เผลอยกขึ้นจนแทบจะฉีกถึงรูหูอยู่แล้ว
"อะแฮ่ม! แม้ว่าความจริงจะเป็นไปตามที่เจ้าพูดมาก็ตามเถอะ..."
คนอื่นๆ ในโถง : ถุย! หน้าไม่อาย!
"แต่แค่เหตุผลข้อนี้ข้อเดียว ยังโน้มน้าวใจข้าไม่ได้หรอกนะ!"
ซุนกู้จึงต้องงัดมหกรรมคำป้อยอชุดใหญ่ออกมาสาดใส่อีกระลอก
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าอยากฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน ก็เพราะข้าไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นๆ"
"ข้ามาจากโลกฆราวาส รักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก"
"ในขณะที่สำนักของท่านเชิดชูการศึกษา ทุกคนล้วนมีความรู้ท่วมหัว สถานที่แบบนี้แหละคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าใฝ่ฝันหามาตลอด!"
"การได้อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ อีกทั้งยังได้อยู่เคียงข้างยอดวิญญูชนเหนือวิญญูชนอย่างท่าน ข้าย่อมถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นผู้มีความรู้ สูงส่ง ซื่อตรง และมีเหตุผลในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอนขอรับ"
"ยิ่งไปกว่านั้น มุมมองที่มีต่อเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของสำนักท่าน ก็ยังตรงกับใจข้าทุกประการ"
"ข้าเองก็คิดว่า การบำเพ็ญเพียรควรจะเลือกเดินบนเส้นทางที่ยากลำบากที่สุด ค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว"
"ไม่ใช่เหมือนสำนักอื่นๆ ที่วันๆ เอาแต่คิดจะหาทางลัด"
"พึ่งพาแต่การสวาปามของวิเศษจากฟ้าดิน เม็ดยาสกัดจากแกนอสูร เพื่อหวังเลื่อนระดับตบะอย่างรวดเร็ว..."
เจ้าสำนักกวง : ...
ข้าเองก็อยากจะหาทางลัดเหมือนกันนั่นแหละ
ติดตรงที่ว่าสภาพการเงินมันไม่อำนวยนี่สิ!
เจ้าสำนักคนอื่นๆ : สามารถสรรเสริญความยากจนข้นแค้นให้ดูดีมีระดับได้ขนาดนี้ มองไปทั่วทั้งใต้หล้าคงมีแต่เจ้าซุนกู้น้อยนี่คนเดียวล่ะมั้ง
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คำป้อยอชุดนี้พอได้ฟังแล้วมันช่างรื่นหูเสียจริง!
มุมปากของเจ้าสำนักกวงเริ่มจะคุมไม่อยู่ กระตุกจะยกขึ้นอีกแล้ว
แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้ความดีใจมาทำให้เสียสติ : การรับศิษย์ต่อหน้าเจ้าสำนักสวี่ ในอาณาเขตของเขาแบบนี้ มันหยามหน้ากันชัดๆ!
กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
จู่ๆ ก็มีแรงสั่นสะเทือนดังมาจากห้วงสัมผัสเทวะ
มิงค์หางม่วงเขี้ยวทองที่ผูกพันธสัญญาเอาไว้ หลังจากหลับอุตุมาสามเดือน ในที่สุดก็ตื่นแล้ว
...
(จบแล้ว)