- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ
- บทที่ 4 - ความลับหลุดพ้นปาก ตอนนี้กลับคำทันไหม?
บทที่ 4 - ความลับหลุดพ้นปาก ตอนนี้กลับคำทันไหม?
บทที่ 4 - ความลับหลุดพ้นปาก ตอนนี้กลับคำทันไหม?
บทที่ 4 - ความลับหลุดพ้นปาก ตอนนี้กลับคำทันไหม?
มิงค์หางม่วงเขี้ยวทองเอาแต่พุ่งชนไปมาอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในถุงสัตว์เลี้ยง
หลังจากชนไปชนมาอยู่หลายรอบ
"ปึ้ง" มันก็เอาหัวพุ่งชนจนตัวเองสลบเหมือดไปเสียอย่างนั้น
เจ้าสำนักกวงลอบยินดีในใจ
มิงค์ตัวนี้คือสัตว์วิเศษยุคโบราณ
แม้จะโง่เขลาเบาปัญญาไปหน่อย ถึงจะผูกพันธสัญญาแล้วก็ยังใช้สัมผัสเทวะสื่อสารด้วยไม่ได้ แต่กลับมีพรสวรรค์ติดตัวในการรู้หลบหลีกภัยและแสวงหาโชคลาภ
ด้วยพรสวรรค์นี้ ศิษย์สืบทอดสายตรงไม่กี่คนที่ข้ารับไว้ ถึงได้เจอแต่วาสนาดีๆ ตบะพุ่งพรวดๆ กันทุกคน
ดูจากระดับการพุ่งชนของเจ้ามิงค์โง่นี่แล้ว...
แทบจะอยากทะลวงถุงสัตว์เลี้ยง มุดเข้าไปซุกในอ้อมกอดของซุนกู้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
หรือว่าเด็กนี่ จะมีโชคชะตาและวาสนาอันยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่?
เจ้าสำนักกวงรีบกลืนคำพูดที่เตรียมไว้ลงคอไปทันที
เปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย
"ซุนกู้น้อยเอ๋ย สำนักอักษรของเราไม่เหมือนสำนักอื่นนะ ไม่ใช่ว่าบริจาคหินวิญญาณนิดๆ หน่อยๆ แล้วจะรับเข้าสำนักได้"
"เราให้ความสำคัญกับศีลธรรมและความรู้ของคนๆ นั้นมากกว่า"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
ทำไมข้ารู้สึกเหมือนกำลังโดนหลอกด่าอยู่เลย?
"ในฐานะที่ข้าเป็นถึงเจ้าสำนัก เรื่องรับศิษย์ยิ่งทำเป็นเล่นไม่ได้"
"คำขอของเจ้า ข้าคงรับปากไม่ได้ใน 'ตอนนี้'"
ซุนกู้จับคีย์เวิร์ดคำว่า 'ตอนนี้' ได้ทันที
"เจ้าสำนักกวงเป็นคนมีหลักการในการกระทำ สมดั่งคำเล่าลือจริงๆ ขอรับ"
"ผู้นำสำนัก ย่อมต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว!"
"ถ้าอย่างนั้นข้าขอเปลี่ยนคำขอ ไม่ทราบว่าท่านเจ้าสำนักจะอนุญาตได้หรือไม่?"
"เจ้าว่ามาสิ"
"ข้าเลื่อมใสสำนักอักษรมาเนิ่นนาน อยากไปเดินชมสถานที่จริงสักครั้งขอรับ!"
"ในเมื่อเจ้ามีใจปรารถนา ข้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เดี๋ยวเจ้าเดินทางกลับพร้อมข้าเลยก็แล้วกัน"
ซุนกู้ดีใจเนื้อเต้น
"ขอบพระคุณเจ้าสำนักกวงที่เมตตาขอรับ"
"การได้ไปเยือนสำนักของท่านด้วยตัวเอง ได้สัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ตระการตา ต่อให้สุดท้ายจะไม่ได้เป็นศิษย์สำนักอักษร ข้าก็นอนตายตาหลับแล้ว!"
เจ้าสำนักกวง : ...
ไอ้คำว่า 'นอนตายตาหลับ' นี่ มันใช้เว่อร์ไปหน่อยไหม?
เจ้าสำนักอีกสามคน : พวกเจ้าสองคนเล่นละครตบตากันไปมานี่สนุกนักหรือไง?
ยังจะมาสัมผัสความยิ่งใหญ่ตระการตาอะไรอีก...
เตรียมตัวไปดมกลิ่นอับชื้นซอมซ่อของที่นั่นเถอะ
ตอนนั้นเอง เจ้าตำหนักเสิ่นก็กลับมาพอดี
พอเดินเข้ามาในโถง ก็ชี้แจงทันที :
"เรียนท่านเจ้าสำนัก ซ่อมแซมหินบันทึกภาพเสร็จแล้วขอรับ"
"ซุนกู้ไม่ได้โกหก"
"จนถึงเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้ว เขายังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำจริงๆ"
"เพียงแต่หลังจากนั้น หินบันทึกภาพก็ปิดการทำงานไปเองขอรับ"
ตอนนี้เจ้าสำนักสวี่แค่อยากจะส่งแขกน่ารำคาญสามคนนี่กลับไปให้พ้นๆ เสียที
จึงหันไปพูดกับซุนกู้ : "ดูเหมือนว่า เจ้าจะเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ"
"ส่วนเรื่องที่ทำไมเจ้าถึงไปนอนสลบอยู่ในเขตหวงห้ามได้นั้น คงต้องค่อยๆ สืบสวนกันต่อไป"
"เจ้าจะไปจากที่นี่ตอนนี้เลยก็ได้ หรือจะอยู่รอฟังผลการสืบสวนความจริงในท้ายที่สุดก็ตามใจเจ้า"
ซุนกู้ไม่ได้โง่เสียหน่อย
"ท่านเจ้าสำนัก ข้าขอเลือกเดินทางออกไปพร้อมกับท่านเจ้าสำนักกวงขอรับ"
"ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ไม่ขอรั้งทุกท่านไว้ก็แล้วกัน ภายในสำนักยังมีเรื่องอีกมากที่ข้าต้องจัดการ"
นี่คือคำสั่งไล่แขกทางอ้อมแล้ว
ซุนกู้ : "เดี๋ยวก่อน! ข้ายังมีเรื่องจะพูด"
เจ้าสำนักทั้งสามที่เพิ่งจะยกก้นขยับลุกจากเก้าอี้ พลันทิ้งตัวลงนั่งพรึ่บพร้อมกันอีกครั้ง
ดูท่าจะมีงิ้วให้ดูต่อ
เจ้าสำนักสวี่หน้าตึงทันที
"ความบริสุทธิ์ก็คืนให้เจ้าแล้ว เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีก?"
"เรียนท่านเจ้าสำนัก ความบริสุทธิ์น่ะได้คืนแล้วก็จริง แต่ค่าทำขวัญข้ายังไม่ได้เลยนี่ขอรับ!"
"ค่าทำขวัญ? ค่าทำขวัญอะไร?"
"ข้าถูกลากเข้าไปในเขตหวงห้ามอย่างงงๆ จนจุดตันเถียนแหลกละเอียด อนาคตการบำเพ็ญเพียรอันสดใสของข้าพังพินาศไปหมดแล้ว ทางสำนักจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายให้ข้าหน่อยหรือขอรับ?"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!
ยังกล้าพูดว่าอนาคตการบำเพ็ญเพียรอันสดใสอีก!
พรสวรรค์กากๆ อย่างเจ้า จุดตันเถียนจะแตกหรือไม่แตก มันต่างกันตรงไหนไม่ทราบ?
"ท่านเจ้าสำนัก ท่านคิดจะเบี้ยวหรือขอรับ?"
"เมื่อครู่นี้ท่านเพิ่งพูดออกจากปากตัวเองแท้ๆ ว่าข้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านเจ้าสำนักอีกสามท่านก็เป็นพยานได้"
"ข้าได้ยินจริงๆ"
"ข้าก็ได้ยิน"
"ข้าก็เหมือนกัน"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
"ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ สมควรได้รับการชดเชยไม่ใช่เรื่องสมเหตุสมผลหรอกหรือขอรับ?"
"สมเหตุสมผลที่สุด"
"ต้องสมเหตุสมผลสิ"
"สมเหตุสมผลอย่างไม่ต้องสงสัยเลย"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
ข้าล่ะอยากจะสับตาเฒ่าทั้งสามคนนี่เป็นชิ้นๆ จริงๆ
"เจ้าว่ามา ต้องการค่าทำขวัญเท่าไหร่?"
"ข้าขอหินวิญญาณสิบล้านก้อน"
"อะไรนะ?"
เจ้าสำนักสวี่ถลึงตาใส่ด้วยความโกรธจัด
แต่ซุนกู้ทำเป็นมองไม่เห็น
"ท่านเจ้าสำนักกวง ท่านเจ้าสำนักหู ท่านเจ้าสำนักอวี๋ พวกท่านคิดว่าค่าชดเชยที่ข้าเรียกร้องไปมันมากเกินไปไหมขอรับ?"
กวงจิ่วหง : รอข้ารับเด็กนี่เป็นศิษย์ก่อนเถอะ ค่าชดเชยนั่นมันก็ต้องเป็นของข้าทั้งหมดไม่ใช่หรือไง?
จึงรีบตอบทันที : "สมเหตุสมผลดีแล้ว!"
เจ้าสำนักอวี๋ : "สมเหตุสมผลกะผีสิ!"
"ตาเฒ่ากวง ถ้าข้าให้หินวิญญาณเจ้าสิบล้านก้อน แลกกับทำลายจุดตันเถียนของเจ้า เจ้าจะยอมไหม?"
เจ้าสำนักหูไม่ยอมน้อยหน้า ขอแทงซ้ำอีกแผล : "ใช่ ข้าว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องจ่ายสักร้อยล้านก้อน แถมยังต้องเป็นหินวิญญาณระดับสุดยอดทั้งหมดด้วย ถึงจะเรียกว่าสมเหตุสมผล!"
เจ้าสำนักสวี่ : ...
พวกเจ้านี่ช่างกล้าพูดนะ!
ต่อให้ข้าเอาสำนักไปขายทิ้งทั้งสำนัก ก็ยังไม่ได้ราคานี้เลย
ส่วนเสิ่นลี่เฟิงที่ทำตัวไร้ตัวตนมาตลอด
ตอนนี้กลับจมอยู่ในห้วงความคิด :
ซุนกู้ผู้นี้ ปกติเป็นคนขี้ขลาดตาขาว โดนหินกลิ้งทับยังไม่กล้าส่งเสียงร้องเลยด้วยซ้ำ
ทำไมวันนี้ถึงได้ปากร้ายฝีปากกล้าขนาดนี้?
หรือว่าโดนสิงร่างมา?
"ซุนกู้ เรื่องค่าชดเชย ควรเป็นหน้าที่ของหอคุมกฎข้าเป็นคนตัดสินใจ"
"เห็นแก่ที่จุดตันเถียนของเจ้าได้รับความเสียหาย ต้องมารับเคราะห์ทั้งที่ไม่มีความผิดจริงๆ"
"ทางสำนักจะคืนหินวิญญาณห้าล้านก้อนที่เจ้าเคยบริจาคตอนแรกให้กับเจ้า ถือเสียว่าเป็นค่าทำขวัญ"
"เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร?"
เสิ่นลี่เฟิงจ้องหน้าซุนกู้เขม็ง : ได้คืบอย่าเอาศอก รับไปซะก่อนที่จะไม่ได้อะไรเลย
ซุนกู้อ่านสายตานั้นออกทันที
"ก็ได้ขอรับ ถ้าอย่างนั้นข้าจะยอมฝืนใจรับไว้ก็แล้วกัน"
เสิ่นลี่เฟิงรีบจ่ายหินวิญญาณระดับกลางห้าแสนก้อนให้ทันที
พร้อมกับยัดป้ายหยกสื่อสารให้เขาหนึ่งอัน
แล้วอ้างเหตุผลฟังดูดีว่า : "เจ้ามีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริง หากสืบสวนจนกระจ่างแล้ว ข้าจะแจ้งให้เจ้าทราบเอง"
แต่ในใจซุนกู้รู้ดีแจ่มแจ้งเลยล่ะ
ที่ให้ป้ายหยกนี่มา ก็เพราะอยากจะเค้นถามหาหินบันทึกภาพจากข้าน่ะสิ
รับค่าทำขวัญเสร็จ ก็ไม่คิดจะยื้อเวลาต่อ
เขารีบเดินตามเจ้าสำนักทั้งสามออกไปจากหอคุมกฎทันที
เจ้าสำนักหูหยิบเรือเหาะลำหนึ่งออกมา เป็นรุ่นที่สามารถจุคนได้สิบคน
"พอดีว่าทางเดียวกัน ไปด้วยกันเลยแล้วกัน"
พอเรือเหาะบินพ้นเขตพื้นที่ของสำนักเคลื่อนดารา
เจ้าสำนักทั้งสามก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"ตอนแรกยังคิดว่าจะอาศัยจังหวะที่ปรมาจารย์สวี่บรรลุเซียน กอบโกยวาสนาสักหน่อย ใครจะไปคิดว่าตัวแกจะชิงระเบิดตู้มไปซะก่อน"
"ตัวเองระเบิดไม่พอ ยังพาเอาลูกศิษย์ลูกหาบาดเจ็บล้มตายเป็นเบือ เปิดหูเปิดตาข้าจริงๆ!"
"พวกท่านว่า ทำไมอยู่ดีๆ แกถึงระเบิดไปได้ล่ะ?"
สายตาทั้งสามคู่ พุ่งตรงมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าดำเมี่ยมของซุนกู้
ซุนกู้ : "...ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ!"
"ก่อนที่ทัณฑ์สายฟ้าจะผ่าลงมา เจ้าไม่สังเกตเห็นอะไรผิดปกติเลยหรือ?"
"จุดตันเถียนข้าแหลกตั้งแต่เมื่อคืน ข้าสลบไสลไม่ได้สติมาตลอด เพิ่งจะมาฟื้นก็ตอนที่พวกท่านมาถึงนั่นแหละขอรับ"
"แล้วสรุปว่าจุดตันเถียนของเจ้า แหลกได้ยังไงกันแน่?"
"พวกท่านอยากรู้จริงๆ หรือขอรับ?"
ถามโง่ๆ ถ้าไม่อยากรู้จะถามเจ้าทำไม?
"ถ้าข้าเล่าให้พวกท่านฟังแล้ว พวกท่านจะทวงคืนความยุติธรรมให้ข้าได้ไหมขอรับ?"
เจ้าสำนักทั้งสาม : ...
ทวงคืนความยุติธรรมยังไง? ช่วยเจ้าฆ่าล้างแค้นงั้นหรือ?
พวกเขาคิดว่า ที่จุดตันเถียนแหลก ก็คงหนีไม่พ้นไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับศิษย์ในสำนักเดียวกันนั่นแหละ
ต่อให้อีกฝ่ายจะมีสถานะต่ำต้อยหรือตบะอ่อนด้อยแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นคนของสำนักเคลื่อนดารา ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรยื่นมือเข้าไปยุ่ง
ซุนกู้เห็นสีหน้าของพวกเขา ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
ทำได้แค่ถอนหายใจยาวๆ ออกมา
แล้วยอมถอยลงมาหนึ่งก้าว
"ในเมื่อเจ้าสำนักทั้งสามไม่สามารถทวงคืนความยุติธรรมให้ข้าได้"
"งั้นวันหน้า ถ้ามีศัตรูตามมาไล่ฆ่าข้า พวกท่านช่วยปกป้องให้ข้ารอดตายหน่อย ก็คงได้ใช่ไหมขอรับ?"
เจ้าสำนักอวี๋รีบแสดงความเดือดดาลทันที : "ทำลายจุดตันเถียนผู้อื่นก็นับว่าอำมหิตมากพอแล้ว หากยังคิดจะตามไล่ล่าสังหารให้สิ้นซากอีก ข้าแซ่อวี๋ผู้นี้ จะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมเด็ดขาด"
เจ้าสำนักหู : "ถูกต้อง ข้าเองก็เช่นกัน"
ซุนกู้หันไปมองกวงจิ่วหง
กวงจิ่วหงตอบด้วยสีหน้าขึงขังเปี่ยมคุณธรรม : "ซุนกู้น้อย เจ้าพูดมาได้เลย มีพวกเราสามคนอยู่ที่นี่ รับรองว่าจะปกป้องเจ้าให้ปลอดภัยแน่นอน"
"จริงหรือขอรับ?"
"งั้นเพื่อความชัวร์ พวกท่านช่วยสาบานต่อมารในใจหน่อยได้ไหมขอรับ?"
เจ้าสำนักทั้งสาม : ...
ซุนกู้หัวเราะร่วน : "ข้าล้อเล่นน่ะขอรับ"
เขาขยับจัดท่านั่งให้เรียบร้อย
ก่อนจะเริ่มเล่า : "เรื่องราวทั้งหมด มันต้องเริ่มจากความลับสุดยอดที่ข้าไปรู้มาเมื่อคืนนี้ขอรับ..."
"เมื่อคืน หลังจากข้าเก็บข้าวของม้วนเสื่อเสร็จ ก็ออกไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อย"
"ใครจะไปรู้ว่าดันเดินหลงไปถึงหอคุมกฎ แล้วก็บังเอิญไปเจอเจ้าตำหนักเสิ่นกับศิษย์พี่หญิงเหยียนพอดี ตอนนั้นพวกเขากำลัง..."
หลังจากซุนกู้เล่าจบ
เขาก็หันไปมองเจ้าสำนักทั้งสามที่กำลังอ้าปากค้างตาเหลือก
เจ้าสำนักทั้งสาม : ...
ความลับที่กลืนลงท้องไปแล้ว ตอนนี้พวกข้าขอคายทิ้งได้ไหม?
ที่รับปากไปเมื่อกี้ ตอนนี้ขอถอนคำพูดทันไหม?
(จบแล้ว)